ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว ปัญหาภาษีสหรัฐฯ และล่าสุดปัญหาสงครามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ที่กำลังเกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หลายๆ ประเทศต้องหาทางออกในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้พยายามเดินหน้าสร้างความได้เปรียบทางการค้า หาทางเปิดตลาดการค้า เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดแถลงข่าวถึงแผนการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยที่จะดำเนินการในปี 2569 มีเป้าหมายหลักเพื่อหาพันธมิตรใหม่ทางการค้า และรับมือกับปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน โดยจะขยายการทำ FTA ให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ไทยมีจำนวน 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ
เร่ง FTA ที่เซ็นไปแล้วให้มีผลบังคับใช้
น.ส.โชติมากล่าวว่า ในจำนวน FTA ที่ไทยมีอยู่จำนวน 17 ฉบับ มี 3 ฉบับที่เพิ่งลงนามไป และยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ ก็ต้องเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า โดย FTA ไทย-ศรีลังกา ซึ่งเป็น FTA ฉบับที่ 15 ของไทย มีการลงนามกันไปเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2567 ขณะนี้ในส่วนของไทยดำเนินการภายในเรียบร้อยแล้ว ส่วนศรีลังกาอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ ก็จะเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
สำหรับ FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) เป็นฉบับที่ 16 ของไทย ลงนามกันเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 และเป็นฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศในยุโรป และไทย-ภูฏาน ซึ่งเป็นฉบับที่ 17 ของไทย ลงนามกันเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 ม.ค. 2570
เร่งปิดดีล FTA ที่อยู่ระหว่างการเจรจา
สำหรับ FTA ที่อยู่ระหว่างการเจรจา คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ทั้ง 3 กรอบ ได้ตั้งเป้าให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569
โดยความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-อียู ได้มีการเจรจากันมาแล้ว 8 รอบ ซึ่งรอบที่ 8 ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และสามารถหาข้อสรุปข้อบทได้เพิ่มขึ้นสามบท ได้แก่ 1. มาตรการเยียวยาทางการค้า ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้มาตรการเพื่อลดผลกระทบหากมีการทะลักของสินค้านำเข้าจากการลด ยกเลิกภาษี 2. ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่างๆ ภายใต้ FTA เช่น ข้อยกเว้นเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และข้อยกเว้นด้านความมั่นคง เป็นต้น และ 3. หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านการค้าสินค้าระหว่างประเทศคู่ภาคี รวมทั้งได้ข้อสรุปในหัวข้อย่อยเรื่องกฎระเบียบด้านการบริการจัดส่งภายใต้บทการค้าบริการและการลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและความโปร่งใสด้านกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจสาขาดังกล่าว
จากข้อสรุปที่ได้เพิ่มเติมในรอบนี้ ส่งผลให้เมื่อรวมกับบทที่ได้ข้อสรุปแล้วในการเจรจาก่อนหน้านี้ คือแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ ความโปร่งใส พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ระบบอาหารที่ยั่งยืน การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทำให้การเจรจาสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว รวม 11 บท จากทั้งหมด 24 บท
ส่วนการเจรจาในข้อบทที่เหลือหลายเรื่อง มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ การแข่งขันทางการค้า และภาคผนวกยานยนต์ที่อยู่ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ส่วนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา กระบวนการระงับข้อพิพาท และบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการความตกลง รวมทั้งในส่วนของการเจรจาการเปิดตลาด (Market Access) ซึ่งประกอบด้วย การเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
สำหรับในขั้นตอนต่อไป ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดแผนการดำเนินงาน เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการจัดประชุมหารือระหว่างรอบ (intersessions) ในส่วนของฝ่ายไทย กรมจะขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเจรจารอบถัดไปซึ่งมีกำหนดในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 มีความคืบหน้ามากที่สุด เพราะทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายสรุปผลการเจรจาภายในปีนี้
ไทย-เกาหลีใต้ ล่าสุดมีการเจรจาสำเร็จไปมาก เหลือที่ต้องเจรจาอีกไม่มาก เช่น การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การลงทุน และการค้าดิจิทัล ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะเร่งสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จจะช่วยต่อยอดและขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทย ยกระดับมาตรฐานและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชน สร้างแต้มต่อทางการค้าให้ผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน รวมทั้งจะดึงดูดการลงทุนจากเกาหลีใต้ให้มายังไทยมากยิ่งขึ้น
อาเซียน-แคนาดา คุยกันไปแล้ว 17 รอบ โดยคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACAFTA TNC) ได้มีการติดตามและประเมินความคืบหน้าการเจรจา ซึ่งปัจจุบันการเจรจามีความคืบหน้ามากกว่าร้อยละ 50 ของการเจรจาทั้งหมด โดยได้ข้อสรุปแล้ว 10 บท เช่น การเคลื่อนย้ายชั่วคราวของบุคคลธรรมดา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การแข่งขัน พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า แนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎหมาย ความร่วมมือทางเทคนิคและเศรษฐกิจ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และบริการโทรคมนาคม รวมถึงได้มีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเปิดตลาดการค้าสินค้าและบริการระหว่างกันแล้ว
ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่แตกต่างในหลายประเด็น เช่น การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิคและกระบวนการตรวจสอบและรับรอง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุน และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งคณะทำงานกลุ่มต่างๆ จะมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการพบกันและทางออนไลน์ เพื่อเร่งสรุปให้ได้ และเสนอให้ที่ประชุม ACAFTA TNC พิจารณาตัดสินใจ โดยในช่วงเดือน เม.ย. และ ก.ค. การประชุมจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้การเจรจาสรุปผลได้ภายในปีนี้
เปิดเจรจา FTA ใหม่ เร่ง DEFA
น.ส.โชติมากล่าวว่า ตามแผนการเจรจา FTA ได้กำหนดเป้าที่จะเปิดการเจรจา FTA ฉบับใหม่ เช่น ไทย-แคนาดา ที่ผู้นำสองฝ่ายได้พูดคุยกันไว้ เมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จแล้วก็จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ไทย-บังกลาเทศ กำลังดูความพร้อมของคู่เจรจา และยังมี FTA ฉบับที่อัปเกรดฉบับเดิม เช่น ไทย-เปรู ที่จะเร่งเจรจาในส่วนของการเปิดตลาดที่เหลืออีก 30% ให้จบ อาเซียน-อินเดีย ที่จะอัปเกรดเพิ่มในเรื่องการเปิดตลาด
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญต่อการเร่งเจรจาเพื่อปิดดีลความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งหากเจรจาแล้วเสร็จจะถือเป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัล เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยอาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมรอบสุดท้ายในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2569 และตั้งเป้าให้กระบวนการทุกอย่างแล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถลงนามความตกลง DEFA ได้ในเดือน พ.ย. 2569 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
ใช้กรอบอาเซียนขยายการค้า-ลงทุน
สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้หารือแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลกมีความผันผวน
โดยอาเซียนได้ประกาศ “แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนเพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน” โดยจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นตลาดที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีจากสถานการณ์ความผันผวนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้อาเซียน โดยเฉพาะไทยควรเน้นย้ำบทบาทในฐานะ “ภูมิภาคที่ไว้วางใจได้” สำหรับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนระบบการค้าที่เปิดกว้างตามกติกา การมีเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีกลไกที่รองรับการค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกรอบความตกลง DEFA ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตลาดและฐานการผลิตของอาเซียนสู่การค้าดิจิทัลและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาค
ใช้เวที JTC เพิ่มการค้า ร่วมมือเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน กรมจะให้ความสำคัญต่อการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) กับประเทศคู่ค้า เพื่อขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมาย เช่น ฟิลิปปินส์ เมียนมา สหราชอาณาจักร คาซัคสถาน เกาหลีใต้ และภูฏาน
เปิดความร่วมมือออสเตรเลียเพิ่ม
น.ส.โชติมากล่าวว่า ที่ผ่านมายังมีผลการเจรจาที่สำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยไทยได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA JC) ครั้งที่ 5 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 โดยสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสของ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเจรจาประเด็นใหม่ๆ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้ FTA ฉบับนี้ส่งเสริมการค้ายุคใหม่
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับออสเตรเลียในการประชุมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2 ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือเซก้า ที่ต่อยอดจาก FTA ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนและต่อยอดความร่วมมือจากพันธกรณี ภายใต้ FTA ไปสู่มิติที่หลากหลายและครอบคลุมกว่า 8 สาขา เช่น เกษตร เทคโนโลยี และระบบอาหารที่ยั่งยืน การท่องเที่ยว การศึกษา การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว โดยทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นโอกาสในการปรับปรุงความร่วมมือภายใต้เซก้าให้เท่าทันเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง อาทิ การหารือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือพลังงานสีเขียว เพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต
ผลักดันใช้ประโยชน์ FTA
สำหรับการใช้ประโยชน์จาก FTA กรมมีแผนผลักดันให้ผู้ประกอบการ SME มีโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยใช้ FTA เป็นใบเบิกทาง โดยปีนี้จะผลักดันผู้ประกอบการในกลุ่มของสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ปลา ใช้ประโยชน์จาก FTA ในการทำตลาดต่างประเทศ หลังจากปีที่ผ่านมาได้ผลักดันกลุ่มสินค้ากาแฟ เจาะตลาดจีน โดยใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-จีน และ RCEP
ลุยต่อรับมือภาษีสหรัฐฯ
น.ส.โชติมากล่าวว่า สำหรับการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ และกรณีที่สหรัฐฯ เปิดไต่สวนคู่ค้า รวมถึงไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางเตรียมการรับมือ โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินให้การใช้มาตรการภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลก 10% เป็นเวลา 150 วัน สิ้นสุดเดือน ก.ค. 2569 รวมถึงเปิดไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าที่ทำการค้ากับสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม
โดยไทยถูกสหรัฐฯ กล่าวหา 2 ประเด็น คือ มีกำลังการผลิตเกินในบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ เช่น ปลาและน้ำมันปลา อาหารสัตว์ เสื้อผ้า ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้หารือกับภาคเอกชนเพื่อทำข้อมูลแก้ต่าง และส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เม.ย. 2569
อย่างไรก็ตาม หากไทยและคู่ค้าอื่นๆ ไม่สามารถแก้ต่างได้ คาดว่าสหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากคู่ค้า ที่ถูกเปิดไต่สวน ซึ่งแต่ละประเทศอาจถูกจัดเก็บอัตราต่างกัน โดยคาดว่าสินค้าไทยที่จะถูกเก็บภาษีจะเป็นทั้ง 2 กลุ่มที่ถูกกล่าวหา และคาดว่าสหรัฐฯ อาจเร่งการไต่สวนเพื่อให้ทันกับการเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 ที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ค. 2569 และนำการขึ้นภาษีตามมาตรา 301 มาใช้แทน
สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ไทยจะยังคงเดินหน้าหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่งหารือร่วมกันครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2569 โดยสาระสำคัญของการหารือ จะอิงตามเนื้อหาที่อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐฯ ที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือน ก.ค. 2568 ที่มาเลเซีย เช่น การลด เลิกอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ส่วนการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้หารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติม


