xs
xsm
sm
md
lg

ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ยังรุ่ง 3 ปี ตั้งใหม่ 472 ราย ลงทุน 1.85 หมื่นล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบขยายตัวต่อเนื่อง มีจำนวน 472 ราย เงินลงทุนรวม 18,510 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของต่างชาติ สัดส่วนถึง 91.20% ไทยลงทุนแค่ 8.80%

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุน มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 117 ราย ทุนจดทะเบียนสูงถึง 7,640 ล้านบาท สะท้อนความสนใจของนักลงทุนในการเข้ามาลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ ต่อมาในปี 2567 ทุนจดทะเบียนปรับลดลงอยู่ที่ 3,379 ล้านบาท แต่จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่กลับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 176 ราย บ่งชี้ถึงการขยายตัวของระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) และล่าสุดปี 2568 ธุรกิจยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโต มีการจัดตั้งใหม่ 179 ราย และทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 7,491 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมในช่วง 3 ปี (2566-2568) มีธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสมรวมกว่า 472 ราย เงินลงทุนรวม 18,510 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น Electronic Manufacturing Hub ของภูมิภาค

ทั้งนี้ ในปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าว มีนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,168 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) คิดเป็น 80% ของจำนวนทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ ขณะที่เงินลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (L) คิดเป็น 46.57% ของเงินลงทุนทั้งหมดในอุตสาหกรรม ส่วนผลประกอบการในปี 2567 พบว่า มีรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถทำกำไรสุทธิรวมสูงถึง 3.97 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารต้นทุนและความสามารถในการปรับตัวต่อความต้องการของตลาดโลก


อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังคงต้องพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในสัดส่วนสูงถึง 91.20% หรือประมาณ 2.48 แสนล้านบาท โดยมีประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เป็นนักลงทุนหลัก ขณะที่การลงทุนของผู้ประกอบการไทยอยู่ที่ 8.80%

“จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และสิทธิประโยชน์ทางการค้า แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายในระยะยาว คือ การยกระดับเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามจากบทบาทผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีการแข่งขันสูงในเวทีโลก”นายพูนพงษ์กล่าว

อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ครองมูลค่าการส่งออกอันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็น 27.4% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด และไทยยังเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ลำดับที่ 14 ของโลก ในปี 2568 มีมูลค่าอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจนี้สูงถึง 2.7 แสนล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์สูงกว่ารถยนต์สันดาปถึง 6 เท่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน ทำให้ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น ประกอบกับในปี 2568 ไทยได้ส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าในสถิติใหม่พุ่งสูงสุดที่ 3.64 แสนล้านบาท โดยมีฮ่องกง ไต้หวัน และมาเลเซีย เป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค