xs
xsm
sm
md
lg

“อรมน” นำทัพสินค้า GI ไทยโชว์ศักยภาพงาน Foodex Japan สร้างโอกาสการค้า-ดันเปิดตัวสู่ตลาดโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงแต่เดินหน้าส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน สินค้าท้องถิ่น ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า แต่ยังได้ขับเคลื่อนภารกิจในการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้า GI ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ผลิตสินค้า GI ซึ่งผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าการตลาดให้กับสินค้า GI ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 254 รายการ มูลค่า 115,000 ล้านบาท
ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำสินค้า GI ไทย กลุ่มสินค้าเกษตร จำนวน 5 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ด ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยตุง จ.เชียงราย พริกไทยตรัง และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า FOODEX JAPAN 2026 ที่ Tokyo International Exhibition Center (Tokyo Big Sight) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 10-13 มี.ค. 2569

เพิ่มช่องทางขายสินค้า GI

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมมีนโยบายผลักดันผู้ประกอบการให้มีช่องทางในการทำตลาดสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศ ได้มีการร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น Gourmet Market, Tops, ตลาดจริงใจ Farmers’ Market เป็นต้น ผลักดันนำสินค้า GI เข้าไปจำหน่ายหมุนเวียนตามฤดูกาลกว่า 100 สินค้า

การจัดกิจกรรม GI Market โดยนำผู้ประกอบการ GI ออกบูทบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งในกรุงเทพฯ เช่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลสาขาต่างๆ การจัดกิจกรรม GI Roadshow ไปยังหัวเมืองในต่างจังหวัด การจัด GI Pavilion ในงาน Thaifex-Anuga Asia ซึ่งเป็นการจัดแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย การจัดกิจกรรมกับหน่วยงานเอกชน เช่น The Cloud (งาน Thailand Coffee Fest Year End และ Thailand Rice Fest) บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (งานแจ๋วแซ่บเฟ่อร์) TOPs (งานจริงใจ มหานคร) ICON Siam (งาน Iconic Craft Coffee Expo) เป็นต้น

นอกจากนี้ ได้ขยายช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ โดยการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายสินค้า GI บนแพลตฟอร์ม Born Thailand Shopee และ Lazada เป็นต้น และการนำสินค้า GI เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เช่น งาน FOODEX JAPAN 2026 ที่ญี่ปุ่น เพื่อเปิดตัวสินค้าให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และเปิดตัวจำหน่ายสู่ตลาดโลก


นำร่วมงาน Foodex Japan ที่ญี่ปุ่น

นางอรมนกล่าวว่า กรมเล็งเห็นว่าตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ให้ความสำคัญต่อแหล่งกำเนิดสินค้า เรื่องราวการผลิต และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ ควบคู่กับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย ผู้ซื้อจึงพิจารณาข้อมูลพื้นที่ผลิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระบวนการผลิตอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ นำเข้า รวมถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้าและความโปร่งใสของข้อมูลประกอบการรับรอง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสินค้า GI กรมจึงใช้จุดเด่นดังกล่าวนำเสนออัตลักษณ์สินค้าไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเพิ่มความแตกต่างจากสินค้าเกษตรทั่วไป

ในการนำผู้ประกอบการสินค้า GI เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้า มาตรฐานการผลิต ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการค้า และรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจโดยตรง อันจะช่วยให้เกิดธุรกรรมทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม และการจับคู่ธุรกิจยังเป็นกลไกสำคัญในการประเมินความต้องการของตลาด สร้างความเข้าใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ผลิต และเพิ่มโอกาสให้สินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

“การเข้าร่วมงาน FOODEX JAPAN 2026 เป็นเวทีสำคัญในการเจรจาการค้าแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (Business-to-Business: B2B) เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตนำเสนอสินค้าแก่ผู้นำเข้าโดยตรง พร้อมรับข้อมูลข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการนำเข้าสินค้า เพื่อนำไปปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานประเทศปลายทาง รวมถึงรับทราบความต้องการของผู้ซื้อ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ และเงื่อนไขทางการค้าที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ผลิต นำไปสู่การสั่งซื้อสินค้าจริง” นางอรมนกล่าว


เตรียมพาลุยตลาดอื่นๆ ต่อ

นอกเหนือจากตลาดญี่ปุ่น กรมยังมีแผนส่งเสริมผู้ประกอบการสินค้า GI เข้าร่วมงานแสดงสินค้า และเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดเป้าหมายใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง

ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรือกิจกรรมเจรจาการค้า ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการขยายตลาด แต่ยังจะได้รับทราบความต้องการของผู้ซื้อ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ และเงื่อนไขทางการค้าที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ผลิตและนำไปสู่การสั่งซื้อสินค้าจริงในอนาคตด้วย


ผู้ประกอบการขอบคุณ

น.ส.กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ พริกไทยตรัง จำกัด กล่าวว่า ขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่พามาออกงานในครั้งนี้ มั่นใจว่ามีโอกาสในการขยายตลาดพริกไทยตรังเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้ โดยเฉพาะตลาดร้านอาหารที่มีโอกาสสูง เพราะพริกไทยเป็นสินค้าเกษตรที่แปรรูปแล้ว ไม่เหมือนสินค้าเกษตรแบบสด ที่มีกฎเกณฑ์ เงื่อนไขสูง

น.ส.พีรดา ปัญญะบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ฟาร์มสุขสำราญ จำกัด กล่าวว่า การมาเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่จะช่วยเปิดตัวมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ที่มีศักยภาพ สามารถทำตลาดต่างประเทศ ให้เป็นที่รู้จักในตลาดญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีเทรดเดอร์ซื้อเข้ามาจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นอยู่แล้ว


นางกนิดา เสนีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ริชชี่ ไรซ์ โปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า การมาเข้าร่วมงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะเจอลูกค้า มีโอกาสในการขยายตลาด เพราะงานนี้เป็นงานใหญ่ โดยเบื้องต้นได้นัดพบลูกค้าแล้ว เดิมสนใจนำเข้าน้ำมันรำข้าว แต่พอรู้ว่าบริษัทมีผลิตภัณฑ์ข้าวหลากหลาย ทั้งข้าวสังข์หยดพัทลุง แครกเกอร์ทำจากข้าว ก็สนใจซื้อเพิ่มขึ้น ตอนนี้กำลังเจรจากันอยู่ น่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

นายสินสมุทร ศรีแสนปาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สีแสงดาว ไรซ์ อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า การมาเข้าร่วมงาน เป็นโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มเติม เพราะเดิมสามารถเจาะตลาดทางยุโรปได้แล้ว ต้องขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่พามาออกงานแสดงสินค้า และเปิดโอกาสให้พบปะกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า โดยมั่นใจว่าน่าจะเปิดตลาดได้ เพราะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เป็นข้าว GI ที่มีคุณภาพ มีเรื่องราว แต่ก็ต้องให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในญี่ปุ่นว่าข้าวไทยสามารถนำมากินกับกับข้าวญี่ปุ่นได้ เช่น หมูผัดซอส


เยี่ยมชมแปลงปลูกมันหวานญี่ปุ่น

นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้ใช้โอกาสนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน FOODEX JAPAN 2026 เดินทางไปเยี่ยมชมแปลงปลูกมันหวานนาเมะกาตะ (Namegata) ณ จังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลผลิต GI ต้นแบบของประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรอย่างพิถีพิถัน ศึกษาโมเดลเกษตรมูลค่าสูง และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้วิถีการเกษตรระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและส่งเสริมการส่งออกระหว่างกัน

“กรมมีความมุ่งมั่นในการผลักดันสินค้า GI ไทย ให้เป็นสินค้าทางการเกษตรมูลค่าสูง ผ่านการเรียนรู้กรอบงาน และแนวทางการทำงานที่ประสบความสำเร็จของญี่ปุ่น จึงได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกมันหวานนาเมะกาตะ การควบคุมคุณภาพสินค้า GI และการทำตลาด รวมถึงการถอดบทเรียนจากโมเดลเกษตรมูลค่าสูงของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้กับสินค้าเกษตรไทย ตามแนวความสำเร็จของมันหวานญี่ปุ่น”


สำหรับมันหวานนาเมะกาตะ เป็นมันหวานที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น นับได้ว่าเป็นมันหวานญี่ปุ่นที่มีรสชาติดีที่สุด เนื้อสัมผัสนุ่ม เมื่อนำไปเผาแล้วทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มันหวานญี่ปุ่นยังเป็นส่วนผสมสำคัญที่สามารถนำไปทำเป็นขนมได้หลากหลายชนิด สายพันธุ์ของมันหวานที่เป็นที่รู้จัก และนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น คือ ประกอบด้วย มันเทศสีเหลือง สายพันธุ์เบนิอาซึมะ สายพันธุ์เบนิ ฮารุกะ สายพันธุ์นารุโตะคิงโตคิ สายพันธุ์ซีลสวีต สายพันธุ์คุริโคกาเนะ และสายพันธุ์เบนิโคกาเนะ ซึ่งเป็นมันเนื้อสีเหลืองที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายเผือก มีปริมาณน้ำตาลสูง มีรสชาติหวานมากเมื่อนำไปเผา ข้อดีของสายพันธุ์นี้ คือ ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน ด้วยเอกลักษณ์และคุณสมบัติต่างๆ ข้างต้น จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2566 และเป็นมันเนื้อสีที่มีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับพื้นที่ผลิตมันหวานนาเมะกาตะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอิบารากิ บริเวณรอบๆ ทะเลสาบคาซึมิกาอุระและทะเลสาบคิตาอุระ มีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นและคุณภาพของดินสามารถระบายน้ำได้ดี จึงมีสภาพธรรมชาติเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกมันหวานนาเมะกาตะเป็นอย่างมาก สามารถผลิตมันหวานนาเมะกาตะได้ปริมาณสูงถึง 20,728 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,718 ล้านเยน (940 ล้านบาทไทย) และมีปริมาณผลผลิตส่งออกถึง 994.3 ตัน โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ แคนาดา ฝรั่งเศส และเยอรมนี แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันและการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง

นอกจากนี้ ความสำเร็จของมันหวานญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงศักยภาพด้านการผลิตที่มีคุณภาพสูงและการบริหารจัดการที่เน้นความยั่งยืน รวมทั้งการปรับปรุงพันธุ์ การดูแลพื้นที่เพาะปลูก และการเปิดตลาดส่งออกที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั่วโลก


ผลักดันขึ้นทะเบียน GI ในญี่ปุ่นเพิ่ม

นางอรมนกล่าวว่า กรมยังมีแผนเดินหน้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย เพื่อขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 3 รายการ คือ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และสับปะรดห้วยมุ่น โดยตั้งเป้าที่จะผลักดันการจดทะเบียน GI ในญี่ปุ่นเพิ่มเติม ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และจะยื่นเพิ่มเติมอีก คือ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง

ปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 11 รายการ ใน 33 ประเทศ ได้แก่ 1. ผ้าไหมยกดอกลำพูน ในอินเดียและอินโดนีเซีย 2. เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน (20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย) ในเวียดนาม 3. ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 4. ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 5. กาแฟดอยตุง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และกัมพูชา 6. กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น 7. ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ในมาเลเซีย 8. ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม 9. มะขามหวานเพชรบูรณ์ ในเวียดนาม 10. สับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์) ในญี่ปุ่น และ 11. มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ในสหภาพยุโรป

“กรมมั่นใจว่าสินค้า GI กลุ่มสินค้าเกษตรของไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีลักษณะเฉพาะของไทย หากได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในญี่ปุ่นเพิ่ม จะช่วยสร้างแต้มต่อในการสื่อสารคุณภาพสินค้าที่ตรงใจผู้บริโภค และสร้างการยอมรับสินค้า GI ไทยได้ ซึ่งจะส่งผลให้สินค้า GI ไทยสามารถเติบโตในตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูงอย่างญี่ปุ่นได้อย่างแข็งแรงต่อไป” นางอรมนกล่าว