“ศุภจี”สั่งตั้งคณะทำงานพิเศษเกาะติดสหรัฐฯ หลังเริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ปมกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง มีปลัดพาณิชย์ เป็นประธาน อธิบดีทุกกรมเป็นคณะทำงาน เพื่อแก้ต่างและชี้แจงสหรัฐฯ เผยสินค้า 3 กลุ่ม ยานยนต์ เครื่องจักร ยาง มีความเสี่ยง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ว่า ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานพิเศษเกาะติดสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และมีอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์เป็นคณะทำงาน โดยจะประชุม และวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายเซ็กเตอร์ และแนวทางการขี้แจง เพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิม
ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย ในประเด็นสภาวะ “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” ในภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งตรวจสอบ “การกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติ” ที่อาจก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิต ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Re-shoring) และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของแรงงานอเมริกัน
สำหรับเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ประกอบการพิจารณา พบว่าไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 และภาคการผลิตของไทยยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังระบุอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ไทยมีความแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงแบบบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ
ภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐฯ พิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐฯ
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยยังสามารถเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2026 และยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พ.ค. 2026 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนจะเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา
“มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐฯ เคยใข้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100% โดยไม่หนักใจในเรื่องประเด็นสมเหตุสมผล เพราะเรามีจุดชี้แจงได้ แต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนกรณีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ”นางศุภจีกล่าว


