xs
xsm
sm
md
lg

ส่งออกม.ค.69 พุ่ง 31,573.1 ล้านดอลล์ ทำสถิติมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ส่งออก ม.ค.69 มูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.4% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ได้แรงหนุนซื้อสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้ามูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 29.4% ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน จากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน เครื่องจักร ประเมินภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทำสหรัฐฯ สั่งซื้อสินค้าเพิ่ม แต่ไทยไม่ได้เปรียบคู่แข่ง ส่วนการเจรจาการค้าต้องเดินต่อ เพื่อรับมือสหรัฐฯ แก้เกมขาดดุลการค้า “สุนันทา”สั่งทูตพาณิชย์ลุยขยายตลาดต่อเนื่อง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน และมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง นับจากเดือน พ.ค.2568 ที่ทำสถิติสูงสุดที่ 31,044.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 980,744 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.4% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,097,445 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 116,700 ล้านบาท

ทั้งนี้ การส่งออกเดือน ม.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น ได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีเอไอ และดาต้า เซ็นเตอร์ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง กลับมาขยายตัวได้ดี และการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก สินค้าทุนและเครื่องจักร ที่การนำเข้าได้เปรียบจากเงินบาทแข็งค่า

สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.8% โดยสินค้าเกษตร ลด 1.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.7% โดยมีสินค้าสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำตาลทราย ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 29.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า และสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม

ทางด้านตลาดส่งออก ขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 24.1% โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 43.1% จีน 35.1% ญี่ปุ่น 2.7% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 17.8% และอาเซียน (5 ประเทศ) 29.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 8.7% ตลาดรอง เพิ่ม 22.7% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 11.1% ทวีปออสเตรเลีย 97.8% ตะวันออกกลาง 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 2.7% และสหราชอาณาจักร 11.0% ขณะที่ทวีปแอฟริกา ลด 3.6% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 50.7%

นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลจากการที่ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการเก็บภาษีต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่นายทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีใหม่เป็น 10% ต่อด้วย 15% ผลบวกในเบื้องต้น คือ ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐฯ ลดลง ราคาสินค้าปลายทางลดลง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยเจอภาษีสูง ภาษีก็จะลดลงมาเท่ากันทุกประเทศ ก็จะเป็นคู่แข่งสำคัญ และยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นตัวฉุดขีดความสามารถ

อย่างไรก็ตาม แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่าง ๆ ให้กับสหรัฐฯ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ จะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิด แม้ว่าตัวเลขจะสูง แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อ เพราะภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทุกคนได้เท่ากัน จะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดที่ดูแล ทั้งสินค้าและบริการที่ไทยมีโอกาส ให้ส่งข้อมูลกับมา จะได้พูดคุยหารือกับผู้ส่งออก เพื่อดูโอกาสไปช่วงชิงได้ยังไง และเฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดสำคัญ ก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ มาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย