xs
xsm
sm
md
lg

พาณิชย์เปิดแผนงานปี 69 ดูแลเกษตรสำคัญนำร่อง“ข้าว-ทุเรียน” ลดค่าครองชีพเจาะกลุ่มฐานราก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าที่มีความผันผวน ความไม่แน่นอนทางการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก และผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร ทั้งในตลาดโลกและในไทย กรมการค้าภายใน ในฐานะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสินค้าเกษตร ได้จัดทำแผนรับมือเชิงรุก เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ทั้งก่อนฤดูกาลผลิต ระหว่างฤดูกาลผลิต และแผนระยะกลาง-ยาว มีเป้าหมายเพื่อดูแลเกษตรกรให้ขายผลผลิตได้คุ้มต้นทุน และมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น

 
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดแถลงข่าวถึงแผนการทำงานในปี 2569 โดยบอกว่า ในส่วนของสินค้าเกษตร ได้มีการจัดทำแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรทุกชนิด มีสินค้าเกษตรสำคัญ 10 รายการที่จะดูแล ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม โดยได้จัดทำปฏิทินสินค้าเหล่านี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะรู้เลยว่า เดือนนั้น เดือนนี้ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดเท่าไร และแผนบริหารจัดการในแต่ละช่วงจะเป็นอย่างไร

สำหรับแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตร ได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดหรือออกในปริมาณมาก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตอย่างเหมาะสม และมาตรการระยะกลางถึงยาว จะเป็นการวางแผนดูแลเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต การตลาด เป็นต้น


นำร่อง “ข้าว-ทุเรียน”

นายวิทยากรกล่าวว่า กรมมีแผนดูแลสินค้าเกษตรทุกตัว เพราะรู้อยู่แล้วว่า ตัวไหนจะออกช่วงไหน และช่วงไหนผลผลิตจะออกมาก โดยมีแผนดูแลตลาดในประเทศไปจนถึงการส่งออก แต่ขอยกตัวอย่างสินค้าเกษตรที่มีการพูดถึงและได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ข้าวและทุเรียน เนื่องจากเป็นสินค้าเกษตรที่มีปริมาณผลผลิตสูง มีมูลค่าตลาดสูง และมีผลต่อภาพรวมตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยสินค้าข้าว ปี 2569 ไทยมีผลผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 23.04 ล้านตันข้าวสาร มีความต้องการใช้ข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 23.50 ล้านตันข้าวสาร แต่ก็มีบางช่วงที่ผลผลิตออกมา จึงต้องเข้าไปบริหารจัดการด้านการตลาดให้เหมาะสม ทั้งข้าวนาปรังและนาปี

ทั้งนี้ ในส่วนของข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวที่ไม่มีปัญหาด้านราคา ผลผลิตออกมาเท่าไรก็ขายได้หมด จะเข้าไปบริหารจัดการเพื่อดึงรายได้ส่วนต่างให้กลับมาอยู่ในมือชาวนามากขึ้น เพราะหากเกษตรกรเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตในทันที ก็จะได้ราคาต่ำ แต่หากเก็บข้าวไว้ และขายในช่วงปลายฤดูกาลหรือช่วงจบฤดูกาล ก็จะได้ราคาดีขึ้น โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 13,000–14,000 บาทต่อตัน ขยับขึ้นเป็น 17,000–18,000 บาทต่อตัน


ปิ๊งไอเดียทำข้าวกล่องขายผ่านตู้กด

ส่วนข้าวขาว ที่มีปริมาณอยู่ในระบบจำนวนมาก จะใช้มาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว อาทิ การชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาด การส่งเสริมการแปรรูป และการลดต้นทุนการผลิตผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยพยุงราคาและลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมกับมาตรการด้านการตลาด โดยการดึงปริมาณข้าวในระบบนำมาทำข้าวถุง รวมถึงการนำข้าวมาจัดทำเป็นข้าวกล่องพร้อมกับข้าว จำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาประหยัด เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ

“กรมได้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแล้ว เรื่องข้าวกล่องไม่มีปัญหา กับข้าวก็ไม่มีปัญหา จะทำใส่กล่องลักษณะเป็นกล่องสีเงิน ๆ พอคนกดซื้อ ก็เอาไปอุ่นแล้วรับประทาน ส่วนตู้กด ก็คุยกับหลาย ๆ เจ้า ทุกคนเห็นด้วย กำลังทำงานกันอยู่ ตั้งเป้าขายที่กล่องละ 35 บาท คาดว่า เดือน ก.พ.2569 น่าจะรู้ผล ถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ ก็ไปหาวิธีอื่น”นายวิทยากรกล่าว

ส่งเสริมปลูกข้าวประณีต

นายวิทยากรกล่าวว่า กรมยังให้ความสำคัญกับข้าวกลุ่มประณีต ซึ่งครอบคลุมข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยได้รวบรวมสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 300 สายพันธุ์ และ คัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพัฒนาและทำข้าวประณีตได้ จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งตามระดับความพร้อมทางการตลาด เพื่อสนับสนุนทั้งกลุ่มที่พร้อมทำตลาดต่างประเทศ กลุ่มที่มีสินค้าแล้ว แต่ยังต้องเสริมศักยภาพด้านบรรจุภัณฑ์และการตลาด และกลุ่มที่ยังต้องพัฒนา

“ที่ผ่านมา กรมได้พาผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประณีตเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ข้าวมูลค่าสูงของไทยในตลาดตะวันออกกลาง ปรากฏว่า ได้รับความสนในเป็นอย่างมาก และมีแผนที่จะร่วมมือกับมาสเตอร์เซฟ สายการบิน ในการโปรโมต เชื่อมโยงเข้าสู่โรงแรมและร้านอาหาร ผลักดันเป็นของขวัญเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างตลาดให้กับข้าวประณีตต่อไป”


แก้ปัญหาแรงงานเก็บทุเรียน

นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 1.5 ล้านตัน แต่ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกของเกษตรกร ทำให้ปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.78 ล้านตัน เป็นทุเรียนภาคตะวันออก 1.06 ล้านตัน ภาคใต้ 7.2 แสนตัน และภาคตะวันออกจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค.2569 ซึ่งช่วงนี้จะออกมากสุด จากนั้นช่วงเดือน มิ.ย.2569 จะเป็นทุเรียนภาคใต้ที่จะออกสู่ตลาด แต่ปีนี้ ผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกกับภาคใต้จะออกชนกันช่วงหนึ่ง คือ เดือน มิ.ย.2569 ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูภาคตะวันออก ต้นฤดูภาคใต้

“เรามองเห็นแล้วว่า ปีนี้มีปัญหาแน่ โดยเฉพาะเรื่องแรงงานเก็บทุเรียน ที่จะต้องหาแรงงานทดแทนแรงงานกัมพูชา ที่จะไม่มี จากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการปิดด่าน ซึ่งได้เตรียมพร้อมหาแรงงานเมียนมามาทดแทน แต่ก็ต้องฝึก และเตรียมพร้อม ส่วนอีกช่วง คือ ช่วงรอยต่อปลายฤดูภาคตะวันออกที่ผลผลิตยังมีอยู่ กับต้นฤดูภาคใต้ ที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด หากแรงงานไม่มี ล้งลงไปไม่ทัน จะมีปัญหาด้านราคาทันที ทั้ง ๆ ที่ภาคใต้ ต้นฤดูควรจะขายได้ราคาดี ตอนนี้ กำลังวางแผนบริหารจัดการอยู่”

เข้มงวดสารตกค้าง-เตรียมพร้อมตู้

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาในเรื่องการขาดแคลนแรงงาน กรมยังได้เตรียมแผนบริหารจัดการอย่างรอบด้าน โดยบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเรื่องการควบคุณภาพ มาตรฐาน และการตรวจสอบสารตกค้างตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า ทั้ง BY2 และแคดเมียม ได้เตรียมพร้อมแล้วเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ตรวจสอบแค่ตอนจะส่งออก แต่จะตรวจสอบไปหาถึงต้นตอว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วจัดการจบปัญหาที่ต้นตอ

การเตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์และการส่งออก ได้ประสานเตรียมการเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ที่จะส่งออก ซึ่งมีแผนที่จะจัดกิจกรรมโปรโมตทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีน หากมีการส่งออกทุเรียนตู้แรกสู่จีน เตรียมการสำรวจเส้นทางโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการส่งออก โดยการส่งออกทุเรียนผ่านเส้นทาง R8 R12 R9 จะประสานไม่ให้มีการติดขัดหน้าด่าน โดยเฉพาะเส้นทางผ่านจากไทย สปป.ลาว และเวียดนาม เพราะไม่ใช่แค่ทุเรียนไทย ที่จะส่งเข้าจีน แต่ยังมีทุเรียนเวียดนามที่ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะออกมากถึง 2 ล้านตัน ที่จะส่งไปแข่งด้วย

ส่วนเส้นทาง R3A จากไทยผ่าน สปป.ลาวเข้าคุนหมิง ไม่น่าจะมีปัญหา จะผลักดันเข้าสู่จีนตอนกลาง และจีนตะวันตก และมีแผนที่จะเปิดตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น ที่เป็นตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัว และตะวันออกกลาง ที่จะเน้นการขายทุเรียนแช่แข็ง ทำเป็นเหมือนไอติม ซึ่งปรากฎผลจากที่ได้นำไปจัดแสดงและจำหน่าย ตลาดให้การตอบรับดี


กระตุ้นการบริโภคในประเทศ

นอกจากนี้ มีแผนที่จะกระตุ้นการบริโภคทุเรียนในประเทศ โดยจะจัดเทศกาลวันทุเรียนไทย เตรียมแผนขยายตลาดทุเรียนผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม และภัตตาคาร ตลาดค้าปลีกค้าส่ง และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็นผลไม้คุณภาพที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัส

“เดิมการบริโภคทุเรียน เป็นการส่งออก 75% บริโภคในประเทศ 25% ปีนี้มีผลผลิต 1.78 ล้านตัน จะผลักดันให้มีการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น ตั้งเป้า 5 แสนตัน และส่งออก 1.28 ล้านตัน โดยแผนกระตุ้นการบริโภค มีทั้งร่วมมือกับตลาดค้าส่ง นำทุเรียนกระจายไปยังตำบล อำเภอที่ห่างไกล เชิญอินฟลูเอนเซอร์ มาไลฟ์สดขายทุเรียนที่ตลาด การจัดกิจกรรมโปรโมตให้กับนักท่องเที่ยวได้รู้จักและบริโภคทุเรียนไทย เป้าหมายจีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ และร่วมมือกับห้างในพื้นที่ ๆ มีนักท่องเที่ยวมาก จัดกิจกรรมกระตุ้นการขาย”นายวิทยากรกล่าว


ลดค่าครองชีพเจาะคนฐานราก

นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน กรมได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือน ม.ค.2569 ที่ผ่านมา โดยได้ปรับบทบาทการจัดงานธงฟ้า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยปรับแนวคิดจากการเน้นการขายสินค้าราคาถูก ไปสู่ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้ เน้นสินค้าราคาประหยัดที่มาพร้อมคุณภาพและความคุ้มค่า และยังได้ใช้การจัดงานธงฟ้า ช่วยเหลือผู้ประกอบการ และเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างที่ผ่านมา ก็เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หรือช่วงสินค้าเกษตรล้นตลาด และยังจะร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำแฟรนไชส์ มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเปิดโอกาสให้คนซื้อไปสร้างอาชีพ ส่วนโครงการธงเขียว จะเดินหน้าขายปุ๋ยและปัจจัยเกษตรราคาถูก เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรต่อไป

ขณะเดียวกัน มีแผนร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ในการจัดลดราคาสินค้าตามเทศกาลต่าง ๆ ร่วมมือกับตลาดค้าส่งค้าปลีก ตลาดสด ในการส่งสินค้าไปขายผ่านรถพุ่มพวง ที่แต่ละตลาดมีอยู่แล้ว โดยจะร่วมมือนำสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพไปจำหน่าย เช่น น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาลทราย และนำสินค้าเกษตรช่วงผลผลิตออกมาก เช่น ผัก ผลไม้ ไปจำหน่าย

ทั้งนี้ ยังมีแผนร่วมมือกับตลาดสด ส่งเสริมให้เพิ่มเมนูพิเศษ เป็นเมนูธงฟ้า เป็นอาหารตามฤดูผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากในช่วงนั้น เช่น ไข่ไก่ ก็จะเป็นเมนูไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ หรือช่วงหมู ก็จะเป็นเมนูหมูต่าง ๆ โดยคุยเจ้าของตลาดแล้ว ทุกรายสนใจ เพราะช่วยดึงดูดคนเข้าตลาด และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคด้วย


ลุยสุขการ สบายกระเป๋า เฟส 2

นายวิทยากรกล่าวว่า ในปี 2569 กรมยังคงเดินหน้าโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า เฟส 2” เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน โดยจะขยายการลดราคายารักษาโรคในโรงพยาบาลเอกชน ไปยังกลุ่มประชาชนที่ทำประกันสุขภาพส่วนบุคคล รวมถึงดูแลโครงสร้างต้นทุนราคาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนด้วย จากโครงการเฟสแรก ที่ดำเนินการในปัจจุบัน ได้นำร่องลดราคายาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนก่อน หรือผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาจากโรงพยาบาลเอกชน ไปซื้อยาจากร้านขายยาที่มีราคาถูกกว่าได้

โดยจากการติดตามและประเมินผลโครงการ พบว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการเฟสแรกเมื่อวันที่ 4 พ.ย.2568 จนถึงขณะนี้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาให้กับประชาชนได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการเฟส 2 วันที่ 2 ก.พ.2569 กรมจะประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงสมาคมประกันชีวิต สมาคมประกันวินาศภัย เพื่อติดตามและประเมินผลโครงการเฟสแรก และจะหารือเพิ่มเติมถึงแนวทางดำเนินการเฟส 2

เบื้องต้น มีแนวคิดว่า ในการทำประกันสุขภาพส่วนบุคคล อาจจะไม่นำเอาราคายามารวมในเบี้ยประกันภัย หากผู้เอาประกันเจ็บป่วยนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาจเอาใบสั่งยาจากโรงพยาบาลเอกชนไปซื้อยาเองตามร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีราคาถูกกว่า หรือจะลดราคายาตัวไหนได้อีกบ้าง โดยเบี้ยประกันอาจจะไม่เพิ่มขึ้นในปีถัดไป ถ้าไม่มีการเคลม หรือเคลมน้อย ถ้าทำแบบนี้ได้ก็จะช่วยลดรายจ่ายประชาชนได้อีก ส่วนประกันแบบกลุ่ม อาจจะนำมาพิจารณาดำเนินการในลำดับถัดไป หรือไม่ดำเนินการ เพราะมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณามาก

ส่วนการกำกับดูแลโครงสร้างต้นทุนและราคาเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เบื้องต้น จะให้โรงพยาบาลเอกชน แจ้งต้นทุนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยนอก เช่น สำลี ผ้าพันแผล น้ำเกลือ แอลกอฮอล์ล้างแผล มาให้กรมทราบ และจะกำกับดูแลโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิด ให้มีราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรม ส่วนเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยใน และในร้านขายยาทั่วไป จะกำกับดูแลเป็นลำดับถัดไป

ประเมินเฟสแรกคนชอบ

นายวิทยากรกล่าวว่า กรมได้ติดตามและประเมินผลโครงการแฟสแรก โดยได้สำรวจความคิดเห็นผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลเอกชน และร้านขายยา รวม 510 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 12 และวันที่ 16 ม.ค.2569 ทั้งที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชันแนล และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ รวมถึงที่ร้านขายยา Fascino, eXta Plau, Phamarx, Tops Care, Boots, Watsons และร้านยากรุงเทพ พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่เมื่อเข้ารับการักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแล้ว ได้ขอใบสั่งยาไปซื้อยาจากร้านขายยา ซึ่งมีราคาถูกกว่า แต่บางส่วนยังคงซื้อยาจากโรงพยาบาลเอกชน เพราะสะดวก สบาย ไม่ต้องไปหาซื้อเอง

“ผลสำรวจ พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ พอใจกับโครงการนี้ ในระดับปานกลางถึงมาก เช่น โครงการนี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่ายาได้มาก เพิ่มทางเลือกในการซื้อยาจากนอกโรงพยาบาลได้มาก เชื่อมั่นต่อคุณภาพยาที่ซื้อจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้มาก ซื้อยาจากร้านขายยามีความสะดวกกว่ารับยาที่โรงพยาบาลเอกชนมาก แต่ได้รับข้อมูลการใช้ยาจากร้านขายยาในระดับปานกลาง และมีการประชาสัมพันธ์โครงการในระดับปานกลาง โดยผู้ตอบมีข้อเสนอแนะ คือ โครงการยังไม่ครอบคลุมผู้ป่วยกลุ่มประกันสุขภาพ ส่งผลให้กรมจะเดินหน้าโครงการเฟส 2 และขยายผลสู่กลุ่มประกันสุขภาพส่วนบุคคลด้วย”นายวิทยากรกล่าว

สำหรับโครงการสุขกาย สบายกระเป๋าเฟสแรก จนถึงขณะนี้ มีโรงพยาบาลเอกชน ที่เป็นสมาชิกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เข้าร่วมแล้ว 345 แห่ง ร้านขายยา เข้าร่วมแล้ว 4,100 ร้าน ตั้งเป้าหมายลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาให้กับประชาชนได้ปีละ 33,500 ล้านบาท

“ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่กรมการค้าภายใน จะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน เพื่อให้เกษตรกร ขายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มต้นทุน มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น และทำให้ประชาชนมีค่าครองชีพที่ถูกลง”นายวิทยากรกล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น