ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” (New Space Economy) โดยชี้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป ประเทศไทยสามารถเริ่มต้นได้จากการพัฒนา Spaceport ระดับ Suborbital บนพื้นที่ที่มีศักยภาพทางภูมิศาสตร์และกายภาพ ซึ่งผลการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางสังคม สะท้อนว่าพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือภาคใต้ สามารถพัฒนาเป็นประตูสู่อวกาศของประเทศได้
ทั้งนี้ การศึกษาประเมินพื้นที่ศักยภาพ 3 แห่ง ได้แก่ เกาะจวง-เกาะจาน จังหวัดชลบุรี สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง และแหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา โดยพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูงสุดคือ เกาะจวง-เกาะจาน ด้วยงบลงทุนเริ่มต้นต่ำสุดประมาณ 376 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ราชพัสดุและมีภูมิประเทศเอื้อต่อการปล่อยจรวด รองลงมาคือสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งต้องใช้งบลงทุนราว 828 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัย และพื้นที่แหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา แม้มีพิกัดใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่มีต้นทุนสูงกว่า 4,000 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านที่ดินเอกชน ทำให้ความคุ้มค่าลดลง โดยหากดำเนินโครงการคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 5 ปี
ในด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ พบว่าพื้นที่เกาะจวง-เกาะจานเป็นแห่งเดียวที่มีค่า Economic NPV เป็นบวก สะท้อนถึงผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งการจ้างงานอุตสาหกรรมไฮเทค การขยายห่วงโซ่อุปทาน และการท่องเที่ยวเชิงอวกาศ ขณะที่ค่า Financial NPV ของทุกพื้นที่ยังติดลบ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในระยะแรกที่มุ่งสร้างฐานรากมากกว่าผลกำไรเชิงพาณิชย์
สำหรับผลตอบแทนทางสังคม (SROI) การพัฒนา Spaceport ที่เกาะจวง-เกาะจานสามารถสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคมได้ถึง 1.79 เท่า หรือทุก 1 บาทของเงินลงทุน จะสร้างมูลค่าทางสังคมประมาณ 1.79 บาท ผ่านการพัฒนาทุนมนุษย์ การส่งเสริมทักษะ STEM การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญต่างชาติสู่บุคลากรไทย ตลอดจนการสร้างรายได้ใหม่และความยั่งยืนให้กับชุมชนโดยรอบ
ดร.ปกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานเสนอแนวทางพัฒนาแบบเป็นขั้นตอน (Phased Approach) โดยเริ่มจากการทดสอบและปล่อยจรวดระดับ Suborbital ในระยะแรกภายใน 2-5 ปี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง ใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน และใช้งบประมาณน้อยกว่า พร้อมสร้างประสบการณ์จริงด้านการปฏิบัติการ การบริหารจัดการน่านฟ้า และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อเตรียมบุคลากรไทยก่อนก้าวสู่ภารกิจระดับวงโคจรในอนาคต
แม้โครงการ Thailand Spaceport จะเผชิญความท้าทายด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบ และภูมิศาสตร์ แต่ผลการศึกษายืนยันว่าโครงการมีความเป็นไปได้และคุ้มค่า การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่คือการ “ปักหมุด” ประเทศไทยบนแผนที่อวกาศโลก เปิดโอกาสใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ และเป็นก้าวยุทธศาสตร์สำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในทศวรรษหน้า


