xs
xsm
sm
md
lg

กรมพัฒน์ใช้เทคโนโลยีสกัดนอมนี ลุยตรวจบริษัทเสี่ยง 26,013 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดแผนดำเนินงานป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 69 นำเทคโนโลยีมาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงแบบเชิงลึก พุ่งเป้า ด้วยระบบ IBAS พร้อมลุยตรวจบัญชีและงบการเงินกลุ่มเสี่ยง 4,554 บริษัท และตรวจการถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 บริษัท จับมือพันธมิตรบัญชีช่วยสกัดกั้นตั้งแต่ก่อนจดบริษัท ออก 4 คำสั่ง 2 ประกาศ บังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.69 ที่ผ่านมา

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานป้องกันและปรามปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 2569 ว่า กรมจะนำเทคโนโลยีมาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงแบบเชิงลึก พุ่งเป้ามากยิ่งขึ้น โดยจะตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลของกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในบัญชี HR-03 ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และการนำรายชื่อของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) มาใช้ในการจดทะเบียน เพื่อสกัดไม่ให้เข้ามาเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือใช้ในการหลอกลวงคนไทย

โดยกรมได้พัฒนาระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล หรือ IBAS ที่จะนำมาใช้ในการคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยจะคัดกรองนิติบุคคลต้องสงสัยเป็นนอมินี บัญชีม้า ตรวจจับความเชื่อมโยงของบุคคล บริษัทแบบแม่นยำ ซึ่งจะช่วยป้องกันและปราบปรามเชิงรุก ป้องกันการละเมิดกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และการใช้บัญชีม้านิติบุคคล เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย และป้องกันคนไทย พร้อมส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไปดำเนินการต่อไป

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้เดินหน้าตรวจสอบบัญชีและงบการเงินกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยจะตรวจสอบบัญชีของธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินี 2,542 ราย และตรวจสอบบัญชีและงบการเงินนิติบุคคล ที่มีชื่อคนในบัญชี HR-03 อยู่ในบริษัท ทั้งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ หรือหุ้นส่วน 2,012 ราย และจะตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 ราย โดยมีทั้งการลงทุนโดยตรง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การครองครองเพื่อการเกษตรกรรม และการถือครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

“กรมจะเข้าไปตรวจสอบการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 บริษัท ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว มากสุดที่ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนเชียงใหม่ ก็มีพอสมควร โดยจะประชุมร่วมกับ 17 หน่วยงาน เพื่อกำหนดแผนว่าจะดำเนินการอย่างไร ตรวจสอบอย่างไร ซึ่งที่ยอมไม่ได้เลย ก็คือ มีการมาซื้อที่ดินแปลงใหญ่ มาพัฒนา จัดสรร และขาย อีกส่วนซื้อที่ดินมาทำการเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ต้องจัดการให้หมด”นายพูนพงษ์กล่าว

นอกจากนี้ กรมได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” ตัดวงจรธุรกิจสีเทา “นอมินีบัญชีม้า” เพราะปัจจุบันการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคล ประชาชนและผู้ประกอบการมีการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเองประมาณ 15% อีก 85% เป็นการว่าจ้างให้ผู้จัดทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ เป็นผู้ยื่นจดทะเบียนให้ จึงต้องร่วมมือกันในการสกัดตั้งแต่ต้นทาง

ขณะเดียวกัน ได้ออก 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ได้แก่ คำสั่งให้การจดทะเบียน หากมีกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วนเป็นบุคคลในบัญชีม้า ต้องมาแสดงตัว และยื่นหลักฐานการเงินย้อนหลัง 3 เดือน คำสั่งให้บุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากมีชื่อมาจดทะเบียน เป็นกรรมการ ต้องมาแสดงตัว และหลักฐานการเงิน คำสั่งมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึง 50% หรือเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นคนไทยต้องแสดงหลักฐานการเงิน และคำสั่ง หากจดบริษัทมีที่ตั้งเดียวกัน ต้องแสดงหนังสือยินยอมหรือหลักฐานแสดงสิทธิ์ และ 2 ประกาศ คือ ประกาศกำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียน จะลงลายมือชื่อต่อหน้า เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา (ทนายความ) และประกาศบุคคลที่จะเป็นผู้รับรองการลงลายมือชื่อต่อหน้าของกรรมการและหุ้นส่วนได้ ต้องลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา

นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลงานปี 2568 ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 46,918 ราย ใน 6 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2.ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 3.e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า 4.โรงแรมและรีสอร์ต 5.เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ก่อสร้างทั่วไป ใน 42 จังหวัด ร่วมกับ 17 หน่วยงาน พบการกระทำผิด 483 ราย ได้ส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่ ดำเนินการทางกฎหมายแล้ว

ส่วนภารกิจเร่งด่วนในช่วง 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.2568) ได้จัดตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และแต่งตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการ อีก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย และมีการลงพื้นที่ตรวจสอบ 12 พื้นที่สำคัญในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย


กำลังโหลดความคิดเห็น