“ศุภจี”หารือเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เดินหน้าการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ขับเคลื่อนการค้า การลงทุน สบช่องขอญี่ปุ่นเพิ่มการนำเข้าข้าวไทย ช่วยกระจายสินค้าไทยในญี่ปุ่นและทั่วโลก ดึงเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เห็นพ้องทบทวนความตกลง JTEPA ที่บังคับใช้มาแล้ว 19 ปี ให้ทันสมัย และยินดีติวเข้มนักลงทุนญี่ปุ่นขอใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้พบหารือกับนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในฐานะ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” และได้ใช้โอกาสนี้ เชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเสนอทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์การค้าในอนาคต
ทั้งนี้ ตนได้แสดงความพร้อมของไทยในการเป็นแหล่งสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงสำหรับญี่ปุ่น อาทิ ข้าว ไก่แปรรูป และอาหารทะเลกระป๋อง และได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นสนับสนุนการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตต่อไทย และได้ขอให้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นช่วยประสาน trading firm สัญชาติญี่ปุ่นในไทย (กลุ่ม Sogo Shosha) ช่วยกระจายสินค้าไทยไปยังเครือข่ายของบริษัทที่มีทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก
สำหรับในด้านการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยเกือบ 6,000 ราย ตนจึงได้เชิญชวนนักลงทุนและสตาร์ตอัปญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพิ่มเติมในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ รวมทั้งให้เชิญชวนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมพลังงานไฮโดรเจนสำหรับประเทศเขตร้อนด้วย
นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันไทยกับญี่ปุ่นมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร่วมกันที่เรียกว่าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งเป็น FTA ที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 โดยที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยมีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปญี่ปุ่นถึง 80% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ และในปีนี้ ความตกลง JTEPA จะมีอายุครบ 19 ปี จึงได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งทบทวนความตกลงให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างสนับสนุนให้มีการจัดทำความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการไต่สวน และฝ่ายไทยยินดีจัดฝึกอบรมให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นในการยื่นขอใช้มาตรการ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า ซึ่งมีลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และพร้อมรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นางศุภจีกล่าวว่า ในปี 2570 จะเป็นวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในทุกระดับของทั้งสองประเทศ หนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือที่สำคัญ คือ การพัฒนาผ้ากิโมโนภายใต้โครงการ Thai Kimono Project โดยนำผ้าทอไทยจากโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาผสมผสานกับกิโมโน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งที่ผ่านมา คอลเลกชันกิโมโนผ้าไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น เนื่องจากช่วยเติมสีสันและเอกลักษณ์ใหม่ให้แฟชั่นดั้งเดิม พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมของสองประเทศ ส่งเสริมงานหัตถศิลป์ร่วมกัน และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางการค้าและการพัฒนาสินค้าร่วมสมัยในอนาคต
ในปี 2567 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและสหรัฐฯ การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 52,010.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 23,285.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 28,724.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 48,782.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 21,659.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 27,123.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกลเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และ เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า


