ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงประเดิมต้นปี 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้สั่งการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารแบบสายฟ้าแลบบุกเข้าสู่เวเนซุเอลา จับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภริยาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 โดยนำตัวมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อขึ้นศาลในข้อหาก่อการร้ายด้วยยาเสพติด โดยไม่สนใจว่านานาประเทศออกมาประณามสหรัฐฯว่าล่วงละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ
ทรัมป์นอกจากไม่สนใจแล้ว ยังส่งสัญญาณให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯเข้าไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลาที่ขาดการมานานดูแลมานานนับสิบปี ขณะที่สหรัฐฯได้เข้าควบคุมการส่งออกน้ำมันในเวเนซุเอลาอย่างเต็มรูปแบบ โดยเวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก และยังมีแร่หายาก (แรร์เอิร์ท) ทรัพยากรที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ไปจนถึงขีปนาวุธ แม้ว่าเวเนซุเอลาจะอุดมไปด้วยทรัพยกรธรรมชาติมากมาย แต่ผลิตน้ำมันน้อยมากเนื่องจากโดนสหรัฐฯคว่ำบาตร ทำให้จีนได้เข้ามีบทบาทในฐานะคู่ค้าและนักลงทุนที่สำคัญของเวเนซุเอลา ดังนั้นสหรัฐเข้ามาควบคุมเวเนซุเอลา ส่วนหนึ่งเพื่อสกัดจีนไม่ให้เข้ามีบทบาทในแถบลาตินอเมริกา และสหรัฐฯก็ส่อยกเลิกการคว่ำบาตร ทำให้น้ำมันจากเวเนซุเอลาจะทยอยออกเข้าสู่ตลาดโลกในอนาคต
เหตุการณ์ครั้งนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้พุ่งขึ้นต่างจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน โดยหลายสำนักคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในปีนี้จะอยู่ในกรอบ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงและกำลังการผลิตน้ำมันดิบสูงกว่าความต้องการใช้ ขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเพราะมีผลทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ แต่ต้องการเห็นราคาน้ำมันที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่คงต้องจับตา การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านครั้งใหญ่ในรอบหลายปี ทำให้เกิดความกังวลหากสถานการณ์จะทวีความรุนแรง จะส่งผลให้ราคาน้ํามันดิบปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอิหร่าน เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ํามัน (OPEC)
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) หรือปตท.สผ. กล่าวว่า ในปี2569 บริษัทคาดการณ์ราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 60-70เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาน้ำมันที่บริษัทยอมรับได้ เพราะบริษัทมีต้นทุนผลิตต่อหน่วยเฉลี่ย 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาจากอ่าวไทย
โดยปีนี้ ปตท.สผ.ตั้งเป้าปริมาณการขายปิโตรเลียม(Sales volume) 5.56 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน สูงกว่าปี2568 ที่มีปริมาณการขายอยู่ที่ 5.05 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และมีเป้าหมายปริมาณการผลิต (Production volume)อยู่ที่ 7.85 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็นการเติบโตแบบinorganic growth มาจากการทำM&A เป็นส่วนใหญ่
โดยในปี2568 เป็นปีที่ท้าทายมากของปตท.สผ. แต่บริษัทยังทำได้ตามเป้าหมาย มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ปี2568 บริษัทมีปริมาณขายปิโตรเลียมราว 5.05 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เติบโตขึ้น 8% แต่โชคร้ายราคาน้ำมันโลกได้ปรับลดลงต่ำกว่าจากปี2567ราว 10% แต่บริษัทไม่มีการบันทึกด้อยค่า
โดยแผนการดำเนินงานของปตท.ปี2569 บริษัทจะรักษาปริมาณการผลิตแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย อาทิ โครงการG1/61 (แหล่งเอราวัณ ปลาทอง สตูล และฟูนาน) โครงการG 2/61 (แหล่งบงกช) โครงการอาทิตย์ โครงการแหล่งสิริกิติ์ (เอส 1 )แต่ที่จะเพิ่มขึ้นคือ ปริมาณการผลิตจากแหล่งยาดานาในเมียนมา ซึ่งอยู่ระหว่างเจาะหลุมเพิ่มเติมอีก4หลุมในปีนี้ รวมทั้งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA) ในแปลงA-18 ซึ่งปตท.สผ.เพิ่งทุ่มเงิน450ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท Hess (Bahamas) Limited และ Hess Asia Holdings Inc. (เชฟรอนถือหุ้นทั้งหมด )ที่มีบริษัทย่อยถือสัดส่วนการลงทุน 50% ในแปลง A-18 (ประกอบด้วยแหล่งจักรวาล ภูมี สุริยา บุหลัน และบุหลันใต้ ) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย มีกำลังผลิต 600ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันแบ่งให้ไทยและมาเลเซียฝ่ายละ50% ส่งผลให้ ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีการลงทุนอยู่แล้วในแปลง B-17-01 ในสัดส่วน 50% โดยมีแผนจะนำทั้ง2แปลงมาอินทิเกรดเพื่อใหเกิด Synergy ในการลงทุน และมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นจากแหล่งแอลจีเรีย ทูอัท
ดังนั้นในปีนี้ บริษัทโฟกัสการลงทุนในมาเลเซีย โดยในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้ค้นพบปิโตรเลียมในประเทศมาเลเซีย ได้แก่ โครงการมาเลเซีย เอสเค405บี เอสเค438 เอสเค417 เอสเค410บี ซึ่งสามารถพัฒนาแหล่งดังกล่าวร่วมกันในรูปแบบการพัฒนาแบบกลุ่ม หรือ Cluster ได้ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ ร่วมกัน ทำให้สามารถนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งลัง เลอบาห์ ที่อยู่ในระหว่างการวางแผนพัฒนาแหล่ง (Development Phase) ที่จะมีความชัดเจนภายในปีนี้ว่าจะเดินหน้าอย่างไร รวมทั้งวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯในแหล่งเอสเค 408 ที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งน้ำตื้นในมาเลเซีย
รวมทั้งผลักดันโครงการหลักที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาในต่างประเทศ ได้แก่ โครงการแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ "กาชา (Ghasha Concession)" นอกชายฝั่งอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 2 ส่วนโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 ที่ปตท.สผ.ถือหุ้น8.5% คาดว่าจะเริ่มผลิตและขายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ได้ในปี 2571 โครงการนี้จะมีกำลังผลิตLNG 13ล้านตันต่อปี ปัจจุบันมีการทำสัญญาซื้อขายLNGครบแล้ว12ล้านตัน ที่เหลืออีก1ล้านตันเป็นการขายแบบจร (spot trading )
สำหรับธุรกิจใหม่ ปตท.สผ.ให้สนใจลงทุนโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับoil&gas อาทิ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยบริษัทสนใจที่จะเข้าไปร่วมลงทุนโครงการCCSในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นแถบยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีและกฎระเบียบ โดยปีนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความคุ้มทุนของโครงการ ยังไม่ถึงขั้นตัดสินใจร่วมลงทุน
ส่วนโครงการพลังงานหมุนเวียน ที่เดิมบริษัทมองว่าธุรกิจพลังงานสะอาดสอดคล้องกับธุรกิจใหม่ได้เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่หลังจากเข้าไปร่วมลงทุน25.5%ในโครงการซีกรีน ออฟชอร์ วินด์ฟาร์ม ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในสกอตแลนด์ กำลังผลิต 1.1กิกะวัตต์ ด้วยมูลค่าประมาณ 522 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงเมื่อปี2566 เพื่อต้องการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในไทย แต่พบว่าอ่าวไทยลมไม่แรง จึงไม่เหมาะที่จะลงทุนวินด์ฟาร์มนอกชายฝั่ง อีกทั้งธุรกิจพลังงานหมุนเวียนแม้ว่าจะสร้างรายได้สม่ำเสมอแต่อัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ดังนั้นปตท.สผ.จึงไม่มีแผนที่จะขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีก
ส่วนความคืบหน้าโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS)ในแหล่งอาทิตย์ ที่มีเป้าหมายกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้สูงสุดถึง 1 ล้านตันต่อปี ใช้งบลงทุน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นต้นทุนราว 16 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้นโครงการนี้จะเกิดได้จำเป็นที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับภาครัฐเพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุน โครงการ CCS ในแหล่งอาทิตย์ ที่เรียกว่า “สิทธิประโยชน์ในการหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีสำหรับการลงทุนใน CCS" เป็นสิทธิประโยชน์ที่บริษัทสามารถใช้ได้อยู่แล้ว แต่อีกส่วนที่ยังรอความชัดเจน คือ "กลไกการสร้างแรงจูงใจ" (Incentive) จากภาครัฐเพื่อชดเชยเงินลงทุนสำหรับโครงการ CCS ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการหารือ และอยู่ในขั้นตอนการศึกษาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม ชัดเจน และเป็นรูปธรรม ทำให้โครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน
โครงการCCSในแหล่งอาทิตย์เป็นโครงการนำร่องของไทย คาดว่าในปี2571 จะเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ในหลุมก๊าซฯที่ไม่มีการผลิตแล้วและทยอยเพิ่มอัตราการอัดกลับไปจนถึงศักยภาพสูงสุดที่ ประมาณ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
ส่วนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub เป็นโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในอ่าวไทยตอนบน เบื้องต้นเคยมีการประเมินว่ามีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 60ล้านตันต่อปี คาดว่าจะใช้เงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ช่วยอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ระยองและชลบุรี ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะยาว และเป็นโครงการสำคัญที่ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายNetZeroในปี2050
ปัจจุบันไทยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละปีมากถึง 320ล้านตัน ซึ่งโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ทางกลุ่มปตท.รวบรวมคาร์บอนที่ปล่อยในภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกก่อนที่จะขนส่งออกไปนอกชายฝั่งเพื่อนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้อ่าวไทย เบื้องต้นการพัฒนาโครงการนี้ในระยะแรก ได้เริ่มดำเนินการศึกษาโดยกลุ่ม ปตท.ร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อศึกษาศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ คาดว่าช่วงแรกจะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 5–10 ล้านตันต่อปี
อย่างไรก็ดี สำหรับแผนลงทุน 5 ปี (ปี 2569-2573)ของปตท.สผ.ได้จัดสรรงบประมาณรวม 33,279 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,089,887 ล้านบาท) แบ่งเป็น ปี 2569 รวมอยู่ที่ 7,726 ล้านเหรียญสหรัฐ ,ปี 2570 อยู่ที่ 7,676 ล้านเหรียญสหรัฐ ,ปี 2571 อยู่ที่ 6,597 ล้านเหรียญสหรัฐ ,ปี 2572 อยู่ที่ 5,749 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2573 อยู่ที่ 5,531 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ปีนี้บริษัทมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 556,000บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และในปี2573 จะมีปริมาณขายปิโตรเลียมเพิ่มเป็น 609,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
นายมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้การผลิตไฟฟ้าของไทยมาจากก๊าซธรรมชาติถึง 70% โดยจัดหาก๊าซฯที่มาจากแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย เมียนมา และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) รวม 60% ที่เหลือไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากต่างประเทศ 40% ซึ่งLNGมีราคาผันผวนตามตลาดโลก แม้ว่าช่วงนี้ราคาLNGในตลาดจรจะไม่สูง สืบเนื่องจากมีกำลังการผลิตมากจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าหลังปี2573(ค.ศ.2030 )ก๊าซLNG จะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนได้ เนื่องจากมีกระแสความต้องการใช้ก๊าซฯที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง พลังงานรูปแบบใหม่เกิดขึ้นไม่ได้มาไวอย่างที่คิด
ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานกับประเทศไทยและไม่กระทบผู้ใช้ไฟฟ้า ภาครัฐควรส่งเสริมให้มีการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่รอบๆประเทศไทย และเปิดสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมให้มากที่สุด ซึ่งล่าสุดกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานได้เปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง (รอบ25) และเตรียมเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะลน้ำลึกฝั่งอันดามัน (รอบ26) ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่เห็นชอบ โดยปตท.สผ.ก็สนใจเข้าร่วมประมูลด้วย
รวมทั้งหาแนวทางขยายการต่ออายุสัมทานแปลงปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัญญา เพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด โดยไม่ต้องเปิดประมูลเหมือนกับที่เคยเมื่อหลายปีก่อนที่แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชสิ้นสุดการต่ออนุสัญญาสัมปทาน
ครั้งนั้น ผู้รับสัมปทานเดิมคือ เชฟรอนเป็นOperator แหล่งเอราวัณ ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นOperator ผู้รับสัมปทานเดิมไม่ลงทุนเพิ่มเติมเนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจ ทำให้แหล่งเอราวัณที่เคยผลิตได้ 1,200ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 200ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ส่งไม้ต่อให้ปตท.สผ. ที่ชนะประมูลเป็นผู้ดำเนินโครงการ (Operator)แทน ครั้งนั้น ปตท.สผ.ต้องใช้เวลานานถึง 2ปีในการเจาะหลุมผลิตเพื่อเพิ่มกำลังผลิตก๊าซฯในแหล่งเอราวัณขึ้นมาเป็น 800ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันตามสัญญาระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยในช่วง2ปีนั้น ไทยต้องนำเข้าLNGในราคาที่สูงเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า ขณะที่แหล่งบงกช ไม่มีปัญหา เนื่องปตท.สผ.เป็น Operator อยู่แล้วทำให้การลงทุนมีความต่อเนื่อง
ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ควรต้องเร่งหาแนวทางหรือวิธีการใดๆเพื่อต่ออายุแปลงปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการผลิตสะดุด ซ้ำรอยเหตุการณ์เอราวัณ ส่วนแปลงปิโตรเลียมที่ใกล้สิ้นสุดการต่ออายุสัมปทานในช่วงเวลาไม่กี่ปีนี้ คือ โครงการแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ (เอส1) และโครงการสินภูฮ่อม ซึ่งมีปตท.สผ.เป็นOperator
แปลงเอส1 เป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 24,000 บาร์เรลต่อวัน ที่ผ่านมาได้รับอนุมัติให้ต่อสัมปทานผลิตปิโตรเลียมแปลงเอส1 ไปอีก 10 ปี สิ้นสุดในปี 2574 โดยแหล่งเอส1 มีความสำคัญมาก เพราะป้อนน้ำมันดิบให้กับ 4 โรงกลั่นของไทย ปัจจุบันยังคงรักษาปริมาณการผลิตต่อเนื่อง เพราะมีการเจาะหลุมใหม่ประมาณ 700-800 หลุมต่อปี ส่วนโครงการแหล่งสินภูฮ่อม เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบนบกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีจำนวน 2 แปลง จะหมดอายุสัญญาสัมปทานในปี 2572 และปี 2574 ปัจจุบันมีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นับเป็นแหล่งก๊าซฯที่สร้างความมั่นด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับภาคอีสาน
ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เตรียมจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เพื่อขยายระยะเวลาการต่อสัญญาสัมปทานจากเดิมที่ต่ออายุได้เพียงครั้งเดียว 10ปี เปลี่ยนเป็นไม่จำกัดระยะเวลาขึ้นอยู่กับศักยภาพของแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุสัญญา โดยจะมีการพิจารณาแปลงต่อแปลง รวมทั้งแก้ไขกฎหมายระดับอนุบัญญัติเช่น กฎกระทรวง เป็นต้น เพื่อเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาอนุมัติ
หากร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากครม.ชุดใหม่ จะเป็นการปลดล็อก ไม่ต้องยึดติดว่าต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมได้เพียงครั้งเดียว ทำให้การผลิตปิโตรเลียมต่อเนื่องไม่สะดุด สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ส่วนผลประโยชน์ที่ภาครัฐได้รับจะต้องมีการเจรจาต่อ


