คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และ “เพื่อน ไม่ทน” เผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจ ต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทย เห็นตรงกันคอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาต เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างกัดกร่อนประเทศไทย ชี้คนไทยทุกคนต้องร่วมมือต่อต้านและสกัดคนทุจริตและทุนเทาที่ขยายเข้าครอบงำนักการเมือง/พรรคการเมือง หวังกินรวบประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งคร้้งนี้ ในระยะเร่งด่วนรณรงค์ "ไม่เลือกคนโกง" ด้าน “ทีดีอาร์ไอ”จวกพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ไร้นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน
วันนี้ 15 มกราคม 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย "เพื่อนไม่ทน" เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption:กกร. และเพื่อนไม่ทน กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึกไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ จึงเป็นที่มา กกร.ร่วมมือกับภาคเอกชน จัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้น โดยมีหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบเพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน “ปัญหาคอร์รัปชัน” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คณะทำงานฯ จึงได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน โดยรณรงค์ "ไม่เลือกคนโกง" สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” และคณะทำงานฯ โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของ พรรคการเมืองไทย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ และร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงกว่า10ปีนี้ มีทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม การเมือง ปัญหาภัยพิบัติ รวมทั้งอุบัติเหตุเครนถล่มทับรถไฟ สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจากการเพิ่มขึ้นของคอร์รัปชัน และปัญหาทุนเทาที่ขยายตัว จำเป็นที่คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมมือไม่ทนต่อการคอร์รัปชันทุกรูปแบบและไม่เลือกคนโกงหรือทุนเทามาบริหารประเทศ
สิ่งที่เรากังวลอยู่ในขณะนี้ คือ ทุนเทากำลังขยายตัวเพื่อครอบงำพรรคการเมืองและนักการเมือง เข้าไปร่วมพรรครัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลที่มีทุนเทาครอบงำ ทำให้ประเทศไทยยิ่งประสบปัญหารุนแรง หากแก้ไขไม่ได้ ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นแหล่งรวมทุนเทาจากทั่วโลก ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
“ปัจจุบันทุนเทาได้ขยายครอบงำตลาดทุน โดยมีหลายบริษัทในตลาดทุนที่ถูกครอบงำไปแล้ว ซึ่งหลายบริษัทมีอิทธิพลหรือมีส่วนสำคัญในกลไกความเป็นอยู่ในการใช้ชีวิตของประชาชน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเดียว เพราะตอนนี้ทุนเทาคิดการใหญ่ที่จะครอบงำกินรวบประเทศไทย โดยผ่านการเมือง จากการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา หากทำสำเร็จ ประเทศไทยจะถูกทุนเทาควบคุมโดยสมบูรณ์ “
ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไปแต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง”ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนานและแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8%ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง10–12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิตซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า
ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงินไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 50%ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10% เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจังไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า30 ปี
เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงถูกเปรียบเสมือน“เครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล”ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน
นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้
และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวร
รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด "ดีแต่พูด" "รัฐมนตรีเทา" และ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ "รัฐมนตรีเทา" คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), "ดีแต่พูด" นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%)
"หัวหน้าพรรค" ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด
นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า "หัวหน้าพรรค" คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต พร้อมเรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง
ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคประกาศพันธสัญญาต่อต้านคอร์รัปชันอย่างชัดเจนและเข้มงวดก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อปฏิบัติจริงและสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมาย Zero Corruption เพื่อสร้างประเทศไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน
รศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน
เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรงและต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike
Force)” ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม "ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)" เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับเป้าหมายระยะยาวภายใน 4 ปี รัฐบาลควร ยกระดับดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (CPI) และดัชนีหลักนิติธรรม(Rule of Law) ให้เทียบเท่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ผ่านการปฏิรูปกระบวนการขออนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อขจัดช่องทางการติดสินบน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจให้มีความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย รวมทั้งต้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมองค์กร อาทิ ยาเสพติดและการค้ามนุษย์ เพื่อลดดัชนีอาชญากรรมองค์กรโลก (Global Organized Crime Index) ให้ต่ำลง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
“ตนได้ลองสำรวจนโยบายพรรคการเมืองต่างๆจากเว็บไซต์ของพรรคการเมืองว่ามีการพูดต่อต้านคอรัปชั่นอะไรบ้าง แต่พบว่าไม่เห็นพรรคภูมิใจไทยเสนอต่อต้านการคอร์รัปชั่น อาจจะต้องเร่งทำหน่อย เพราะว่าพรรคการเมืองอื่นๆทั้งพรรคใหญ่และพรรคเล็กต่างมีนโยบายเรื่องคอร์รัปชั่นกันหมด “



