ปัญหาหนึ่งของผู้ประกอบการไทยที่ผ่านมา ก็คือ การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามักจะใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะได้รับการจดทะเบียน อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ เพราะอาจจะมีผู้ที่ทำเลียนแบบ ทำปลอมแปลง แต่เจ้าของไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เพราะยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เล็งเห็นถึงจุดอ่อนตรงนี้ และได้พยายามพัฒนาระบบการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความเร็วขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาสร้างแต้มต่อทางธุรกิจ
ที่ผ่านมากรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำร่องเปิดให้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแบบ Fast Track มาแล้ว ได้แก่ Fast Track เครื่องหมายการค้า ในกรณีที่ต้องนำหลักฐานการจดทะเบียนไปแสดงต่อหน่วยงานราชการอื่น โดยลดระยะเวลาจดทะเบียนจาก 10.5 เดือน นับจากวันยื่นคำขอ เหลือ 3 เดือน และ Fast Track สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร ใน 3 นวัตกรรม คือ นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต และนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
โดยสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ลดระยะเวลาจดทะเบียน จาก 38.5 เดือน นับจากวันยื่นให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ เหลือ 12 เดือน และอนุสิทธิบัตร จาก 12 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ เหลือ 6 เดือน รวมทั้ง Fast Track สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในสาขานวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดระยะเวลาจดทะเบียนจาก 10 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ เหลือ 3 เดือน
ต่อมาได้เปิดให้บริการ Fast Track Plus+ ใน 3 สาขาใหม่ รับปีใหม่ 2569 โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 ได้ขยายบริการเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเครื่องหมายการค้า สาขานวัตกรรมดิจิทัลสำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และสาขาชิ้นส่วนยานยนต์สำหรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย เทรนด์การค้ายุคใหม่ และมุ่งอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาสร้างแต้มต่อทางธุรกิจและนำผลงานออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
จดเครื่องหมายการค้าอีคอมเมิร์ซเร็วขึ้น
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า บริการ Fast Track แรก คือการจดเครื่องหมายการค้า สาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทราบผลการพิจารณาครั้งแรกภายใน 4 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ โดยที่เลือกสาขานี้ เพราะปัจจุบันธุรกิจชอปปิ้งออนไลน์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดในปัจจุบันมากกว่า 1 ล้านล้านบาท จึงต้องปลดล็อกข้อจํากัดทางการค้าและอํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ จึงได้ขยายบริการ Fast Track สำหรับผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรณีจำเป็นต้องนำเครื่องหมายการค้าไปใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อเปิดช่องทางพิเศษในการเร่งรัดพิจารณาคําขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับผู้ประกอบการออนไลน์
โดยหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการจดทะเบียน Fast Track เครื่องหมายการค้า สาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ 1. ยื่นคําขอผ่านระบบ e-Filing ของกรม พร้อมแนบเอกสารแสดงเหตุผลความจำเป็นในการนำเครื่องหมายการค้าไปใช้ เช่น แผนการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นต้น 2. ตรวจสอบความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าจากฐานข้อมูลแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ดังนี้ ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของกรม (search.ipthailand.go.th) ฐานข้อมูล TM View ของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO) ที่ www.tmdn.org/tmview หรือฐานข้อมูล Global Brand Database ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ที่ branddb.wipo.int/branddb และแจ้งยืนยันในฟอร์ม e-Filing และ 3. สามารถยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ทุกประเภท โดยแต่ละคําขอระบุรายการสินค้าไม่เกิน 1 จําพวก และไม่เกิน 10 รายการสินค้า โดยใช้ประเภทรายการสินค้าและบริการ จากเว็บไซต์ tmsearch.ipthailand.go.th
ทั้งนี้ บริการ Fast Track เครื่องหมายการค้านี้จะไม่ครอบคลุมถึงคําขอที่ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศภายใต้พิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามประกาศกรม เรื่อง “การแจ้งผลการพิจารณาคําขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกในกรณีที่มีความจำเป็นต้องนำเครื่องหมายการค้าไปใช้อย่างเร่งด่วน สำหรับผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์”
จดสาขานวัตกรรมดิจิทัลเร็วขึ้น
สำหรับบริการที่สอง คือ บริการ Fast Track สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สาขานวัตกรรมดิจิทัล ประกอบด้วย นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะ นวัตกรรมด้านการสื่อสาร นวัตกรรมด้านการบริการดิจิทัล และนวัตกรรมด้านเซมิคอนดัคเตอร์ โดยทราบผลการพิจารณาสุดท้ายภายใน 12 เดือน สำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และภายใน 6 เดือน สำหรับอนุสิทธิบัตร เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things : IoT) บล็อกเชน การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) และเทคโนโลยีคลาวด์ มาเพิ่มประสิทธิภาพระบบงาน กระบวนการผลิต และบริการดิจิทัล ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
โดยบริการ Fast Track จะช่วยเร่งรัดให้งานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล กระบวนการประมวลผลข้อมูล เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรืออนุสิทธิบัตรอย่างรวดเร็ว และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการจดทะเบียน Fast Track สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สาขานวัตกรรมดิจิทัล ได้แก่ 1. เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อกรม และยื่นขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์แล้ว หรือเป็นคำขอรับอนุสิทธิบัตรที่ได้ยื่นต่อกรมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน 2. ยื่นคำขอในประเทศไทยเป็นที่แรก ผ่านระบบ e-Filing ของกรม และแนบเอกสารประกอบคำขอไว้อย่างครบถ้วน 3. มีข้อถือสิทธิไม่เกิน 10 ข้อ ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ และ 4. ยื่นแบบคำร้องเข้าร่วมโครงการผ่านระบบ e-Filing ของกรมภายในวันที่ 1-10 ของเดือน และแสดงหลักฐานว่าการประดิษฐ์นั้นมีศักยภาพและมีความพร้อมในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น แผนการผลิตและจัดจำหน่าย หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ เป็นต้น โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามประกาศกรม เรื่อง “ขยายสาขาเทคโนโลยีตามโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้านวัตกรรมดิจิทัล”
สาขาชิ้นส่วนยานยนต์ก็จดได้เร็วขึ้น
บริการที่สาม คือ บริการ Fast Track สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สาขาชิ้นส่วนยานยนต์ ทราบผลการพิจารณาสุดท้ายภายใน 3 เดือน นับจากวันที่เข้าร่วมโครงการ เพราะชิ้นส่วนยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ในระดับสูง ทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า อุปกรณ์อัจฉริยะ และการออกแบบชิ้นส่วนที่มีความโดดเด่นและซับซ้อน จึงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองอย่างทันท่วงที เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในประเทศ
โดยจากการตรวจสอบฐานข้อมูลของกรม พบว่า ในปี 2568 มีคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในไทย สาขาชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น ชุดไฟส่องสว่างด้านหน้าและด้านหลังสำหรับรถยนต์ กระจังหน้ารถยนต์ กระจกมองข้าง สปอยเลอร์ กันชนด้านหน้าและกันชนด้านหลังคิ้วตกแต่งซุ้มล้อ ฝากระโปรงรถด้านหน้าและด้านหลัง แผ่นบังโคลน ฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง แผงปิดใต้ท้องรถยนต์ด้านหน้าและด้านหลัง ท่อไอเสีย บันไดรถยนต์ เป็นต้น มากกว่า 150 คำขอ ที่เข้าข่ายสามารถเข้าร่วมโครงการ Fast Track ได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักออกแบบและนักประดิษฐ์ที่จะได้รับความคุ้มครองและต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็ว
หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการจดทะเบียน Fast Track สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สาขาชิ้นส่วนยานยนต์ ได้แก่ 1.เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อกรม และประกาศโฆษณาแล้ว 2.ยื่นคำขอในประเทศไทยเป็นที่แรก ผ่านระบบ e-Filing ของกรม และแนบเอกสารประกอบคำขอไว้อย่างครบถ้วน และ 3.ยื่นแบบคำร้องเข้าร่วมโครงการผ่านระบบ e-Filing ของกรมฯ ภายในวันที่ 1-10 ของเดือน และแสดงหลักฐานว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นมีศักยภาพและมีความพร้อมในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น แผนการผลิตและจัดจำหน่าย หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ เป็นต้น โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมตามประกาศกรม เรื่อง “ขยายสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มุ่งเป้าชิ้นส่วนยานยนต์”
เชิญชวนใช้บริการ Fast Track Plus+
นางอรมนกล่าวว่า กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักวิจัย นักประดิษฐ์ และนักออกแบบ ใช้โอกาสในช่วงปีใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับผลงานสร้างสรรค์ของ และใช้บริการ Fast Track Plus+ เร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ใน 3 สาขาข้างต้น รวมถึงบริการ Fast Track เดิมที่กรมยังคงเปิดให้บริการต่อเนื่อง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการเร่งรัดตรวจสอบคำขอ ให้ได้รับความคุ้มครองและเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1368
เปิดระบบเช็กสิทธิบัตรหมด-ใกล้หมดอายุ
นางอรมนกล่าวว่า นอกจากการพัฒนาระบบจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแบบ Fast Track Plus+ ใน 3 สาขาใหม่ กรมยังได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง (Design Patent Expiration Date Early Warning) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพราะตามกฎหมาย เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุความคุ้มครอง งานออกแบบดังกล่าวจะกลายเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) และบุคคลทั่วไปสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับนักออกแบบและผู้ประกอบการใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
เผยหมดอายุ-กำลังหมดอายุ 1.57 แสนฉบับ
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบฐานข้อมูลระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง พบว่า มีสิทธิบัตรการออกแบบที่หมดอายุความคุ้มครองแล้วทั้งสิ้น 21,988 ฉบับ และสิทธิบัตรการออกแบบที่กำลังจะหมดอายุความคุ้มครองในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า มากกว่า 136,000 ฉบับ ครอบคลุม 7 กลุ่มสาขาสำคัญที่กำลังมาแรงในยุคปัจจุบัน ได้แก่ 1.แฟชันและเครื่องแต่งกาย 2.อาหารและบรรจุภัณฑ์ 3.การแพทย์ สุขภาพ และความงาม 4.วัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้า 5.ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 6.อิเล็กทรอนิกส์ และ 7.นันทนาการ
“กรมขอเชิญชวนนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ ใช้ประโยชน์จากระบบแจ้งเตือนดังกล่าว เพื่อการวิเคราะห์ทิศทางของตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการปรับปรุงรูปแบบสินค้าให้โดดเด่นและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค โดยเชื่อมั่นว่าข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ จะสามารถจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมออกแบบของไทยได้อีกมาก และยังช่วยส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของสินค้าดีไซน์ไทยทั้งตลาดในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยได้อย่างยั่งยืน” นางอรมนกล่าว
โดยผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการระบบแจ้งเตือนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุและใกล้หมดอายุความคุ้มครอง ผ่านเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th ที่เมนูบริการทรัพย์สินทางปัญญาอิเล็กทรอนิกส์ (DIP e-Service) โดยใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา และไม่มีค่าใช้จ่าย
เปิดตัวโครงการเฝ้าระวังเครื่องหมายการค้า
นางอรมนกล่าวอีกว่า กรมยังได้เปิดโครงการ Trademark Monitor ปี 2569 เฝ้าระวังต่างชาติฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของคนไทยไปจดทะเบียนในตลาดจีนและอาเซียน ปีที่ 2 เพื่อเสริมเกราะคุ้มครองผู้ประกอบการไทยให้สามารถทำการค้าในประเทศเป้าหมายได้อย่างมั่นใจ โดยปีนี้มีผู้ประกอบการ SME ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก มีผู้เข้าหลักเกณฑ์และได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 108 ราย จากผู้สมัครมาทั้งสิ้น 132 ราย
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ Trademark Monitor เป็นผู้ประกอบการที่มีคำขอเครื่องหมายการค้าที่อยู่ระหว่างยื่นจดทะเบียนในไทย หรือได้รับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งมีแผนที่จะขยายตลาดหรือเคยส่งออกสินค้าภายใต้เครื่องหมายดังกล่าวไปยังจีนและอาเซียน ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายตามโครงการ โดยกรมจะเริ่มดำเนินการเฝ้าระวังการนำเครื่องหมายการค้าของ SME ทั้ง 108 ราย ไปยื่นจดทะเบียนในจีนและอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 2568 และต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ กรมยังจะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามเฝ้าระวัง โดยจะมีการตรวจสอบทั้งในมิติของการนำเครื่องหมายการค้าไทยไปจดทะเบียนโดยไม่สุจริต (Bad-Faith Filing) และการจดเครื่องหมายเลียนแบบ เพราะหากเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการทำตลาดในต่างประเทศของผู้ประกอบการไทย จึงต้องเฝ้าระวัง
“กรมมีความมุ่งมั่นที่จะดูแลปกป้องผลประโยชน์และพร้อมเป็นที่พึ่งให้กับผู้ประกอบการไทย ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการละเมิดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการคัดค้านการจดทะเบียนจากผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการคัดค้านหรือปกป้องสิทธิของตนได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนสามารถวางแผนหรือแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าต่อไปในอนาคต ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมพลังให้ภาคธุรกิจไทยสามารถขยายตลาดไปสู่ประเทศต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม” นางอรมนกล่าว
ผลงานปีที่ 1 สกัดได้ 3 เครื่องหมายก่อนถูกฉก
สำหรับผลการดำเนินโครงการ Trademark Monitor ปี 2568 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มโครงการ ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยได้มีการตรวจสอบเฝ้าระวังเครื่องหมายการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 104 ราย พบเครื่องหมายการค้าไทยถูกนำไปยื่นจดทะเบียนในประเทศจีนและเวียดนาม 3 เครื่องหมาย ได้แก่ หมูเด้ง หงษ์ไทย และ IRPC ซึ่งกรมได้แจ้งและให้คำแนะนำแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าไทยเกี่ยวกับการดำเนินการคัดค้านการจดทะเบียนตามกระบวนการของแต่ละประเทศ ซึ่งสามารถป้องกันการสูญเสียโอกาสทางการค้าในตลาดดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที
“กรมจะเดินหน้าเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในสาขาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป โดยจะเพิ่มจำนวนสาขาใหม่ ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น และจะผลักดันให้ผู้ประกอบการคิดค้นผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ผลงานนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้มากขึ้นเช่นเดียวกัน โดยพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ให้คำแนะนำ รวมทั้งช่วยดูแลทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ไม่ให้ถูกละเมิด เพราะประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา จะทำให้เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง และมีการเติบโตได้ดีขึ้น” นางอรมนกล่าว


