ผู้จัดการรายวัน 360 – เซ็นทารา มองตลาดโรงแรมปลายปีนี้ยังคึกคัก ส่วนปีหน้ายังตั้งเป้่าโต 5%-10% แม้จะมีปัจจัยลบ เหตุลุยขยาตลาดและธุรกิจโดยเฉพาะในต่างประเทศ เดินหน้าเรื่องความยั่งยืนต่อเนื่อง เผยความสำเร็จที่ผ่านมา
นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (CENTEL) เปิดเผยว่า ในปีหน้า (2569) มองว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังคงไปได้มีการเติบโต แต่ในช่วงระหว่างทางหรือระหว่างปี อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างทีเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากระทบภาพรวมก็ได้ เหมือนอย่างเช่นปีนีี้ที่มีปัจจัยลบภายนอกเข้ามากระทบหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสงครามชายแดน แผ่นดินไหว น้ำท่วม ปัญหาสแกมเมอร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของบริษัทคาดว่าธุรกิจโรงแรมจะยังคงเติบโตไม่ต่ำกว่า10%-15% อันเนื่องมาจากการเปิดตัวโรงแรมใหม่ และการรับบริหารโรงแรมที่อยุ่ระหว่างการเจรจาหลายแห่งเช่น ในเนปาล เวียดนาม กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น หรือแม้แต่โรงแรมของบริษัทเอง เช่น ที่ โอซาก้่าญี่ปุ่น ที่เป็นการร่วมทุนจะเปิดปีหน้า ขณะที่ในไทย ก็จะมีการเปิดโรงแรมเซ็นทรัลที่กระบี่ ที่รีโนเวทใหม่เปฌนรีเซิร์ฟ แห่งที่สองต่อจากสมุย
“ส่วนปลายปีนี้สถานการณ์ต่างๆก็เริ่มดีีขึ้นแล้ว มีปัญหาน้ำท่วมที่หาดใหญ่ที่อาจจะกระทบตลาด ส่วนในภาพรวมที่อื่นก็ยังเติบโตดี ซึ่งคาดว่าสิ้นปีนี้อัตราเฉลี่ยรายได้ต่อห้องพักเท่ากับ 5% โดยรวม ซึ่งแม้ว่าตลาดจีนจะหายไปมากแต่เราไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาตลาดจีนที่หายไป เนื่องจากมีเพียงสัดส่วนตลาดจีน 8%-10% แล้วเราก็ไปหาตลาดอื่นทดแทนซึ่งก็ทำได้ดี”
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2568 ปรับตัวดีขึ้นเทียบปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2/2568 อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ มีรายได้รวม 5,825 ล้านบาท (ไตรมาส 3/2567: 5,594 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 231 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 4%) โดยสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 44% : 56% (ไตรมาส 3/2567: 43% : 57%) และกำไรขั้นต้นรวม 3,375 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 3/2567: 3,128 ล้านบาท)
โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 60% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) เพิ่มขึ้นเล็กเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 3/2567: 58%) บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวม 1,464 ล้านบาท (ไตรมาส 3/2567: 1,373 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 91 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 7%) เทียบไตรมาส 3/2567
ขณะที่ธุรกิจโรงแรมยังคงมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานของโรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ 9 เดือน ปี 2568: บริษัทฯ มีรายได้รวม 18,405 ล้านบาท (9 เดือน ปี 2567: 17,769 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 636 ล้านบาท (หรือ 4%) โดยสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 47% : 53% (สำหรับ 9 เดือน ปี 2567: 45% : 55%)
ขณะที่กำไรขั้นต้นรวม 10,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 560 ล้านบาท หรือ 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (9 เดือน ปี 2567: 10,106 ล้านบาท) โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 60% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเทียบกับปีก่อน (9 เดือน ปี 2567: 59%)
นายธีระยุทธ กล่าวถึงกลยุทธ์ความยั่งยืนด้วยว่า ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เซ็นทาราได้ยกระดับระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมา เซ็นทาราสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่สำคัญได้ครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (Environment), สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ได้อย่างโดดเด่นและเพื่อเป็นการตอกย้ำในเรื่องของวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และเป้าหมายด้าน ESGของบริษัท เซ็นทารายังได้ประกาศกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนภายใต้ชื่อ C-E-N-T-A-R-A Sustainability Blueprint ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของเซ็นทารา เพื่อใช้ในการกำหนดทิศทางและพัฒนาหลักปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรในระยะยาวโดยกลยุทธ์นี้ แยกออกเป็น 7 หัวข้อ อันได้แก่
ทั้งนี้ ยังได้รวบรวมเอาโรดแมปด้านความยั่งยืนของบริษัท ตั้งแต่ปี 2009
– ปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและการเติบโตในภาพรวมออกมาได้ดังต่อไปนี้
• ปี 2009 เซ็นทาราริเริ่มการนำระบบบริหารจัดการตามมาตรฐาน EarthCheck มาใช้ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล
• ปี 2014 โรงแรมในเครือต่างๆ ได้เริ่มเข้าร่วมการรับรองมาตรฐานของประเทศไทย ในด้านโครงการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
• ปี 2016 เซ็นทาราได้จัดตั้งโครงการ My Green Day เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของแขกผู้เข้าพักในการไม่เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวและผ้าปูที่นอน รวมถึงการไม่ทำความสะอาดห้องพัก เพื่อลดการใช้น้ำและสารเคมี อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักรู้ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้แก่แขกผู้เข้าพัก
• ปี 2018 เซ็นทาราลดและยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic) ในพื้นที่ให้บริการลูกค้า โดยมีการยกเลิกการใช้หลอดพลาสติก และเปลี่ยนเป็นหลอดที่ทำจากพืช รวมถึงการยกเลิกการใช้ถุงซักผ้าพลาสติก และเปลี่ยนเป็นวัสดุแบบใช้ซ้ำได้ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สำหรับของใช้ส่วนตัวภายในห้องพักเป็นแบบรีฟิลเพื่อลดการใช้บรรจุภัณพ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
• ปี 2019 จัดทำโครงการ P.O.P. Fish (Plastic Only, Please) เพื่อสะท้อนปัญหาขยะพลาสติก โดยP.O.P Fish จะถูกจัดวางในพื้นที่ส่วนกลางหรือบริเวณชายหาดของโรงแรม เพื่อให้แขกผู้เข้าพักสามารถนำขยะพลาสติกไปหย่อนได้ ซึ่งทางโรงแรมจะรวบรวมและนำส่งไปรีไซเคิล เพื่อเป็นการลดจำนวนขยะพลาสติก และแปรรูปขยะพลาสติกให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
• ปี 2021 มาตรฐานความยั่งยืนของธุรกิจโรงแรม ภายใต้ชื่อ Centara EarthCare ได้รับการรับรองมาตรฐาน GSTC-Recognized จากสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) สะท้อนถึงแนวทางปฏิบัติและกรอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ Centara EarthCare ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
• ปี 2025 โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราผ่านการรับรองมาตรฐาน GSTC ครบทั้ง 42 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามเป้าหมายของเซ็นทารา
ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
เซ็นทารามุ่งมั่นบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญในระยะยาว ดังนี้
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
• เซ็นทาราประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2029 เทียบปีฐาน 2019
ปัจจุบันปล่อยก๊าซเรือนกระจก31.53 kgCO2e ต่อห้องพักที่มีการใช้งานลดลงได้แล้วกว่า 35% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมโรงแรมในไทยตาม Cornell Hotel Sustainability Benchmarking (CHSB) Index ถึง 51.94%
ทั้งนี้ เซ็นทาราตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 (Net Zero 2050) โดยได้กำหนด 3 พันธกิจหลักในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ดังนี้
1. ลดความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ต่อห้องพักที่มีการใช้งาน ลง 40% ให้ได้ ภายในปี 2029
2. การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมการใช้วัสดุที่ยั่งยืนและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
3. การบูรณาการด้านการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืน ผ่านจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศ การบรรเทาผลกระทบ และการปรับตัว
การขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
• ติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ (Solar Cell) เสร็จสิ้นแล้วทั้งหมด 14 โรงแรม ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 2,970 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 300,000 ต้น
• ในปี 2025 ตั้งแต่ต้นปี จนถึงเดือนตุลาคม สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดรวม 4,780 MWh คิดเป็น 4% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
• ปรับปรุงระบบประหยัดพลังงาน เช่น Smart Sensor, Energy Management System (EMS), District Cooling และ Building Management System
การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
• ลดการใช้น้ำได้ 30.08% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือลดการใช้น้ำลง 20% เทียบจากปี 2019
• ในปี 2025 มีการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ในการรดน้ำต้นไม้ภายในโรงแรมรวมกว่า 454,416 ลูกบาศก์เมตร
การบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบและลดขยะไปสู่หลุมฝังกลบ
• ลดขยะไปสู่หลุมฝังกลบได้ 24.52% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20%เทียบจากปีฐาน 2019
• อัตรารีไซเคิลเฉลี่ย 28.85%
• สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากขยะพลาสติก เช่น กระเป๋าและหมวก Upcycling จากขวด PET รวมกว่า 3,872 กิโลกรัม จาก 4 โรงแรมในจังหวัดกระบี่
ด้านสังคมและชุมชน (Social)
เซ็นทาราเดินหน้าพัฒนาโครงการเพื่อสังคมต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน รวมถึงเสริมสร้างโอกาสทางอาชีพ ผ่านโครงการและนโยบายขององค์กร อาทิ
• ตั้งแต่ปี 2017 ส่งต่ออาหารส่วนเกินคุณภาพดีสู่ชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความหิวโหยและจัดการปัญหาขยะอาหารในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร่วมมือกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance Thailand (SOS)
• โครงการ 1 โรงแรม 1 ผลิตภัณฑ์ และ Community Market เพื่อช่วยสนับสนุนสินค้าชุมชนกว่า 6,000 ชิ้น จากผู้ประกอบการท้องถิ่น และจัดสรรพื้นที่รวมกว่า 6,300 ตารางเมตร ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในโรงแรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
• เสริมสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่กลุ่มเปราะบาง โดยเซ็นทารามีอัตราการจ้างงานผู้พิการเกินกว่ากฎหมายการจ้างงาน อีกทั้งยังมีการจ้างงานผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน
• ส่งเสริมการมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีสำหรับพนักงานทุกคน The Place to Be - Best Workplace
ด้านธรรมาภิบาล (Governance)
เซ็นทารามุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างโปร่งใส รับผิดชอบ และมีจริยธรรม โดยมีหลักการดำเนินงานและหลักปฏิบัติต่างๆ อย่างชัดเจน
• เซ็นทาราได้รับการประเมินมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
• เซ็นทาราเป็นสมาชิกโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition - Thailand’s Private Sector Collective Action Coalition Against Corruption: CAC) ตั้งแต่ปี 2559 และผ่านการรับรองการต่ออายุการเป็นสมาชิกต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 และ ได้รับรางวัล CAC Change Agent Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในการชักชวนคู่ค้าเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย
• จัดหาเงินกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) และออกตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) รวมไปถึงหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) รวมมูลค่ากว่า 8,786 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย ESG และสนับสนุนการลงทุนโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว
“เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจต้องเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนที่เราเป็นส่วนหนึ่ง เราจึงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตขึ้นอย่างสมดุล” นายธีระยุทธ กล่าว “ความสำเร็จจากการได้รับการรับรองมาตรฐาน GSTC ครบทุกโรงแรม รวมถึงผลลัพธ์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเซ็นทาราในระยะยาว โดยเราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในมิติต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนต่อไปในอนาคต”


