เปิดรายละเอียดคำสั่ง “ทรัมป์” ขึ้นภาษีคู่ค้าทั่วโลก กำหนดรายละเอียดการดำเนินการ 6 ข้อ เก็บจากทุกรายการทุกประเทศอัตรา 10% เริ่ม 5 เม.ย. เก็บทุกรายการเป็นรายประเทศ ที่สหรัฐฯ ขาดดุลสูง เริ่ม 9 เม.ย. โดยไทยเจอ 36% มียกเว้นสินค้าที่ประกาศตามมาตรา 232 และที่จะมีในอนาคต เก็บจากแคนาดา-เม็กซิโก 25% ทุกรายการ พลังงานและโพแทช 10% สินค้าที่นำเข้าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ จะได้ยกเว้นภาษีเหมือนเดิม และเปิดทางใช้มาตรการเพิ่ม หากใครตอบโต้ จะทำเข้มขึ้น แต่ถ้าประเทศใดดำเนินการสอดคล้องตามที่สหรัฐฯ ต้องการ เปิดทางลดหรือจำกัดภาษี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามประกาศคำสั่ง EO กำหนดภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) โดยอาศัยอำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act of 1977 (IEEPA) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1.Baseline Tariff จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายการจากทุกประเทศในอัตราร้อยละ 10 โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย.2568
2.Individualized Reciprocal Higher Tariff จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายการเป็นรายประเทศ สำหรับประเทศที่สหรัฐฯ มีการขาดดุลการค้าด้วยสูง โดยไทยถูกกำหนดภาษีในอัตราร้อยละ 36 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย.2568
3.สินค้าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการ Reciprocal Tariffs นี้
(1) สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์
(2) สินค้าที่ระบุไว้ในเอกสาร Annex II ของ EO ครอบคลุมทองแดง ผลิตภัณฑ์ยา เซมิคอนดักเตอร์ ไม้แปรรูป แร่ที่มีความสำคัญ และพลังงาน และ
(3) สินค้าอื่น ๆ ที่อาจถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้มาตรา 232 ในอนาคต
4.USMCA อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก (ร้อยละ 25 สำหรับสินค้าทุกรายการ / ร้อยละ 10 สำหรับพลังงานและโพแทช) จะยังคงเป็นไปตามคำสั่ง EO เรื่องปัญหาผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย / ยาเฟนทานิล โดยสินค้าที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขและเกณฑ์ข้อกำหนดที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้ความตกลง USMCA จะไม่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้า ทั้งนี้ ในกรณีที่คำสั่ง EO ดังกล่าวถูกยกเลิก สินค้าที่ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขและเกณฑ์ข้อกำหนดตามความตกลง USMCA จะถูกจัดเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตราร้อยละ 12
5.Duty-free de minimis สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐฯ จะยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามข้อกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ (duty-free de minimis treatment) ต่อไป
6.การปรับแก้การบังคับใช้มาตรการภายใต้คำสั่งนี้
(1) กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านนโยบายเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงแห่งชาติ และที่ปรึกษาอาวุโสด้านการค้าและการผลิต จะต้องเสนอแนะแนวทางในการใช้มาตรการเพิ่มเติม หากการบังคับใช้มาตรการนี้ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้ารวม แม้ได้มีการขยายขอบเขตการใช้มาตรการกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทนจากคู่ค้าทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ
(2) หากประเทศคู่ค้าใดใช้มาตรการตอบโต้ (Retaliate) สหรัฐฯ โดยการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการใช้มาตรการอื่น ๆ ประธานาธิบดี อาจพิจารณาเพิ่มหรือขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีภายใต้คำสั่งนี้ เพื่อให้การดำเนินมาตรการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(3) หากประเทศคู่ค้าใดดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญ (Take significant steps to remedy) เพื่อแก้ไขและเยียวยาการค้าที่ไม่เป็นการต่างตอบแทน รวมถึงให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ ในด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ประธานาธิบดีอาจพิจารณาปรับลด (Decrease) หรือจำกัด (Limit) ขอบเขตภาษีที่จัดเก็บภายใต้คำสั่งนี้
(4) หากศักยภาพในด้านกำลังการผลิต รวมถึงผลผลิตของสหรัฐฯ ยังคงแย่ลง (Worsen) ประธานาธิบดีอาจพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีภายใต้คำสั่งนี้