- • การส่งออกข้าวไทยได้รับผลกระทบจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าว และราคาข้าวไทยที่แพงที่สุดในโลก
- • คาดการณ์ยอดส่งออกข้าวไตรมาสแรกปี 2568 ไม่เกิน 2 ล้านตัน
- • สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยยังคงเป้าหมายส่งออกข้าวทั้งปีที่ 7.5 ล้านตัน
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เผยยอดส่งออกข้าว 2 เดือนปี 68 ทำได้แค่ 1.1 ล้านตัน ลด 32% เหตุได้รับผลกระทบจากอินเดียกลับมาส่งออก และข้าวไทยยังราคาแพงที่สุดในโลก ทำขายยาก คาดไตรมาสแรก ไม่เกิน 2 ล้านตัน ส่วนทั้งปี ยังคงเป้า 7.5 ล้านตัน แนะรัฐช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต อย่าดันราคาอย่างเดียว เหตุผู้ส่งออกทำตลาดลำบาก
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-24 ก.พ.2568 มีปริมาณ 1.1 ล้านตัน ลดลง 32% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.6 ล้านตัน โดยมีปัจจัยกดดันหลัก คือ การที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว สต๊อกข้าวโลกเพิ่มจาก จาก 522 ล้านตัน เป็น 532 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2% สวนทางกับความต้องการบริโภคที่ลดลงเหลือ 58.53 ล้านตัน ลดลง 2.1% ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ขณะที่ข้าวไทยราคาถือว่าแพงที่สุดในโลก และค่าเงินบาทยังผันผวน ทำให้ข้าวไทยแข่งขันได้ยาก
ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาสแรก จะส่งอกได้ไม่เกิน 2 ล้านตัน ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2567 ที่ส่งออกได้ประมาณ 3 ล้านตัน แต่ทั้งปี ยังคงคาดการณ์เป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 7.5 ล้านตัน
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปีนี้ คาดว่าผลผลิตข้าวของไทยจะออกมามาก เพราะชาวนามีการปลูกข้าวมากขึ้น น้ำในเขื่อนหลักมีเพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับการทำนาปรัง แต่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่ายา ค่าปุ๋ย ทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อน ส่วนราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำ รัฐบาลควรช่วยเรื่องการลดต้นทุนและช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต ไม่ใช่ผลักดันราคาเพียงอย่างเดียว เพราะหากทำเช่นนั้น ข้าวไทยจะราคาสูงเกินไป ก็จะส่งออกไม่ได้ สุดท้ายก็กระทบราคาข้าว
“การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น โดยปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 400 กิโลกรัมต่อไร่ ต่ำที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ผลผลิตข้าวอยู่ที่เฉลี่ย 800 กิโลกรัมต่อไร่ และสหรัฐฯ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ถือว่าต่ำกว่า และในการพัฒนาพันธุ์ข้าว จะต้องเน้นพันธุ์ข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ไม่ใช่อะไรก็ได้ และยังควรที่จะเข้ามาดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ ไม่แกว่งตัวจนเกินไป ไม่เช่นนั้น ผู้ส่งออกจะทำตลาดได้ยาก”ร.ต.ท.เจริญกล่าว