xs
xsm
sm
md
lg

“อารดา เฟื่องทอง”ตั้งเป้าลุย ดันขายข้าวทะลุ10ล้านตัน-ค้าชายแดนโต4% เตรียมทีมรับมือ “ทรัมป์2.0”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดตัวกันไปแล้ว สำหรับ “นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ” คนใหม่ถอดด้าม ที่ได้จัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง โดยได้ตั้งเป้าการทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ มุ่งลุยภารกิจการทำงานสำคัญหลัก ๆ 2 เรื่อง คือ การผลักดันการส่งออกข้าวให้ทะลุ 10 ล้านตัน และผลักดันยอดการค้าชายแดนและผ่านแดน ให้เติบโต 4% รวมไปถึงการเตรียมทีมงานรับมือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกรณี “ทรัมป์ 2.0”

นางอารดาเริ่มต้นการแถลงข่าว ด้วยการให้ข้อมูลสถานการณ์การส่งออกข้าวไทย ช่วง 10 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) ว่า ไทยส่งออกข้าวแล้ว ปริมาณ 8.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% มูลค่า 191,031 ล้านบาท (ประมาณ 5,411 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 40% โดยส่งออกข้าวขาวมากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 5.18 ล้านตัน คิดเป็น 62% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย 1.37 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 1.01 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.54 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.23 ล้านตัน และข้าวกล้อง 0.02 ล้านตัน

สำหรับการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ก็เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในทุกภูมิภาค โดยมีตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย ส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 1.12 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็น 13% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ อิรัก 0.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 23% แอฟริกาใต้ 0.72 ล้านตัน ลดลง 12% สหรัฐฯ 0.70 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21% และฟิลิปปินส์ 0.49 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 250%

นอกจากปริมาณการส่งออกข้าวไทยจะเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาข้าวสารส่งออก ก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยข้าวหอมมะลิ (ใหม่) ราคา 935 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 7.59% ข้าวหอมปทุมธานี 875 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 24.64% ข้าวขาว 603 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 11.67% ข้าวนึ่ง 601 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 10.89% และข้าวเหนียว 818 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 0.62% ซึ่งส่งผลดีต่อเนื่องต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศ ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และทำให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ราคาดีขึ้น


คาดทั้งปีได้ลุ้น 10 ล้านตัน

นางอารดากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออก ในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือนของปีนี้ (พ.ย.-ธ.ค.) คาดว่าจะเติบโตได้ดี โดยจากข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ พบว่า เดือน พ.ย.2567 มีการขออนุญาตส่งออกข้าวแล้วประมาณ 0.92 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อรวมกับปริมาณส่งออกข้าว 10 เดือน ที่ส่งออกแล้ว 8.35 ล้านตัน จึงมีตัวเลขส่งออกข้าว 11 เดือน อยู่ที่ประมาณ 9.27 ล้านตัน

“ตอนนี้ ถือว่า ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ที่ 9 ล้านตันแล้ว เป็นปีทองข้าวไทยอย่างแน่นอน เพราะเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 2 ล้านตัน ตัวเลขเกินเป้าไปแล้ว และยังเหลือการส่งออกของเดือน ธ.ค.2567 อีก 1 เดือน น่าจะยังส่งออกได้ดี และมีโอกาสลุ้นทะลุไปถึง 10 ล้านตันได้”นางอารดากล่าว

ปัจจัยหนุนดันข้าวไทยส่งออกโต

ปัจจัยที่ทำให้ข้าวไทยส่งออกได้มากขึ้น เพราะผู้นำเข้าข้าว ยังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับกับความต้องการบริโภคช่วงปลายปีสำหรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับปริมาณผลผลิตข้าวของไทยมีเพียงพอพร้อมตอบสนองความต้องการของตลาดข้าวโลก รวมทั้งศักยภาพในการส่งออกข้าวของไทยที่สามารถส่งมอบข้าวให้ผู้นำเข้าได้อย่างต่อเนื่อง


เตรียมแผนดันส่งออกข้าวปี 68

นางอารดากล่าวว่า ปี 2568 คาดว่า ปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลงจากปี 2567 จากการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย ซึ่งอินเดียมีผลผลิตข้าวปริมาณมากและมีสต็อกข้าวอยู่ในระดับสูงจากการควบคุมการส่งออกข้าวในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งปริมาณผลผลิตข้าวโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะภัยแล้งคลี่คลายและมีน้ำสำหรับการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทำให้การค้าข้าวในตลาดโลกมีการแข่งขันสูง

ทั้งนี้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเตรียมแผนเร่งขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไว้ล่วงหน้า โดยมีแผนสำคัญที่จะดำเนินการ เช่น การกระชับความสัมพันธ์และจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยกับคู่ค้าข้าวสำคัญ การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าสำคัญ การจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ และการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าข้าวไทย


ค้าชายแดน-ผ่านแดน 10 เดือนโต 6.2%

ทางด้านสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดน ในช่วง 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 1,514,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% แยกเป็นการส่งออก มูลค่า 872,043 ล้านบาท เพิ่ม 5.6% และการนำเข้า มูลค่า 642,794 ล้านบาท เพิ่ม 6.9% โดยไทยได้ดุลการค้า 229,248 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากแยกเฉพาะการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา และเวียดนาม มีมูลค่า 816,464 ล้านบาท เพิ่ม 5.16% เป็นการส่งออก 499,787 ล้านบาท เพิ่ม 2.91% และนำเข้า 316,677 ล้านบาท เพิ่ม 8.91% เกินดุลการค้า 183,110 ล้านบาท และเป็นการค้าผ่านแดนกับจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 698,373 ล้านบาท เพิ่ม 7.4% เป็นการส่งออก 372,256 ล้านบาท เพิ่ม 9.55% และนำเข้า 326,117 ล้านบาท เพิ่ม 5.06% เกินดุลการค้า 46,139 ล้านบาท

ลุ้นทั้งปีขยายตัว 4%

นางอารดากล่าวว่า จากสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดน ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีทิศทางที่ดีขึ้น และคาดว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะยังขยายตัว และเติบโตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ประมาณ 4% จากที่ปีก่อนขยายตัวติดลบ ถือเป็นปีทองของการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน โดยคาดว่า จะมีมูลค่าประมาณ 1.77 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2568 หากไม่มีสถานการณ์ที่มาส่งผลกระทบต่อการค้า การค้าชายแดนและผ่านแดน จะมีมูลค่าประมาณ 1.84 ล้านล้านบาท


เดินหน้าผลักดันเปิดด่านเพิ่ม

สำหรับการติดตามการเปิด–ปิดจุดผ่านแดน ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2567 กระทรวงมหาดไทยออกประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย–กัมพูชา (หนองเอี่ยน–สตึงบท) ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยเป็นการเปลี่ยนสถานะจากจุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการก่อสร้าง เป็นจุดผ่านแดนถาวร และปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านปากห้วย อ.ท่าลี่ จ.เลย เนื่องจากมีการเปิดใช้งานจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำเหือง ไทย–ลาว บ้านนากระเซ็ง อ.ท่าลี่ จ.เลย ทำให้ไม่มีการใช้งานจุดผ่านแดนถาวรบ้านปากห้วย ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน มีจุดผ่านแดนฝั่งไทยเปิดแล้ว 86 แห่ง จากทั้งหมด 94 แห่ง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเปิด 73 แห่ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายสนับสนุนผลักดันการเปิดด่านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประเทศเพื่อนบ้านให้เปิดด่านตรงข้ามกับที่ฝั่งไทยเปิดแล้วหรือมีความพร้อมที่จะเปิดด่าน

ใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกโต

จากการขยายตัวของการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนผลักดันให้การส่งออกเพิ่มขึ้น ก็คือ การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายในความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำกับประเทศต่าง ๆ โดยล่าสุดมีตัวเลขการใช้สิทธิ์ในช่วง 9 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) รวม 63,501.81 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 85.58% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ เพิ่มขึ้น 2.11%

โดยเป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 24,504.19 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 82.34% รองลงมา เป็นการใช้สิทธิ์ภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 17,348.82 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 91.17% ตามด้วยความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 5,109.13 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.94% ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 4,704.71 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 59.45% และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 4,232.42 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 63.45%

นางอารดากล่าวว่า จาก FTA ทั้งหมด 12 ฉบับ ที่กรมติดตามการใช้สิทธิ์ในปัจจุบัน มี FTA ที่มีอัตราการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นในช่วง 9 เดือน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวม 8 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-เปรู เพิ่ม 47.60% ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เพิ่ม 23.84% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ส่งออกไปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) เพิ่ม 16.88% ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เพิ่ม 10.04% ความตกลงเร่งรัดการลดภาษีไทย-อินเดีย เพิ่ม 8.15% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ส่งออกไปอินเดีย) เพิ่ม 2.80% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพิ่ม 2.48% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เพิ่ม 1.35%

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากภาพรวมการส่งออกของไทยเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2566 จาก 214,500.54 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 222,964.06 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 โดยสินค้าที่มีการส่งออกภายใต้ความตกลง FTA ในช่วง 9 เดือน แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด เนื้อไก่แปรรูป เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง และน้ำตาล มูลค่ารวม 18,451.60 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 29.06% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ และสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์ขนส่งของ ยานยนต์สำหรับขนส่งบุคคล ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า มูลค่ารวม 45,050.21 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 70.94% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์

คาดปี 68 ยังโตตามการส่งออก

นางอารดากล่าวว่า กรมคาดการณ์แนวโน้มการใช้สิทธิ์ FTA ในปี 2568 จะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับผลดีจากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการส่งออกผ่านการใช้สิทธิ์ FTA และการแข่งขันของการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มข้น เนื่องจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA เป็นการสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทยในการรักษาตลาดและขยายตลาดได้เพิ่มมากขึ้น โดยอันดับหนึ่งคาดว่าจะยังคงเป็นตลาดอาเซียน และตลาดจีน ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยเฉพาะสินค้าทุเรียนสด ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดภายใต้ความตกลง FTA ทั้ง 12 ฉบับ


ตั้งทีมเตรียมรับมือทรัมป์ 2.0

ส่วนภารกิจที่สำคัญอีกภารกิจหนึ่ง ที่จะต้องเตรียมการรับมือ นางอารดา บอกว่า จะให้ความสำคัญกับการติดตามการดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะกลับมาอีกครั้ง ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน เปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะจากที่ได้ติดตามข่าวและความคืบหน้าต่าง ๆ พบว่า มาตรการคงไม่ลดลง มีแต่จะมีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือให้ดี

“สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จะทำ คิดว่าจะมีมาตรการที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้บอกทีมของกรมไปแล้วว่าเจองานหนักขึ้นล้านเปอร์เซ็นต์ เราต้องเตรียมความพร้อมรับมือจากผลกระทบของสงครามการค้าที่จะเกิดขึ้น โดยยึดหลักการสร้างสมดุลของผลประโยชน์ ไม่เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่ง อย่างตอนนี้ สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีประเทศนั้น ประเทศนี้ จีนก็ทำสวนทางด้วยการปรับลดภาษีให้กับชาติพันธมิตร ถือเป็นมิติใหม่ทางการค้า ซึ่งเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้กับไทย”

สำหรับสิ่งที่กรมจะให้ความสำคัญนับจากนี้ คือ การดูในเรื่องการปกป้องตัวเองของไทย เพราะที่ผ่านมา เรายังปกป้องตัวเองน้อย มาวันนี้ ต้องปกป้องตัวเองให้มากขึ้น มาตรการที่จะใช้ดูแลอุตสาหกรรมในประเทศ จะต้องนำมาใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (ซีวีดี) มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (เอซี) รวมทั้งต้องติดตามการที่ไทยถูกใช้มาตรการ ซึ่งน่าจะโดนแน่ อย่างสหรัฐฯ น่าจะใช้มาตรการมากขึ้น ไม่ใช่แค่ไทย ประเทศอื่นอย่างเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ที่มีการย้ายฐานการผลิตไป ก็อยู่ในเป้าหมาย จึงอยู่ที่ว่า ไทยจะเตรียมรับมือยังไง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบ หรือมีผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งอยู่ในแผนที่กรมจะต้องเตรียมการและเตรียมพร้อม