ผู้จัดการรายวัน 360 – “ห้างกรุงทองพลาซา” เดินหน้าสู่เป้าหมาย ฮับแฟชั่นพลัสไซซ์ของเอเชีย อนาคตมีแผนปรับเพิ่มไซซ์ให้ถึง 8XL เผยปีนี้ทำสัญญาจองพื้นที่เต็ม 100% แล้ว งัดกลยุทธ์ตลาดสร้างจุดต่างดึงลูกค้าแฟชั่นนิวเจน คาดสิ้นปีนี้รายได้ 500 ล้านบาท
นางสาวอัญชลี ตันติวงษากิจ กรรมการผู้จัดการ ห้างกรุงทองพลาซา กล่าวว่า ปัจจุบันตลอดการเดินทางกว่า 23 ปีในประเทศไทย ห้างกรุงทองพลาซาไม่เคยหยุดพัฒนาและค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากสินค้าแฟชั่นที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าสาวพลัสไซซ์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันห้างกรุงทองพลาซาได้ก้าวขึ้นสู่ห้างค้าส่งเสื้อผ้าพลัสไซซ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นของพันธมิตรธุรกิจร้านค้าภายในห้างฯ
จากนี้ ทางห้างฯ ยังคงมุ่งมั่นและผลักดันจุดยืนของหนุ่มสาวพลัสไซซ์ ให้สามารถสนุกกับแฟชั่น มั่นใจในการแต่งตัว รวมไปถึงเป็นกระบอกเสียงให้เกิดการยอมรับ ผลักดันเรื่องความเท่าเทียม ให้ทุกคนสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้ อย่างไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดไซซ์ เป้าหมายของเราต่อจากนี้คือการยกระดับห้างกรุงทองพลาซาให้เป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจแฟชั่นเสื้อผ้าพลัสไซซ์ของภูมิภาคเอเชีย”
สำหรับภาพรวมธุรกิจของห้างกรุงทองพลาซา มีอัตราการเช่าพื้นที่ของห้างฯ ในปี 2566 ที่ผ่านมาเต็ม 100% ในส่วนของปี 2567 มีการจองและทำสัญญาเต็ม 100% แล้วเช่นกัน โดยปัจจุบันมีลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนกันเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าเฉลี่ย 10,000 คน ต่อวัน ในวันธรรมดา และช่วงวันหยุดอาจจะสูงถึง 20,000 คน ต่อวัน โดยเมื่อเปรียบเทียบมีอัตราที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2565 ถึง 50%
สัดส่วนร้านค้าในห้างกรุงทองพลาซาในปัจจุบัน มีสินค้าพลัสไซซ์มากกว่า 70% ที่เหลือจะเป็นเสื้อผ้าไซซ์เล็ก รวมไปถึงเครื่องประดับ อุปกรณ์การแต่งตัวต่างๆ เช่น เข็มขัด รองเท้า วิกผม และกระเป๋า เป็นต้น กลุ่มสินค้าที่เรียกได้ว่าได้รับความนิยมส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นของสาวพลัสไซซ์ อันดับแรกจะเป็นพวกเสื้อผ้าแฟชั่นในแนวมินิมอล ที่สามารถใส่ใช้งานได้ทุกวัน อันดับรองลงมาจะเป็นแฟชั่นชุดทำงาน และออกงานต่างๆ ตามลำดับ
แนวโน้มของการขายในปัจจุบัน มุ่งเน้นไปทางออนไลน์ควบคู่กันไปกับแบบออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไลฟ์สดขายเองตามแพลทฟอร์มต่างๆ หรือว่าจะเป็นการให้ต่างชาติ หรือลูกค้าที่ซื้อสินค้ามาทำการไลฟ์ขายสินค้าหน้าร้าน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนของออฟไลน์ก็ยังคงซัพพอร์ตลูกค้าที่สะดวกในการเลือกสี เลือกสินค้าด้วยตัวเอง ได้จับสินค้าจริง รวมไปถึงการขายส่ง ที่ต้องมีพื้นที่ในการจัดทำสต็อก เพื่ออำนวยความสะดวกในการมารับสินค้าได้ง่ายและสร้างความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
“ปีนี้เรามุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา เพื่อทำให้ห้างกรุงทองพลาซาแข็งแกร่งกว่าเดิม และมีเป้าหมายการเป็น Top of Mind ของสาวพลัสไซซ์ทั่วเอเชีย ซึ่งมีผลต่อยอดขายและอัตราการเช่าพื้นที่ ผ่านแคมเปญการตลาด การสร้างคอนเทนต์ออฟไลน์-ออนไลน์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ ขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว” นางสาวอัญชลี กล่าว
นอกจากกิจกรรมส่งเสริมการขายดังกล่าวข้างต้น ทางห้างฯ เตรียมจัดกิจกรรมการประกวดออกแบบเสื้อผ้า “Krungthong Plussize Fashion Revolution” เปิดเวทีแสดงศักยภาพของนักออกแบบไทย ทั้งนี้เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันและสนับสนุนให้คนไทยได้ก้าวสู่เวทีระดับโลก และเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นไทยให้ก้าวขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของตลาดโลกด้วย
อีกหนึ่งกลยุทธ์คือ Content Marketing สร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์จากโลกออนไลน์-ออฟไลน์ของห้างฯ เอง จากผู้ใช้บริการจริง หรือจากการรีวิวของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และเครื่องมือจัดการ Data จากหลายแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำคอนเทนต์ให้เป็นที่พูดถึงในกลุ่มเป้าหมายและจะส่งผลต่อการดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Generation Y และ Z
ปัจจุบันทางห้างฯ มีเสื้อผ้าตั้งแต่ XS -6XL ซึ่งส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะผลิตเพียง S-2XL ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เพียงพอ เป็นการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในตัวสินค้า สร้างความโดดเด่นในสินค้าให้มีความเป็นเอกลักษณ์ หรือการสร้างตัวตนที่แตกต่าง ตรงความต้องการและชัดเจน ในอนาคตก็จะมีการพัฒนาปรับเพิ่มไซซ์ให้ถึง 8XL รวมถึงโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่มีความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น เนื่องจากมีการแข่งขันในตลาดที่สูงมาก
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของทางห้างฯ สัดส่วนของคนไทย 70% และลูกค้าต่างชาติประมาณ 30% โดยส่วนมากจะเป็นประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โดยสัดส่วนของลูกค้าเพศหญิงยังถือว่ามากที่สุด รองลงมาจะเป็น LGBTQ และผู้ชาย สำหรับการจับจ่ายแต่ละครั้งของลูกค้าปลีกอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 3,000 บาทต่อครั้ง และลูกค้าส่งจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อครั้ง จะเห็นได้ว่าทางห้างฯ มีการให้ความสำคัญกับทุกเพศและทุกวัย เพราะเรื่องแฟชั่นไม่ได้จำกัดแค่ชายหรือหญิง แต่ในยุคปัจจุบันมีการเปิดกว้างและเป็นอิสระ ทางห้างฯ จึงพยายามผลักดันตลาดเฉพาะกลุ่มเพิ่มมากขึ้น
โดยในปี 2567 จะมีการปรับสัดส่วนของต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มมุสลิมและโซนยุโรปให้มากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตและมีกำลังซื้อมาก ซึ่งจะช่วยให้ทราฟฟิคทางห้างฯ เพิ่มขึ้นได้อีก 30% และคาดว่าในปี 2567 จะมีรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท