xs
xsm
sm
md
lg

SCC ฟันธงปี 67 อุตฯ ปิโตรเคมีผงกหัวขึ้น ปีหน้าปรับลดงบลงทุน-ตุนสภาพคล่องรับมือ ศก.ถดถอย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปี 2565 เป็นปีที่ท้าทายอย่างมากในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ต้นทุนสินค้าปรับตัวสูง ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น และจะลามทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและมีความผันผวนตลอดทั้งปี ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นแนฟทา หรือก๊าซฯ ดีดตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน กระทบให้ราคาเคมีภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวสูงขึ้น กอปรกับภาพรวมตลาดก็ได้รับผลกระทบการปิดเมืองของจีนตามนโยบาย Zero-COVID และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งพรวด ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีชะลอตัวลงโดยเฉพาะกลุ่มโพลีโอเลฟินส์

ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2565 นี้มีความไม่แน่นอนสูง ยังมีปัจจัยลบรุมเร้าทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับประเทศสหภาพยุโรปยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติได้ง่าย แม้ว่าช่วงนี้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงบ้าง แต่ราคาก๊าซฯ ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้แต่ละประเทศต่างเก็บสำรองน้ำมันและก๊าซฯ เต็มที่เพื่อรับมือกับฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา ทำให้มีแนวโน้มราคาพลังงานน่าจะปรับขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ราคาสินค้าแพงขึ้น แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง กล่าวได้ว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่และดูแลงานการเงินและการลงทุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ได้ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปี 2566 ยังไม่ดีเช่นเดียวกับปีนี้ เพราะยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่มีราคาสูงและผันผวน รวมทั้งถูกกดดันจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่ก็เพิ่มเข้ามาในตลาดโลกอีก ขณะที่จีนยังคงใช้มาตรการ Zero COVID มั่นใจว่าจีนจะไม่เปิดประเทศพร้อมกันทั้งประเทศ แต่จะทยอยเปิดแต่ละเมืองแทนเพื่อระมัดระวังไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยเฉพาะในช่วงวันตรุษจีนที่มีวันหยุดยาว เชื่อว่าหลังตรุษจีนไปแล้วจะเห็นจีนเปิดเมืองมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจีนน่าจะเปิดประเทศได้ในช่วงกลางปี 2566 ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนกลับมาขยายตัวดีขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น หนุนให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีค่อยๆ ฟื้นกลับมาดีขึ้น ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะเริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในปี 2567 ปัจจัยเสริมมาจากไม่มีกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ตลาด

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือนับจากนี้ไปจนถึงกลางปี 2566 ภาคเอกชนจำเป็นต้องประคับประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ สำหรับบริษัทในเครืออย่างบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ซึ่งเป็นผู้นำการผลิตเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรมีฐานการผลิตใน 3 ประเทศทั้งไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรให้ SCC มากที่สุด ก็มีมาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง มีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มงบลงทุนเพื่อใช้ด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ (HVA) มาอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งได้มีการออกหุ้นกู้เพื่อเตรียมสภาพคล่องให้เพียงพอผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้

เมื่อเดือนตุลาคม 2564 คณะกรรมการ SCGC มีมติอนุมัติการจัดตั้งวงเงินหุ้นกู้รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 ล้านบาท (หรือเทียบเท่าในเงินสกุลอื่น) ณ ขณะใดขณะหนึ่ง (Revoving Basis) จะทยอยออกและเสนอขายได้หลายครั้งในช่วงอายุโครงการ 2 ปี ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดังนั้น เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ก.ล.ต.ได้อนุญาตให้ SCGC ออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2565 (SCGC264A) มูลค่าเสนอขายไม่เกิน 30,000 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.75% ต่อปี โดยจะเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นกู้ SCC224A ที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไป ผู้ถือหุ้นกู้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือผู้ถือหุ้นกู้ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ทาง SCGC ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.ออกและเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ครั้งที่ 2/2565 จำนวน 5 ชุด อายุ 3 ปี 5 ปี 6 ปี 10 ปี และ 12 ปี มูลค่าเสนอขายรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท และมีหุ้นกู้สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าที่เสนอขายทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.77-4.14 ต่อปี ขึ้นกับอายุหุ้นกู้ โดยเสนอขายให้ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ประเภทนิติบุคคล


นอกจากนี้ SCC เตรียมนำ SCGC เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อรองรับโอกาสในการขยายธุรกิจเคมิคอลส์ในอนาคต โดย SCC ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน SCGC ภายหลังขายหุ้น IPO ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาจาก ก.ล.ต.

ทั้งนี้ บริษัทเห็นสัญญาณภาวะเงินเฟ้อที่จะรุนแรงจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ละประเทศต้องหามาตรการกดเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้นโดยทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อันนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอยมาตั้งแต่กลางปี 2564 ส่วนสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

SCC ได้วาง 5 กลยุทธ์รับมือเหตุการดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน เพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนราว 16.4%, พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง, เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม, คุมเข้มการลงทุนตามกลยุทธ์อย่างรอบคอบ โดยชะลอการลงทุนใหม่ๆ ที่ไม่เร่งด่วนหรือโครงการที่ให้ผลตอบแทนนาน รวมทั้งเดินหน้า ESG โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environment, Social, Governance)

ส่วนโครงการ Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) เป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกที่เวียดนาม โรงงานเริ่มทยอยแล้วเสร็จในปลายปีนี้ต่อเนื่องไปต้นปี 2566 โดยผลผลิตเคมีภัณฑ์ป้อนในตลาดเวียดนามทำให้ SCC รับรู้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นขณะที่งบการลงทุนได้ปรับลดลงจากปีนี้ที่วางไว้ 70,000 ล้านบาท แต่ปี 2566 งบลงทุนจะลดลงมาเหลือเพียง 40,000-50,000 ล้านบาท เนื่องจากโครงการ LSP ที่เวียดนามแล้วเสร็จจะเพิ่ม EBITDA และสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น กอปรกับกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รวมทั้งกลุ่มธุรกิจแพกเกจจิ้งคาดว่าผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นด้วย และที่ผ่านมาบริษัทเองก็มีการออกหุ้นกู้ต้นทุนดอกเบี้ยคงที่สำรองไว้ ดังนั้นหากต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็ไม่สะเทือน เพราะได้ตุนเงินเต็มกระเป๋า แต่เมื่อใดที่เศรษฐกิจฟื้น เราก็พร้อมที่จะลงทุน ควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) โครงการต่างๆ ได้ทันที


IRPC ต่อยอดสู่พลาสติกเกรดพิเศษเกาะกระแสเมกะเทรนด์

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ในกลุ่ม ปตท.หันมาเน้นตลาดเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษต่อยอดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อุปกรณ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ และอื่นๆ ตามเทรนด์โลก “ชวลิต ทิพพาวนิช “ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC กล่าวว่า ในปีที่แล้วธุรกิจปิโตรเคมีทำกำไรดีเป็นพิเศษ แต่ปีนี้กลับกัน ธุรกิจน้ำมันทำกำไรมากกว่า สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนปิโตรเคมีสูงขึ้นตาม รวมทั้งมีกำลังการผลิตใหม่จากจีนและมาเลเซียเข้าสู่ตลาด ทำให้กระทบต่อราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี แต่เชื่อว่าถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว เพราะหากราคาปิโตรเคมีต่ำกว่านี้จะทำให้โรงปิโตรเคมีต้องลดกำลังการผลิตลงหรือหยุดผลิตไปเลย

ด้านราคาพลังงานในช่วงปลายปีนี้คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว ทำให้กำลังการผลิตปิโตรเคมีบางส่วนอาจหายไปจากตลาด โดยโรงปิโตรเคมีของบริษัทไม่ได้ปรับลดกำลังการผลิตลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ในต้นเดือนตุลาคมนี้บริษัทมีแผนการปิดซ่อมโรงกลั่นน้ำมันเป็นเวลา 20 วัน ทำให้กำลังการกลั่นปรับลดลงบ้าง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังมีความผันผวนทำให้ค่าการกลั่นในครึ่งหลังปี 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 20-22 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นผลประกอบการในครึ่งหลังปี 2565 คาดว่าต่ำกว่าครึ่งปีแรก รวมทั้งไตรมาส 3 นี้จะไม่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันด้วย

ส่วนปี 2566 เราคาดหวังว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีน่าจะดีกว่าปีนี้ จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและจีนเปิดประเทศได้ทำให้เกิดความต้องการใช้ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ส่วนราคาน้ำมันดิบน่าจะอ่อนตัวลงมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมหรือต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนปิโตรเคมีปรับลดลงมา

นอกจากนี้ เราพร้อมรับมือต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสีเขียวเพื่อร่วมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก บริษัทจึงมุ่งเน้นการผลิตเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษต่อยอดในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อุปกรณ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์และอื่นๆ ตามเทรนด์โลก ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Acetylene Black for Li-ion Battery วัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ (Li-ion battery) สำหรับรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) คาดว่าจะพร้อมดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2570, โครงการขยายกำลังการผลิต ABS เน้นเจาะตลาดกลุ่มอีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งวิจัยและพัฒนาเม็ดพลาสติกพีพีคอมพาวด์ให้มีคุณสมบัติในการใช้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีวีด้วย รวมทั้งการลงทุนโครงการใหม่หรือการทำ M&A จะคำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับผลตอบการลงทุนด้วย


PTTGC ตุนเงินสดรับมือ ศก.ถดถอย

คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) (PTTGC) กล่าวว่าบริษัทได้เตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตมีการเตรียมการบริหารจัดการเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน ปรับลดงบลงทุนเพื่อถนอมเงินสดและหาเงินทุนโดยออกหุ้นกู้ ขณะเดียวกันก็อาจเป็นโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม

ทั้งนี้ บริษัทได้วางกลยุทธ์ 3 Steps ประกอบด้วย 1. Step Change: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง 2. Step Out: แสวงหาโอกาสใหม่ มุ่งเน้นการเติบโตและการลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจที่เป็น High Value และ Low Carbon รวมถึงสร้างการเติบโตในต่างประเทศ ล่าสุดเข้าไปลงทุนใน allnex และ 3. Step Up: มุ่งเน้นการบูรณาการความยั่งยืนเข้ามาในทุกส่วนของธุรกิจ

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในครึ่งหลังปี 2565 ได้รับผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวไปบ้าง ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงจากตลาดโลกส่งผลกระทบต่อมาร์จิ้น ไม่ว่าจะเป็นความกังวลจากการที่เศรษฐกิจโลกถดถอย ราคาพลังงานที่ผันผวน และจีนยังไม่เปิดประเทศ โดยราคาพลังงานที่สูงทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งสายธุรกิจโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ยังอยู่ในระดับสูง คาดว่าทั้งปี 2565 บริษัทมีรายได้รวมโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 8% เนื่องจากรับรู้รายได้จาก allnex และมาร์จิ้นโรงกลั่นอยู่ในระดับที่ดี แม้ว่าครึ่งหลังปีนี้อาจจะอ่อนตัวลงบ้าง จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงมา

ส่วนความคืบหน้าแผนการลงทุนในสหรัฐฯ นั้น PTTGC อยู่ระหว่างการหาพันธมิตรร่วมทุนเพื่อเดินหน้าโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ที่รัฐโอไฮโอต่อไป โดยยอมรับว่าการตัดสินลงทุนในโครงการนี้ต้องพิจารณารอบคอบเพราะเป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูงมาก ทำให้โครงการนี้ยืดเยื้อมานานหลายปี แม้ว่าเป็นโครงการที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบ


ระหว่างนี้ PTTGC มองหาโอกาสแสวงหาโอกาสในการลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจรีไซเคิล ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคาดว่าภายในต้นปี 2566 จะเห็นความชัดเจนขึ้น

เมื่อภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมรับมือภาวะเศรษฐกิจถดถอย อัดกระสุนสภาพคล่องเต็มกระเป๋า ภายใต้วิกฤตย่อมเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่มีความพร้อม ดังนั้นในช่วงนี้อาจเป็นจังหวะในการลงทุนทำ M&A เพื่อขยายธุรกิจสู่เป้าหมายที่วางไว้


กำลังโหลดความคิดเห็น