“พาณิชย์” เผยเงินเฟ้อเดือน เม.ย.เพิ่ม 1.23% เหตุเนื้อหมูแพงขึ้นเกือบทั้งประเทศ ผักสดราคาขึ้นจากภัยแล้ง พลังงานขยับ รวมถึงค่ารถโดยสารสาธารณะและค่าเช่าบ้าน คาดเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามกำลังซื้อ พร้อมจับตาปัญหาภัยแล้ง ราคาน้ำมัน และการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน
น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน เม.ย. 2562 เท่ากับ 102.82 เพิ่มขึ้น 0.44% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2562 และเพิ่มขึ้น 1.23% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2561 ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเดือน มี.ค. 2562 ที่เพิ่มขึ้น 1.24% ส่วนเงินเฟ้อรวม 4 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้น 0.86%
“เงินเฟ้อเดือน เม.ย.ที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากการสูงขึ้นของสินค้ากลุ่มอาหาร โดยเฉพาะอาหารสด เพิ่ม 3.30% เนื้อหมู ราคาเพิ่มขึ้นเกือบทั้งประเทศ รวมถึงเป็ด ไก่ ส่วนผักสดเพิ่ม 12.74% จากอากาศร้อน ผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลง โดยที่ขึ้นมากๆ อย่างต้นหอม เพิ่ม 70% มะนาว 29% และยังมีพริกสด ถั่วฝักยาว ผักชี ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร พลังงานเพิ่ม 2.33% สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ค่าเช่าบ้านขึ้นมา 2-3 เดือนแล้ว ค่าโดยสารรถสาธารณะก็เพิ่ม” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักสินค้ากลุ่มอาหารและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.06% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2562 และเพิ่มขึ้น 0.61% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2561 และเฉลี่ย 4 เดือน เพิ่มขึ้น 0.62%
ส่วนความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการในเดือน เม.ย. 2562 พบว่ามีราคาสูงขึ้น 243 รายการ เช่น เนื้อสุกร ข้าวสารเจ้า ข้าวราดแกง อาหารเช้า กับข้าวสำเร็จรูป แก๊สโซฮอล์ 91, 95 ค่าเช่าบ้าน และค่ากระแสไฟฟ้า ไม่เปลี่ยนแปลง 84 รายการ และลดลง 95 รายการ เช่น กระเทียม เงาะ ส้มเขียวหวาน ลองกอง กล้วยน้ำว้า องุ่น กุ้งขาว น้ำยาปรับผ้านุ่ม และแป้งทาผิวกาย
อย่างไรก็ตาม สนค.คาดว่าแนวโน้มเงินเฟ้อจะยังคงเพิ่มขึ้นจากการบริโภคที่สูงขึ้น แม้ว่ารายได้ภาคเกษตรจะลดลง แต่ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล โดยต้องจับตาปัญหาภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ากลุ่มอาหารที่จะขึ้นๆ ลงๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ส่วนปัจจัยราคาน้ำมัน มองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนัก เพราะในไตรมาสที่ 2-4 ของปีที่แล้วราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ฐานปีก่อนสูง การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในปีนี้จึงไม่น่าจะขึ้นมาก โดยคาดว่าอัตราเฉลี่ยของน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่การปรับขึ้นค่าแรงยังประเมินผลต่อเงินเฟ้อไม่ได้เพราะยังไม่ขึ้น ต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้างก่อน แต่เห็นว่าควรจะมีการปรับขึ้นค่าแรง แต่ไม่ควรจะเท่ากันทั้งประเทศ


