"พาณิชย์"ส่งหนังสือแจงศาลปกครองแล้ว หลังสมาคมโรงพยาบาลเอกชนฟ้องร้องคุ้มครองชั่วคราวคำสั่ง กกร. ที่ขึ้นบัญชีควบคุมยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เผยหลังจากนี้รอศาลตัดสิน ผลออกมายังไงพร้อมทำตาม มั่นใจหนังสือชี้แจง เคลียร์ทุกข้อกล่าวหา เหตุทำเพื่อประโยชน์ประชาชน พร้อมส่งข้อมูลราคายาให้ศาลพิจารณาด้วย หลังพบโรงพยาบาลหลายแห่งคิดค่ายาชนิดเดียวกันต่างกันหลายเท่าตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2562 กรมการค้าภายในได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังศาลปกครอง ภายหลังสมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และกกร.ได้มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2562 และศาลได้แจ้งมายังกระทรวงพาณิชย์ให้ทำหนังสือชี้แจงภายใน 15 วัน โดยไม่ต้องไปชี้แจงต่อศาลด้วยตัวเอง โดยหลังจากนี้ ต้องรอให้ศาลพิจารณาและตัดสินก่อน ซึ่งไม่ว่าในที่สุดแล้ว ศาลจะตัดสินอย่างไร กระทรวงพาณิชย์พร้อมดำเนินการตาม
สำหรับหนังสือชี้แจงดังกล่าว เป็นการชี้แจงถึงสาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเสนอให้ กกร. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่าโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งคิดค่ายาและค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง จนประชาชนได้รับความเดือดร้อน
ทั้งนี้ ยังชี้แจงอีกว่า ก่อนที่จะเสนอให้ กกร. และ ครม. อนุมัติให้เป็นสินค้าควบคุม กระทรวงฯ ได้หารือ และขอความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับการประกอบธุรกิจประกันภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งประกาศ กกร. ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชน แต่ครอบคลุมถึงสถานพยาบาลทุกแห่ง ทั้งของรัฐ และเอกชน ไม่ได้เลือกปฏิบัติ
ส่วนการขอข้อมูลราคาซื้อขาย ราคานำเข้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชน เพื่อนำมาศึกษาโครงสร้างต้นทุนราคา เพื่อให้รู้ว่าโรงพยาบาลคิดราคาสูงเกินจริงอย่างที่ผู้บริโภคร้องเรียนหรือไม่ ก่อนที่จะหามาตรการกำกับดูแลต่อไป ซึ่งต้องเป็นมาตรการที่โปร่งใส เป็นธรรม และทุกฝ่ายเห็นชอบ โดยยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ กระทรวงฯ ยังไม่ได้ควบคุมราคาขาย และจะไม่มีมาตรการควบคุมราคาขายแน่นอน
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้ส่งข้อมูลราคาซื้อขายและนำเข้า ที่ได้จากการสอบถามโรงพยาบาเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และร้านขายยารายใหญ่ ไปให้ศาลพิจารณาด้วย ซึ่งจากราคาดังกล่าว ได้วิเคราะห์แล้วพบว่าโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง คิดราคายาชนิดเดียวกันแตกต่างกันมาก โดยบางแห่งคิดราคาขายโดยบวกเพิ่มจากราคาต้นทุนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่บางแห่งบวกเพิ่มสูงถึง 200-300% เมื่อสอบถามโรงพยาบาลถึงสาเหตุที่คิดราคาสูงเกินจริง บางแห่งตอบไม่ได้ แต่บางแห่งบอกว่า จะนำรายได้ไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งกระทรวงฯ มองว่า ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือค่าใช้จ่ายจากการลงทุนมาบวกเพิ่มในราคายา เพราะไม่เป็นธรรมกับประชาชน


