“พีทีที โกลบอล เคมิคอล” แจงสาเหตุกรณีเหตุสารไซลีนรั่วไหลจากบริเวณกระจกช่องมองของไหลระหว่างระบายของเหลวจากหอกลั่นไปยังถังใต้ดิน โดยทันทีที่ระงับเหตุได้เร่งตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยันสารไซลีนไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป็นสารก่อมะเร็ง
รายงานข่าวจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) แจ้งว่า ตามที่เกิดเหตุสารไซลีนรั่วไหลของโรงอะโรเมติกส์ 2 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 5 จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 เวลา 12.39 น. บริษัทฯ ขอสรุปสถานการณ์ล่าสุดซึ่งบริษัทได้เข้าควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ดังนี้
บริษัทฯ ขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอชี้แจงว่า สาเหตุเกิดจากการรั่วไหลบริเวณกระจกช่องมองของไหล (Flow Sight Glass) ระหว่างการระบายของเหลวจากหอกลั่นไปยังถังพักใต้ดินซึ่งเป็นระบบปิด และเป็นกระบวนการตรวจสอบการไหลของของเหลวบริเวณด้านข้างหอกลั่นภายในโรงงานอะโรเมติกส์ โดยทีมระงับเหตุได้ดำเนินการปิดวาล์วของท่อส่งสารไซลีนเพื่อหยุดการรั่วไหล และเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของสารออกไปภายนอกโรงงาน และใช้น้ำดับเพลิงฉีดเป็นละอองน้ำเพื่อไม่ให้แพร่กระจายไปในอากาศ
หลังเกิดเหตุ บริษัทฯ ได้แจ้งหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามแนวทางปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ศูนย์สื่อสารนิคมอุตสาหกรรม RIL กนอ.มาบตาพุด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยอง และเทศบาลเมืองมาบตาพุด
ด้านผลการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมโดยทีมสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจสอบรอบโรงงาน โดยผลการตรวจวัดค่า VOCs หรือสารอินทรีย์ระเหยง่าย ทั้ง 12 จุด อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยหลังเกิดเหตุบริษัทได้ทำความสะอาดพื้นที่กระบวนการผลิต ตรวจสอบอุปกรณ์กระจกช่องมองของไหล และนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุ รวมถึงลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบโรงงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทีมชุมชนสัมพันธ์ลงพบปะชุมชนพื้นที่โดยรอบนิคม RIL อย่างต่อเนื่อง
สารไซลีนที่รั่วไหลจากเหตุการณ์นี้ อ้างอิงจากข้อมูลขององค์กรนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ACGIH) องค์กรอนามัยโลก (WHO) และศูนย์รักษาพิษสารเคมีอันตราย ภาคตะวันออก โรงพยาบาลระยอง ทั้งนี้ สารไซลีนเป็นสารอินทรีย์กลุ่มอะโรเมติกส์ มีสถานะเป็นของเหลว ไม่มีสี น้ำหนักเบากว่าน้ำ ระเหยง่าย ได้จากการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หากสูดดมเข้าไปอาจก่อให้เกิดความรำคาญและระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ไม่จัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็ง


