xs
xsm
sm
md
lg

TPBI จ่อเซ็นสัญญาซื้อธุรกิจ รง.ในพม่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ทีพีบีไอจ่อเซ็นซื้อธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่พม่า วงเงิน 100 ล้านบาท โดยบริษัทถือหุ้นใหญ่ 60-70% ก่อนวางแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเพื่อใช้เป็นฐานการส่งออก

นายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ TPBI เปิดเผยว่า บริษัทฯ จะเข้าไปซื้อธุรกิจบริษัท Myanmar Star Group ที่ดำเนินธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกในประเทศพม่า คิดเป็นวงเงิน 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 100 ล้านบาท คาดว่าจะลงนามสัญญาได้ในเดือน ก.ค.นี้ โดยบริษัทจะถือหุ้นใหญ่ 60-70% ที่เหลืออีก 30-40% เป็นผู้ถือหุ้นเดิม

ปัจจุบัน Myanmar Star Group มีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก 300 ตัน/เดือน ซึ่งการเข้าไปถือหุ้นใหญ่เบื้องต้นจะเข้าไปบริหารและปรับไลน์การผลิตให้เดินเครื่องเต็มที่ทั้งถุงหูหิ้ว และถุงขยะ หลังจากนั้นมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1 พันตัน/เดือนในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นฐานส่งออกไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

นอกจากนี้ บริษัทยังพิจารณาที่จะซื้อกิจการ (M&A) เพิ่มเติมในบางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงงานผลิตถุงซิปล็อก และอื่นๆ โดยเน้นบรรจุภัณฑ์ประเภทมูลค่าเพิ่ม (HVA) โดยปีนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลุ่ม General Product ให้สอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดที่ให้ความสำคัญด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยหันไปผลิตถุงขยะ และบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

นายกมล บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทวางงบลงทุนไว้ 500 ล้านบาท เพื่อลงทุนขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กลุ่ม Multilayer Film เพิ่มอีก 2.5 พันตัน/ปี จากเดิมผลิตอยู่ 9 พันตัน/ปี และขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) อีก 100 ล้านเมตร/ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2561 (ยังไม่รวมการซื้อธุรกิจโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกในพม่า)

สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนที่มีรายได้รวม 5.02 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 393 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้ได้รับผลกระทบจากกรณีที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วแบบบางแล้ว และการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงฉุดค่าเงินยูโรอ่อนลงตาม ทำให้ลูกค้าอังกฤษลดการนำเข้าแต่หันไปซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกในกลุ่มประเทศอียูแทน และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้มาร์จิ้นลดลง