หากจะพูดถึงธุรกิจการขายสินค้าและบริการแล้ว บุคคลที่เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เห็นจะเป็น “ลูกค้า” หรือ “ผู้บริโภค” ดังนั้น พฤติกรรมของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องศึกษาเพื่อนำปรับปรุงสินค้าและบริการของตนให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้ซื้อ นอกจากนั้น การแสวงหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มิอาจปฏิเสธได้
ชายรักชายตลาดใหญ่-กำลังซื้อสูง
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีผู้ที่เป็น “ชายรักชาย” เพิ่มมากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง คือ คนกลุ่มนี้กล้าที่จะยอมรับ และเปิดเผยตัวตนต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งในเชิงกลยุทธ์แล้วตรงนี้นับเป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง มีรสนิยมดี และกล้าที่จะใช้สินค้าราคาแพง เนื่องจากพวกเขาไม่มีภาระรับผิดชอบเรื่องครอบครัว จึงสามารถจับจ่ายใช้สอยเพื่อตอบสนองความการของตนเองได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มซึ่งรักที่จะดูแลตัวเอง ทั้งในเรื่องรูปร่างหน้าตาและการแต่งตัว มีความชื่นชอบศิลปะ และชอบสังสรรค์มากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน ขณะที่กลุ่มชายแท้นั้น หากมีครอบครัวก็จำเป็นต้องแบ่งเวลาและเงินทองไปใช้ในการดูแลครอบครัว ทำให้กำลังซื้อลดลง
ผู้ประกอบการที่เล็งเห็นช่องว่างทางการตลาดและหันมาจับลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีไม่มากนัก เนื่องจากกลัวกระแสสังคม ซึ่งบางส่วนยังมองคนกลุ่มนี้ในแง่ลบ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเกรงผลกระทบที่จะมีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ทำให้สูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น การจะออกสินค้าที่มุ่งเจาะกลุ่มชายรักชายนั้น ข้อสำคัญผู้ประกอบการต้องขจัดอคติทางเพศออกไปก่อน อีกทั้งคนในองค์กรต้องมองไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความจริงใจ และต้องตีโจทย์ให้แตกว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการอะไร สินค้าแบบไหนที่ตรงใจเขา
วิทยา แสงอรุณ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ซึ่งเขียนประจำในนิตยสารหลายฉบับ ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเกย์ และการเจาะตลาดสินค้าเกย์ ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างสนใจ ว่า
“การที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเปิดตัวว่าจะเข้าจับตลาดกลุ่มนี้ อาจเป็นเพราะยังมีความสับสนระหว่างอคติทางเพศกับพฤติกรรมของผู้บริโภค จริงๆ แล้วเจ้าของผลิตภัณฑ์ควรจะมองพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลัก เช่น พฤติกรรมการใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ของเขา ไม่ใช่มองพฤติกรรมบนเตียงของเขา อย่างเราจะขายของให้ผู้ชาย-ผู้หญิงนี่เราก็ไม่ได้มองว่ารสนิยมทางเพศเขาเป็นอย่างไร กลุ่มชายรักชายจะชอบสินค้าที่ทันสมัย ดีไซน์สวย ดูมีรสนิยม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สินค้าควรเข้าไปจับ ประเด็นสำคัญ คือ ผู้ผลิตกลัวเกินไป ทั้งที่ปัจจุบันนี้คนยอมรับเกย์มากขึ้น ขณะที่กลุ่มชายรักชายก็ไม่ได้รู้สึกกังวลกับสิ่งที่ตัวเองเป็น และเขาก็รอสินค้าที่จะตอบสนองความต้องการของเขา
จริงๆ แล้ว มันมีดีมานด์อยู่มากพอสมควรแต่ยังไม่มีใครเข้าไปตอบโจทย์ตรงนี้ ยังกล้าๆ กลัวๆ กันอยู่ ผู้ผลิตมักกลัวว่าคนทั่วไปจะมองว่าสินค้าของเขาเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มเกินไป การเข้ามาจับลูกค้ากลุ่มชายรักชายจึงเป็นไปแบบลับๆ ล่อๆ ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้มองว่าผู้ผลิตไปไม่จริงใจที่จะผลิตสินค้าเพื่อขายพวกเขาโดยตรง แต่เห็นพวกเขาเป็นเพียง second class ลูกค้าจึงไม่มี brand loyalty หรือความจงรักดีต่อสินค้า ดังนั้น ถ้าผู้ประกอบการมองข้ามอคติทางเพศซึ่งเป็นมายาคติไปได้คุณจะพบว่ายังมีตลาดขนาดใหญ่รออยู่”
จากการสำรวจในประเทศต่างๆ พบว่า ผู้ชาย 100 คน จะมีผู้ที่เป็นเกย์โดยเฉลี่ย 15 คน ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรประมาณ 63 ล้านคน เป็นผู้ชายประมาณ 31 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (มีกำลังซื้อ) ประมาณ 16 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นเกย์ถึง 2.4 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร อีกทั้งจากผลการวิจัยด้านการตลาด ยังพบว่า กลุ่มชายรักชายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการจับจ่ายสูง โดยเฉพาะสินค้าหมวดแฟชั่น บันเทิง ดังนั้น การทำตลาดแบบ Niche Market เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้จึงน่าสนใจยิ่ง เพราะจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้ใดยึดครอง
เครื่องสำอางเริ่มเจาะกลุ่มเกย์
สินค้ารายแรกๆ ที่เข้ามาจับตลาดกลุ่มเกย์ในไทยเห็นจะได้แก่สินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ โดยมักจะวางคอนเซ็ปว่าเป็นสินค้าเพื่อกลุ่ม “เมโทรเซ็กชวล” หรือผู้ชายที่ดูแลตัวเองและให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตา ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งของผู้ชายกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มเกย์ ยี่ห้อที่ติดตลาดก็เห็นจะเป็น แบรนด์ฟอร์เมน และนีเวียฟอร์เมน ซึ่งออกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชาย อาทิ โรลออนระงับกลิ่นกาย โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว ไวท์เทนนิง มาจำหน่ายและมีกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระแสที่มาแรงเช่นนี้ทำให้แม้แตห้างสรรพสินค้าสุดหรูอย่าง “เซน” เต็มใจที่จะจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งของชั้น 4 ให้เป็นโซนแผนกเครื่องสำอางผู้ชายโดยเฉพาะ
“ผู้ผลิตทราบดีว่าปัจจุบันมีผู้ชายที่เป็นเมโทรเซ็กชวล หรือผู้ชายสำอาง ชอบแต่งตัวมากขึ้น ซึ่งในจำนวนที่เป็นเมโทรเซ็กชวลนั้น มีผู้ชายที่เป็นเกย์อยู่มากกว่า 50% แต่สินค้าพวกนี้จะไม่พูดตรงๆ ว่า ผลิตสินค้ามาเพื่อคนกลุ่มนี้ เพราะเขายังยึดติดอยู่ในโลกใบเก่าเพราะสินค้าประเภทเดียวกันซึ่งจำหน่ายในต่างประเทศ อย่าง เบอร์เช่ กาบาน่า เขาจับทั้งกลุ่มเมโทรเซ็กชวลและกลุ่มเกย์ โดยแยกทั้ง 2 กลุ่มออกจากกันอย่างชัดเจน โดยไม่กลัวว่าจะเสียภาพลักษณ์เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อไรที่กลุ่มชายรักชายซื้อสินค้าของเขาไปใช้และสินค้าติดตลาด ยอดขายเขาจะไปไกลมากเพราะกลุ่มเกย์เป็นกลุ่มที่มีรสนิยมดีซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เขาดูดีไปด้วย แต่ในเมืองไทยความรู้สึกแบบนี้มันยังไม่เกิด เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ อย่างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผู้ชายเราก็เพิ่งจะมีเมื่อ 2-3 ปีมานี้เอง ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็จะเริ่มมีสินค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น” วิทยา กล่าว
J.PRESS ส่ง G-MATE จับตลาดเสื้อผ้าเกย์
สำหรับสินค้าประเภทเสื้อผ้าของกลุ่มชายรักชายนั้นแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีให้เลือกมากมายโดยแหล่งจำหน่ายก็มีทั้งย่านชายรักชายแถวสีลมซอย 2 และแหล่งช็อปปิ้งของวัยรุ่นย่างสยามและจตุจักร แต่ก็เป็นไปในลักษณะของกิจการร้านตัดเสื้อที่ตัดและขายเฉพาะภายในร้าน ส่วนเสื้อผ้าแบรนด์เนมของกลุ่มนี้ก็ล้วนเป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ล่าสุด บริษัท เจ.พี นิ้ตติ้ง จำกัด (ผู้ผลิตชุดชั้นใน J. PREES) เป็นผู้ผลิตสายเลือดไทยรายแรกที่กล้าประกาศว่า 'G-MATE' เสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่เขาลอนช์ออกมานั้นเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อกลุ่มเกย์โดยเฉพาะ
สุกัญญา เปรมสุมณี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจ.พี นิ้ตติ้ง จำกัด กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ามาจับตลาดเสื้อผ้าเกย์ ว่า เนื่องจากทางบริษัท เจ.พี.มีศักยภาพด้านการผลิตเสื้อผ้าอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมานอกจากจะผลิตชุดชั้นใน เจ.เพรส แล้ว บริษัทยังรับจ้างผลิตเสื้อผ้าและชุดชั้นในแบรนด์ดังของต่างประเทศอีกหลายยี่ห้อ จึงคิดที่จะขยายไลน์มาผลิตเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษ โดยมองหาช่องว่างทางการตลาดที่ผู้ผลิตรายอื่นยังเข้าไม่ถึง ซึ่งก็พบว่าเสื้อผ้าสำหรับกลุ่มชายรักชายนั้นเป็นตลาดที่น่าสนใจและยังไม่มีแบรนด์ไทยรายใดเข้ามาทำตลาด
" การที่เราทำ G-MATE ออกมาขาย มันเหมือนกับเราไปเติมเต็มช่องว่างที่ลูกค้าต้องการแต่ยังไม่มีสินค้าไปตอบสนองเขา ตอนนี้ถ้าถามว่ามีแบรนด์ไทยรายไหนผลิตเสื้อผ้ามาเพื่อคนกลุ่มนี้ไหม ก็มีนะ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าที่ผลิตมาสำหรับผู้ชาย คือเขาผลิตเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย แล้วก็มีสินค้าส่วนหนึ่งที่ดีไซน์มาสำหรับกลุ่มเกย์ เป็นไปแบบแอบๆขาย คือไม่ได้บอกว่าเซ็ตนี้เป็นเสื้อผ้าเกย์ ส่วนที่เปิดตัวชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าเกย์นั้นจะเป็นแบรนด์จากต่างประเทศ
สินค้าของเราจับกลุ่มเมโทรเซ็กชวลและโฮโมเซ็กชวล Metrosexual โดยมีทั้งเสื้อยืด เสื้อกล้าม กางเกงชั้นใน และบ็อกเซอร์ ซึ่งจะแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) เบสิก เป็นแบบเรียบๆ คัตติ้งเนี้ยบ เรียบหรู ส่วนสีจะเน้นขาวและดำ 2) คลาสสิก กลุ่มนี้สีสันจะสดใส เป็นลวดลายดอกไม้สีสดๆ ลายพรางแบบชุดทหาร แต่เป็นสีส้ม น้ำเงิน ฟ้า สีเขียวตองอ่อน เหมาะกับคนที่ชอบแฟชั่นและกล้าที่จะแตกต่าง และ 3) สตรอง เป็นชุดชั้นในสไตล์แรงๆ อย่างจีสตริง วายสตริง (เนื้อผ้าน้อยกว่า เส้นสายต่างๆเล็กกว่าจีสตริง) หรือใช้ผ้าตาข่าย "
ทั้งนี้ ปัจจุบันร้าน G-MATE ยังมีเพียงสาขาเดียวคือที่ชั้น 3 อาคาร J-City ติดกับ BTS ศาลาแดง แต่ขณะนี้กำลังเร่งขยายตลาด โดยกำลังเจรจากับห้างสรรพสินค้าต่างๆเพื่อนำสินค้าไปวางจำหน่าย โดยจะมุ่งไปที่แหล่งแฟชั่นชั้นนำต่างๆ
ห้างดังจัดพื้นที่ขายสินค้ากลุ่มเกย์
นอกจากสินค้านานาชนิดแล้ว ศูนย์การค้าบางแห่งก็เริ่มตื่นตัวและหันมาจับลูกค้ากลุ่มชายรักชายเช่นกัน ซึ่งห้างสรรพสินค้ารายแรกและรายเดียวที่เปิดตัวว่าพร้อมต้อนรับลูกค้ากลุ่มนี้ พร้อมทั้งจัดพื้นที่สำหรับขายสินค้าเพื่อชายรักชายไว้โดยเฉพาะ ก็คือ'ห้างสรรพสินค้าเซน' โดยเซนตั้งเป้าหมายทางการตลาดว่านอกจากลูกค้าหญิงชายทั่วๆไปแล้วเซนต้องการครองใจกลุ่มคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายสำอางอย่าง Metrosexual ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง หรือหากจะพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือแท้จริงแล้วเซนต้องการเจาะกลุ่ม Ultral Sexual หรือ Gay Power นั่นเอง เพราะแม้พวกเขาจะไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดแต่ก็มีสัดส่วนถึง 20% (ลูกค้าผู้หญิง 50% , ผู้ชาย 30% ) และหากสามารถซื้อใจพวกเขาได้เขาก็จะเป็นลูกค้าที่มี Brand Loyalty สูงมากเลยทีเดียว
อลัน นามชัยศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล ซึ่งนั่งควบตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ห้างสรรพสินค้าเซน กล่าวถึงแนวคิดในการทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้ ว่า
" ลูกค้าของเราไม่ได้มีเฉพาะผู้หญิงกับผู้ชายเท่านั้น ทุกวันนี้เราขายของให้เกย์กรุ๊ปเยอะมาก เพราะพวกนี้มีรสนิยมดี ให้ความสำคัญกับการแต่งตัว กล้าแสดงออก และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งเราไม่ได้มุ่งไปที่ความเป็นเกย์นะ แต่มองที่ไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตของเขามากกว่า คือเราต้องรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร พูดภาษาอะไร และปรับตัวให้พูดภาษาเดียวกับลูกค้าให้ได้ เพื่อให้รู้ถึงความต้องการและรู้ทันความคิดของเขา
โดยเซนมีคอนเซ็ปว่า 'Peace of Mind...Art of Live : ศิลปะการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าอย่างมีความสุข' ด้วย Variety of Brand ที่ประกอบด้วยสินค้าแบรนด์ใหม่กว่า 60 แบรนด์ ผมและทีมงานบินไปทั่วโลกเพื่อเลือกสินค้าที่จะนำมาวางที่ขายเซน ไปหมดทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา ได้ของเปรี้ยวๆมาทั้งนั้น มียีนส์ฮิปๆของ Citizen of Humanity แอสเซสเซอรี่เปรี้ยวๆของผู้ชายก็มี Juicy Couture ซึ่งฮิตมากในหมู่ไฮโซเมืองนอก"
ภาพยนตร์เกย์มาแรง
ภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายก็นับเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจเนื่องจากที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ปัจจุบันจึงมีภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่ฉายตามโรงภาพยนตร์และวีซีดี , ดีวีดี หรือที่เรียกว่าหนังแผ่น มีทั้งภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือภาพยนตร์ไต้หวัน โดยเนื้อหามักมุ่งเน้นไปที่ความรักที่สวยงามและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
" จะเห็นได้ว่าภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายที่มีการส่งเสริมภาพลักษณ์ในแง่บวกมักจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนกลุ่มนี้ อย่างปี 2005 ที่ผ่านมาหนังที่สามารถเปลี่ยนแปลงวงการภาพยนตร์ในบ้านเราก็คือภาพยนตร์เรื่อง FORMULA 17 เป็นภาพยนตร์ไต้หวัน แนวโรแมนติก คอมเมดี้ ซึ่งมาฉายที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ ดรามา ซึ่งเขาเอาเข้ามาฉายเพราะเป็นหนังที่ได้รับรางวัล เป็นหนังที่มีคุณภาพ แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มชายรักชายไปดูกันเยอะมากจนหนังขึ้นอันดับหนึ่งและทำรายได้สูงสุดของเฮาส์ ดรามา คือตั้งแต่เฮาส์ฯเปิดมาไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่ทำรายได้สูงเท่าเรื่องนี้ เต็มทุกรอบ แม้แต่รอบเที่ยงคืนซึ่งปกติไม่ค่อยมีคนดูเรื่องนี้กลับขายตั๋วหมดเกลี้ยง ทำให้เฮาส์ ดรามานำภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายเข้ามาฉายเป็นประจำทุกปี ทั้งจากอังกฤษ สเปน
นอกจากนั้นโรงภาพยนตร์ลิโด้ก็เป็นอีกเจ้าหนึ่งที่ฉายหนังเกี่ยวกับชายรักชายบ้างเหมือนกัน ซึ่งทำให้ตลาดเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น พอมีคนไปดูหนังเกย์มากขึ้นทำให้คนอื่นๆที่กล้าๆกลัวๆก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วนะ ออกมาเถอะ ไปดูกัน ต้องยอมรับว่าอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยทำความเข้าใจกับสังคมก็คือกลุ่มผู้หญิง ซึ่งบางคนจะมีเพื่อนเป็นเกย์เยอะ เขาจะมีความเข้าใจคนกลุ่มนี้ เวลามีเรื่องอะไรที่ต้องอธิบาย ผู้หญิงก็จะช่วยอธิบายให้" วิทยา กล่าว
อย่างไรก็ดี สำหรับภาพยนตร์แนวชายรักชายที่สร้างโดยคนไทยนั้นผู้สร้างยังกลัวกระแสสังคมที่มีอคติกับเกย์ จึงไม่กล้าพอที่จะให้ตัวละครเป็นชายรักชายที่มีชีวิตปกติทั่วไปในสังคมเพราะเกรงจะถูกโจมตีว่าสนับสนุนค่านิยมให้คนเป็นเกย์ ดังนั้นภาพยนตร์ส่วนใหญ่จึงมีเนื้อหาที่เน้นความตลกสนุกสนาน ตัวละครมักเป็นกระเทยแต่งหญิง หรือเกย์ที่มีบุคลิกตลก เช่นหนังที่สร้างฮือฮาและทำรายได้ถล่มทลายอย่าง 'สตรีเหล็ก' ภาค 1 และภาค 2 เรื่องราวของกลุ่มกระเทยที่มีใจรักในกีฬาวอลเลย์บอล ได้เข้าแข่งขันและฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถคว้ารางวัลระดับประเทศ
'พรางชมพู' เรื่องของกลุ่มกระเทยที่พลัดหลงเข้าไปในสรภูมิรบของชนกลุ่มน้อยบริเวณแนวชายแดน โดยมีนายทหารเข้าไปช่วยเหลือ เนื้อเรื่องสื่อให้เห็นถึงน้ำใจของกลุ่มกระเทยที่มีไม่แพ้ชายอกสามศอก จนสุดท้ายแม้แต่ทหารเดนตายที่เกลียดกระเทยเพราะผิดหวังที่มีลูกชายเป็นกระเทยก็เปิดใจยอมรับกระเทย 'แก๊งชะนีกับอีแอบ' เรื่องของสาวๆที่แวดล้อมไปด้วยกลุ่มชายรักชายจนต้องหาทางพิสูจน์ว่าคนที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยนั้นเป็นเกย์หรือเปล่า นอกจากนั้นยังมีภาพยนตร์ที่เพิ่งฉายไปได้ไม่นาน อย่าง 'หอแต๋วแตก' และ 'โกยเถอะเกย์' หนังผีแนวตลก ที่มีเกย์เป็นตัวเดินเรื่อง
ทั้งนี้ หนังรักซาบซึ้งซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของชายที่เป็นเกย์ก็พอมีให้เห็น ล่าสุดคือ 'Me...Myself ขอให้รักจงเจริญ' เรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวและชายหนุ่มซึ่งความจำเสื่อมจึงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นกระเทย แต่เมื่อความจริงปรากฏ ทั้งคู่จึงจำเป็นต้องเลือกระหว่างความรักและความเป็นจริงในสังคม ด้วยพร็อตเรื่องที่น่าสนใจทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และได้รับคำชมจากผู้ชมทั้งหญิง ชาย และกลุ่มชายที่ชอบชายด้วยกัน
อีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จจนสามารถคว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เมื่อปี 2004 ก็คือ 'สัตว์ประหลาด' เรื่องราวความรักระหว่างทหารเกณฑ์กับหนุ่มบ้นนอก ฝีมือสร้างของ 'เจ้ย'อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นอกจากนั้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อนมีภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายเรื่องหนึ่งซึ่งสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง 'เพลงสุดท้าย' เรื่องราวของนางโชว์สาวประเภทสองซึ่งเป็นดาวเด่นในคาบาเร่ต์ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อความรัก แต่สุดท้ายเลือกที่จะจบชีวิตลงเพราะผิดหวังในความรัก และมีผู้นำมาสร้างอีกครั้งในปี 2549 แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก
สำหรับภาพยนตร์ที่กล้าพอจะให้ตัวละครเป็นเกย์ที่ใช้ตามปกตินั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์วีซีดี (หนังแผ่น) ซึ่งเรื่องที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากเห็นจะเป็น 'เรนโบว์บอยส์' ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายวัยรุ่นเล่มดัง 'เรนโบว์บอยส์' ที่คว้ารางวัล American Library Association เรื่องราวความรักของวัยรุ่นสามคน มิตรภาพอันลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน ระหว่างเพื่อนนักเรียนเกย์สามคนในเมืองหลวง พวกเขาต้องการค้นหาความรู้สึกของตัวเองผ่านการเรียนรู้และต่อสู้กับความขัดแย้งภายในใจ ว่ากันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากชาวเกย์อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะผู้ที่เคยติดตามมาตั้งแต่ครั้งเป็นพ็อกเก็ตนี้ และแม้ซีดีเรื่องนี้จะวางตลาดมาตั้งแต่ปลายปี 2548 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังมีคนถามหาอยู่
ในเมื่อตลาดสินค้าเกย์มีความหลากหลายและทำรายได้ค่อนข้างสูง จึงยังไม่สายที่ผู้ประกอบการไทยจะหันมาทำความเข้าและให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้ก่อนที่จะถูกแย่งชิงพื้นที่จากนักธุรกิจข้ามชาติ
///////////////////////
เรื่อง - จินดาวรรณ สิ่งคงสิน


