How Chinese Analysts Interpret Trump’s 2025 National Security Strategy
By Yaqi Li
12/12/2025
พวกนักยุทธศาสตร์ชาวจีนไม่ได้กำลังเฉลิมฉลองการล่าถอยของอเมริกันแต่อย่างใด ตรงกันข้ามพวกเขากำลังตีความเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐฯฉบับใหม่ ในฐานะเป็นพิมพ์เขียวสำหรับการครองฐานะเป็นเจ้าใหญ่เหนือกว่าใครๆ ในโลกของสหรัฐฯ ที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น, มีราคาถูกลง, รวมทั้งเป็นไปได้ว่าจะเป็นภัยอันตรายเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ
ตอนที่คณะบริหารทรัมป์ เปิดตัวเผยแพร่เอกสาร “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy หรือ NSS) ประจำปี 2025 ของตน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดที่ควรจะเป็นนั้น พวกคอมเมนเตเตอร์นักวิจารณ์ออกความคิดเห็นผ่านสื่อทั้งหลายในวอชิงตัน พากันจับจ้องไม่วางตาในทันทีไปที่เนื้อหาของมันช่วงซึ่งระบุพูดถึงการที่สหรัฐฯกำลังหันเหให้ความสนใจกับ “ซีกโลกตะวันตกเป็นอันดับแรก” (Western Hemisphere first) ตลอดจนภาษาถ้อยคำอันดุเดือดรุนแรงที่เอกสารฉบับนี้ใช้ในการกล่าวถึงยุโรปซึ่งกำลังใกล้เต็มทีที่จะต้องเผชิญกับ “วิกฤตการณ์ทางอารยธรรม” (civilizational crisis)
(ซีกโลกตะวันตก Western Hemisphere คือ ครึ่งหนึ่งของโลกที่อยู่ทางตะวันตกของเส้นเมริเดียนแรก และทางตะวันออกของเส้นเมริเดียนที่ 180 องศา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเรียก ซีกโลกตะวันออก ในทางภูมิศาสตร์ คำว่าซีกโลกตะวันตกมักถูกใช้แทนคำว่าทวีปอเมริกา (ทั้งเหนือและใต้) หรือ “โลกใหม่” ถึงแม้ หากใช้ในความหมายที่เคร่งครัดแล้ว ซีกโลกตะวันตกในทางภูมิศาสตร์ ยังควรจะต้องครอบคลุมถึงหลายๆ ส่วนของทวีปอื่นๆ ด้วย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Western_Hemisphere)
ตลอดช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังจาก ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 ของสหรัฐฯฉบับนี้เผยแพร่ออกมา ทางพวกสถาบันด้านนโยบายของจีน และเหล่านักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของแดนมังกร ก็กำลังพินิจพิจารณาเอกสารความยาว 33 หน้าฉบับนี้อย่างละเอียดลออเช่นกัน และความคิดเห็นอย่างเป็นฉันทามติที่ปรากฏออกมาเป็นสิ่งที่น่าตะลึงทีเดียว พวกเขาไม่ได้กำลังอ่าน NSS 2025 ในฐานะที่มันเป็นหลักฐานยืนยันถึงความตกต่ำเสื่อมโทรมของสหรัฐฯ หรือการล่าถอยทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ตรงกันข้าม พวกเขามองมันว่าเป็นความพยายามอย่างมีอันตรายที่จะทำให้ฐานะความเป็นอันดับหนึ่งเหนือใครๆ ของสหรัฐฯ สามารถยั่งยืนต่อไปได้มากขึ้น
ขณะที่พวกสื่อมวลชนตะวันตกโฟกัสเน้นหนักอยู่ที่ภาษาโวหารแบบนักลัทธิวางตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว (isolationist) ของ NSS พวกนักวิเคราะห์ชาวจีนกลับกำลังจำแนกแยกแยะยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯนี้จากการมองผ่านเลนซ์ที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจนรวม 3 เลนส์ด้วยกัน ได้แก่ สำนักกลยุทธ์การพลิกฟื้นองค์กร (the Corporate Turnaround School), สำนักการฟื้นชีพในแบบของนิกสัน (the Nixonian Revival School), และสำนักนักสัจนิยมผู้ระแวงสงสัย (the Skeptical Realist School)
มองอเมริกาในฐานะเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประสบความยากลำบาก
สำนักกลยุทธ์การพลิกฟื้นองค์กร มีสมมุติฐานว่า เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ ในเชิงโครงสร้าง สหรัฐฯยังคงเป็นเจ้าผู้มีอำนาจครอบงำเหนือกว่าใครๆ ในโลก (hegemon) ทว่ากำลังประพฤติตนในลักษณะเหมือนกับกิจการธุรกิจที่ขยายตัวมากเกินไปจนตกอยู่ใต้แรงบีบคั้นทางการเงิน และกำลังหาทางเพื่อกำหนดจัดวางกิจการทั้งหลายที่ตนเองครอบครองอยู่เสียใหม่ให้เกิดความสมดุลยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่กำลังถอยหลังออกจากเกมการแข่งขันแล้ว ด้วยการตีความเช่นนี้ เอกสาร NSS จึงสามารถทำความเข้าใจได้อย่างดีที่สุดในฐานะที่เป็นการดำเนินการเพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายและการปรับเปลี่ยนจุดโฟกัสเสียใหม่ เป็นการปรับเปลี่ยนจากพวกพันธะกรณีด้านความมั่นคงที่กำลังก่อให้เกิดการขาดทุน มาสู่แนวทางการใช้ความพยายามทางเศรษฐกิจและทางเทคโนโลยีที่จะสามารถทำผลกำไรได้มากยิ่งขึ้น
การตีความกันใหม่โดยผ่านเลนส์ตัวนี้ที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด มาจากนักวิชาการอย่างเช่น เหม่ย หยาง (Mei Yang) และ ซุน เฉิงเฮ่า (Sun Chenghao) ซึ่งแจกแจงพูดถึงสหรัฐฯไม่ใช่ในฐานะเป็นจักรวรรดิผู้กำลังสู้รบเพื่อบรรลุภารกิจศักดิ์สิทธิ์ หากแต่เป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประสบความยากลำบาก เหม่ย ซึ่งเป็นนักวิจัยอยู่ที่สถาบันกิจการระหว่างประเทศ เฉียนไห่ (Qianhai Institute of International Affairs), มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) เปรียบเทียบสหรัฐฯตรงๆ ว่าเหมือนกับ “บริษัทที่มีอำนาจเหนือชาติ” (Super National Company) รายหนึ่ง ซึ่งเผชิญปัญหาหนักจากการขาดดุลใน 5 ด้านสำคัญๆ ตั้งแต่ ความตึงตัวทางการคลัง ไปจนถึงภาวะที่ภาคอุตสาหกรรมย้ายออกจนกลวงใน
ภายใต้กรอบการตีความเช่นนี้ ทรัมป์ถูกวาดภาพว่าเป็นซีอีโอผู้เด็ดขาดแข็งกร้าว ซึ่งกำลังผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างครั้งมโหฬาร เขากำลังตัดลดสิ่งที่เขามองเห็นว่าเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของยุโรปและพวกสงครามตะวันออกกลางที่กำลังประสบการขาดทุน ในเวลาเดียวกันก็กำลังโยกย้ายทรัพยากรต่างๆ ที่ลดน้อยลง มายัง “ธุรกิจแกนกลาง” (core business) ซึ่งก็คืออุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศและเทคโนโลยีก้าวหน้าล้ำยุค การใช้อุปมาอุปมัยแบบกิจการบริษัทเช่นนี้ ทำให้วาระของทรัมป์ ถูกวางกรอบให้พิจารณาในฐานะเป็นพวกลัทธิแก้ที่ทรยศแปรเปลี่ยนความคิดอุดมการณ์น้อยลง แต่เสนอให้มองมากขึ้นว่าเป็นเหมือนการคิดคำนวณเรื่องต้นทุน-ผลกำไรอย่างโหดๆ ไร้ความปรานี ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ของการถูกรับรู้เข้าใจว่ากำลังอยู่ในภาวะตกต่ำเสื่อมถอย
ซุน เฉิงเฮ่า นักวิจัยที่ศูนย์เพื่อความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (Center for International Security and Strategy หรือ CISS) แห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) , ปักกิ่ง ก็สนับสนุนทัศนะในแนวนี้ โดยชี้ว่า เกิด “การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์” (paradigm shift) จากยุคไบเดน ซึ่งเน้นหนักที่เครือข่ายกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯที่ยึดโยงกันด้วยค่านิยมต่างๆ ซึ่งมีร่วมกัน มาเป็นโมเดลแบบทรัมป์ที่ยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์และการต่อรองแลกเปลี่ยนกัน สำหรับพวกนักวิเคราะห์ในค่ายนี้แล้ว เอกสาร NSS ฉบับล่าสุด เป็นหลักหมายแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจาก “ความเป็นปรปักษ์ในเชิงระบบ” (systemic rivalry) มาเป็น “การแข่งขันทางเศรษฐกิจ” กล่าวคือ แรงบีบคั้นกดดันต่อจีนจะไม่ผ่อนคลายลง ทว่าการสู้รบขัดแย้งถูกวาดภาพเสียใหม่ให้กลายเป็นการพิพาททางธุรกิจที่มีเดิมพันสูงๆ แทนที่จะเป็นการประจันหน้าทางอุดมการณ์ถึงขั้นตัดสินการดำรงคงอยู่
การหยุดพักทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การล่าถอย
สำนักการฟื้นชีพในแบบของนิกสัน เริ่มต้นขึ้นมาด้วยสมมุติฐานที่ว่า เอกสาร NSS ฉบับล่าสุดนี้ เป็นสัญญาณของการหยุดพักทางยุทธศาสตร์อย่างผ่านการพิจารณาไตร่ตรอง ไม่ใช่เป็นเพียงการถอยร่นธรรมดาทั่วไป สหรัฐฯกำลังถอยหลังกลับออกมาจากส่วนที่อยู่รอบข้างซึ่งไม่ใช่แกนกลางเนื้อใน เพื่อถนอมกำลังความเข้มแข็งเอาไว้สำหรับการเผชิญหน้าในเวลาต่อไปข้างหน้า ที่จะขับดันโดยเทคโนโลยีและมีการเน้นความสนใจไปยังพื้นที่เฉพาะจุดกันมากยิ่งขึ้น หลักเหตุผลพื้นฐานของสำนักนี้สร้างขึ้นมาโดยผ่านการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เป็นการเชื่อมโยงความเคลื่อนไหวของทรัมป์ให้เข้ากับสมัยแห่งการปรับความคิดกันใหม่ครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1970 ของ ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯในสมัยนั้น
บางที การตีความซึ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุดของสำนักนี้ น่าจะมาจาก เมิ่ง เหวยซาน (Meng Weizhan) ที่เป็นนักวิจัยของสถาบันเพื่อการศึกษาชั้นสูงในด้านสังคมศาสตร์ (Institute for Advanced Studies in Social Sciences) แห่งมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (Fudan University) ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งได้นำเอายุทธศาสตร์ปี 2025 ของทรัมป์ มาเปรียบเทียบโดยตรงกับยุทธศาสตร์การหดตัวของ นิกสัน ในทัศนะของ เมิ่ง นั้น ทำนองเดียวกับที่ นิกสัน ดำเนินการคลายปมให้สหรัฐฯพาตัวเองหลุดออกมาจากเวียดนาม เพื่อสงวนรักษาความเข้มแข็งเอาไว้สำหรับการชิงชัยอย่างยืดเยื้อกับสหภาพโซเวียต ทรัมป์ก็กำลังดำเนินการหยุดพักทางยุทธศาสตร์ – เสมือนเป็นการนำเอาคำขวัญที่นิยมพูดกันแผ่นดินจีนยุคเติ้ง เสี่ยวผิง ที่ว่า taoguang yanghui (ซุ่มซ่อนขีดความสามารถของฝ่ายเรา อดทนรอคอยโอกาสที่เหมาะสม ) มาปรับใช้ในเวอร์ชั่นอเมริกัน
สำหรับ เมิ่ง และพวกนักวิเคราะห์คนอื่นๆ ในสำนักคิดนี้ พวกเขามองว่าสิ่งที่ดูเหมือนกับเป็น “การล่าถอย” ของสหรัฐฯนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นกับดัก ด้วยการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ กันเสียใหม่ โดยหันมาเน้นเรื่องการแก้ไขปรับปรุงภายใน และการหันมายอมรับแนวความคิดชนิดที่เรียกได้ว่าเป็น “ลัทธิแมคเคียเวลลีด้านเทคโนโลยี” (tech Machiavellianism) –นั่นคือมุ่งแสวงหาทางให้สหรัฐฯมีฐานะครอบงำในด้านเอไอ, การคำนวณเชิงควอนตัม, และพวก ฮาร์ด เทคโนโลยีส์ อื่นๆ (hard technologies เทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ มีลักษณะทางกายภาพชัดเจน) ขณะที่ไม่ให้ความใส่ใจอะไรมากกับการพัฒนาพวกที่มีลักษณะเป็นซอฟต์ เทคโนโลยี (soft technologies) มากกว่า อย่างเช่น การดูแลอภิบาลภูมิอากาศ – ซึ่งเมื่อดูกันอย่างผิวเผินแล้ว สหรัฐฯก็กำลังกระทำสิ่งที่ดูขัดแย้งกับหลักการทั่วไปที่เคยยึดถืออยู่ โดยเป็นการหยิบยืมบทเรียนมาจากคู่มือการพัฒนาตัวเองของประเทศจีน ซึ่งเน้นหนักว่าการดูแลอภิบาลด้านภายในให้ดี จะเป็นรากฐานของการมีฐานะอันเข้มแข็งต่อภายนอก
เมิ่ง เตือนว่า สหรัฐฯที่ประสบความสำเร็จในการจัดวางศูนย์กลางหลายๆ แห่งขึ้นมาใหม่และกำหนดจุดเน้นหนักต่างๆ ของตนเองเสียใหม่ โดยมุ่งอยู่ที่การฟื้นฟูภายในประเทศและฐานะความเหนือล้ำทางเทคโนโลยี จะสามารถทำให้สหรัฐฯกลายเป็นความท้าทายระยะยาวซึ่งน่าเกรงขามยิ่งกว่านักหนา เมื่อเทียบกับสภาพของการเป็นจักรวรรดิที่แผ่ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางเกินกำลัง จนกระทั่งอยู่ในอาการสุดเหยียด แต่ก็ยังคงพยายามที่จะควบคุมดูแลโลก อย่างในทุกวันนี้
เจ้าโลกแบบต้นทุนต่ำ และการแข่งขันแบบมีการควบคุม
สำนักนักสัจนิยมผู้ระแวงสงสัย มีการตีความที่แตกต่างออกไปเป็นตรงกันข้าม พวกเขามีสมมุติฐานว่าการวางตัวเป็นเจ้าที่มีฐานะครอบงำเหนือใครๆ ของสหรัฐฯนั้น ยังดำรงคงอยู่เป็นอย่างดีในเชิงโครงสร้างมิได้เกิดการบุบสลายใดๆ ขณะที่การเอ่ยปากพูดถึงเรื่องการดำเนินการด้วยความบันยะบันยังมากขึ้น หรือกระทั่งการถอนตัวลงจากเวทีนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพียงถ้อยคำโวหาร สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณากันคือรูปทรงทางทหารโดยรวม ตลอดจนการจับกลุ่มรวมตัวเป็นพันธมิตรกับประเทศอื่นๆ ของสหรัฐฯนั้น ยังดำรงคงอยู่อย่างต่อเนื่อง หลักเหตุผลพื้นฐานของสำนักนี้สร้างขึ้นมาจากการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่วอชิงตันพูดกับสิ่งที่วอชิงตันกระทำ ทั้งในเรื่องว่าด้วยการจัดวางกำลังทหาร, การป้องปราม, และการบริหารจัดการกิจการทางเศรษฐกิจ
พวกรุ่นใหญ่ระดับเฮฟวีเวตของประชาคมทางยุทธศาสตร์ของประเทศจีน อย่างเช่น จู เฟิง แห่งมหาวิทยาลัยหนานจิง (Nanjing University) และ พาน ซินเม่า (Pan Xinmao) แห่งบัณฑิตยสภาวิทยาการทหาร (Academy of Military Sciences) เสนอความเห็นที่มุ่งเตือนสติให้กลับมายึดความเข้าใจที่ถูกต้อง พวกเขาปฏิเสธความคิดที่มองว่าสหรัฐฯกำลังถอยหลังและอยู่ในสภาพหดตัวทางยุทธศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา สำหรับ จู แล้ว เขาเสนอว่าเราจะเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับคำขวัญ “อเมริกาต้องเป็นอันดับแรก” ของทรัมป์ได้ดีที่สุด เมื่อมองมันว่า เป็นยุทธศาสตร์แห่ง “การวางตัวเป็นเจ้าครอบงำคนอื่นๆ ในแบบโลว์คอสต์” (low-cost hegemony) วอชิงตันยังคงมีจุดมุ่งหมายที่จะสงวนรักษาฐานะความเป็นหนึ่งเหนือกว่าใครๆ ทั่วโลกของตนเองเอาไว้ ในขณะเดียวกับที่ตัดลดค่าธรรมเนียมพิเศษที่ตนเองเคยต้องจ่ายสำหรับการจัดให้มีสินค้าและบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการกลุ่มพันธมิตร ไปจนถึงการทำให้เกิดเสถียรภาพระดับภูมิภาคขึ้นมา
การตีความในแนวทางนี้หมายความว่า ทรัมป์ไม่ได้กำลังละทิ้งฐานะการเป็นเจ้าเหนือคนอื่นๆ เลย เพียงแต่กำลังเสาะแสวงหาเวอร์ชั่นที่มีราคาถูกลงและมีการต่อรองแลกเปลี่ยนกันให้มากขึ้นเท่านั้น พาน ซินเม่า ยังเข้ามาเสริมด้วยการมองผ่านเลนส์ทางการทหารอย่างเฉียงคมเด็ดขาดยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการอธิบายลักษณะของแบบแผนที่กำลังปรากฏขึ้นมาในขณะนี้ว่า เป็น “การแข่งขันแบบมีการควบคุม” (controlled competition)
เขาชี้ว่า แม้กระทั่งในขณะที่ เอกสาร NSS ฉบับล่าสุด มีการใช้ภาษาถ้อยคำแสดงให้เห็นถึงการที่สหรัฐฯโยกย้ายศูนย์กลางความสนใจกลับมายังซีกโลกตะวันตกกันใหม่ แต่สหรัฐฯก็ยังคงไม่ได้ลด “กำลังป้อมปราม” ตามแนวป้องกันห่วงโซ่หมู่เกาะแรก (First Island Chain) ของตน ลงมาแต่อย่างใด
ในทัศนะของเขา ยุทธศาสตร์สำหรับการปฏิบัติการของสหรัฐฯ จึงเป็นการมุ่งล็อกสถานการณ์ความมั่นคงในเอเชียตะวันออกให้ยังคงสภาพสถานะเดิมอย่างในปัจจุบันเอาไว้ ขณะเดียวกันก็เปิดแนวรบใหม่ในเรื่อง “การปิดล้อมห่วงโซ่อุปทาน” ที่มุ่งเล่นงานจีน –ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมทั้งด้านเทคโนโลยี, การลงทุน, และลอจิสติกส์ เพื่อสร้างความลำบากให้แก่การเติบโตในระยะยาวของปักกิ่ง สำหรับนักสัจนิยมเหล่านี้แล้ว การที่ NSS ใช้ถ้อยคำภาษาที่อ่อนลงมาในเวลาพูดถึงประเทศจีน –อย่างการหลบเลี่ยงไม่ประทับตราใส่จีนด้วยคำแรงๆ อย่าง “ศัตรู” – จึงเป็นเรื่องของการมุ่งรีเซตความสัมพันธ์กันใหม่อย่างแท้จริง น้อยกว่าการเป็นลูกไม้หลอกๆ ทางยุทธวิธี ซึ่งจัดวางขึ้นมาเพื่อซื้อเวลาสำหรับให้สหรัฐฯสามารถดำเนินกระบวนการสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ ตลอดจนดำเนินการสร้างกลุ่มพันธมิตร ภายใต้อุบายอำพรางว่าเป็นเพียงเรื่องของการปรับปรุงยกระดับให้ทันสมัย
ความเข้าใจ และความเข้าใจที่ผิดๆ
บรรดานักวิเคราะห์ชาวจีนต่างสาธิตให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศของสหรัฐฯ ทว่าอาจจะกำลังตีความผิดพลาดเกี่ยวกับความสามารถของพวกชาติที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯในเรื่องการหยุ่นตัว โดยที่พวกเขายังคงกลับสู่สภาพเดิมได้แม้เผชิญกับแรงกดอัดบีบคั้นอย่างรุนแรง
ในด้านการวินิจฉัยสาเหตุ พวกเขาถูกต้องคมคายมากที่เชื่อมโยงภาวะแตกขั้วแบ่งข้างภายในประเทศของสหรัฐฯเวลานี้ เข้ากับรูปทรงในวางท่าทีต่อภายนอกของอเมริกา ตัวอย่างเช่น เตียว ต้าหมิง (Diao Daming) นักวิชาการของมหาวิทยาลัยเหรินหมิน พูดถึงนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯว่า เป็นระบบที่มี “การจัดลำดับชั้นความสำคัญ” โดยพวกประเด็นปัญหาซึ่งส่งผลกระทบกระเทือนโดยตรงต่อชนชั้นกลาง –อย่างเช่นเรื่อง ตำแหน่งงาน, การควบคุมการอพยพ, ภาวะเงินเฟ้อ—จะจัดอยู่ในลำดับชั้นที่ 1 (Tier 1) ขณะที่พวกความคิดเชิงนามธรรมมากกว่า อย่างเรื่องความเป็นผู้นำในระดับโลกของสหรัฐฯ จะถูกลดลงมาอยู่ในลำดับชั้นที่ 2 (Tier 2) หรือเกี่ยวกับเรื่องที่ NSS ฉบับล่าสุด เน้นหนักให้ความสำคัญอย่างมากมายแก่ซีกโลกตะวันตก และถึงกับประกาศว่า การดำเนินการต่างๆ อย่างให้ความสำคัญเช่นว่านี้ ถือเป็นการเพิ่มเติมส่วนสำคัญให้แก่ “หลักการมอนโร” (Monroe Doctrine) จึงสมควรที่จะต้องเรียกว่าเป็น “บทแทรกทรัมป์” (Trump Corollary) ของหลักการมอนโรทีเดียวนั้น พวกคอมเมนเตเตอร์ชาวจีนก็ตีความได้อย่างถูกต้องว่า แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ค่อยจะเป็นเรื่องการฟื้นคืนชีพของลัทธิแทรกแซงละตินอเมริกา (Latin American interventionism) ที่สหรัฐฯยึดถือปฏิบัติมาแต่ไหนแต่ไรหรอก หากแต่คือความพยายามที่จะสร้างเสริมความมั่นคงให้แก่ด้านปีกทางเศรษฐกิจ (economic flank) ของสหรัฐฯ เพื่อการรวมศูนย์อำนาจสำหรับการแข่งขันชิงชัยกับประเทศจีนมากกว่า
แต่การตีความของพวกเขาก็มีจุดที่สร้างความสงสัยข้องใจและทำให้ต้องตั้งคำถามกันมากขึ้น เมื่อเป็นปุจฉาเกี่ยวกับความสมัครสมานกันของบรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งนี้ เห็นได้ชัดว่า มีความโน้มเอียงในหมู่นักวิชาการจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิเคราะห์ของ เมิ่ง เหวยซาน ที่จะถือว่าถ้อยคำภาษาในเอกสาร NSS ฉบับล่าสุด เกี่ยวกับอารยธรรม และคำเตือนต่อยุโรปที่ว่าอาจจะถูก “ลบล้างในทางอารยธรรม” (civilizational erasure) คือหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความแตกร้าวอย่างร้ายแรงภายในโลกตะวันตก และการที่สหรัฐฯกำลังจะทอดทิ้งยุโรปในไม่ช้าไม่นานนี้
ทัศนะมุมมองเช่นนี้ มีความเสี่ยงที่จะทำให้มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า แบบแผนวิธีการของสหรัฐฯในเวลานี้ ซึ่งเน้นหนักการต่อรองแลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้นนั้น ถึงแม้ดูภายนอกเหมือนมันจะขัดแย้งกันอยู่ แต่จริงๆ แล้วมันกลับสามารถเสริมสร้างทำให้การประสานงานร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรของพวกเขาเพิ่มพูนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ ฟ่าน เซียวจู (Fan Xiaoju) นักวิชาการของสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีน (China Institutes of Contemporary International Relations หรือ CICIR) ในกรุงปักกิ่ง ได้ชี้ให้เห็นเรียบร้อยแล้วด้วยความวิตกกังวลว่า การที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกสหรัฐฯทอดทิ้ง กำลังกลายเป็นพลังขับดันพวกเขาให้หันมาติดอาวุธตนเองอย่างเต็มที่ครบเครื่องยิ่งขึ้น รวมทั้งหันมาร่วมมือประสานงานระหว่างกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น จึงกำลังค่อยๆ ก่อเกิดสืบสานโครงข่ายแห่งการป้องปรามระดับภูมิภาคที่มีความแน่นหนายิ่งขึ้น โดยที่ต้องขึ้นต่ออารมณ์ผันผวนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในแต่ละวันของวอชิงตันลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ ปักกิ่งจึงกำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดพลาด หากขืนให้น้ำหนักมากจนเกินไปแก่ความกระวนกระวายของพวกพันธมิตรของสหรัฐฯ จนหลงเข้าใจผิดว่า มันเป็นการที่โครงสร้างแห่งความเป็นพันธมิตรกำลังเกิดการแตกแยกขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว
ใครมองเห็นโอกาส ใครมองเห็นกับดัก?
เพื่อที่จะมองเห็นได้ว่า การอภิปรายถกเถียงกันซึ่งดูเหมือนสับสนอลหม่านนี้ อันที่จริงดำเนินไปอย่างเหตุมีผลทีเดียว สิ่งที่น่าจะช่วยได้มากก็คือการจำแนกแยกแยะให้เห็นถึงจุดที่ใช้ในการมอง (vantage points) โดยที่จุดมองเหล่านี้ที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตลอดจนมีความแตกต่างกัน ก็มาจากปัจจัยทางด้านทำเลที่ตั้งเชิงสถาบันและปัจจัยทางด้านขอบเขตเวลา ทั้งนี้ พวกนักวิชาการที่ทำงานใกล้ชิดกับกลไกทางการค้าและการทูตของจีน มีความโน้มเอียงที่จะมุ่งโฟกัสไปที่ผลลัพธ์เฉพาะหน้าซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ในเชิงนโยบาย พวกเขาอ่านจุดเน้นหนักทางเศรษฐกิจของเอกสาร NSS ฉบับล่าสุดนี้ ในฐานะที่เป็นพื้นที่เปิดโล่งสำหรับการต่อรองซึ่งมุ่งผลในทางปฏิบัติ กล่าวคือ ถ้าหากเรื่องความมั่นคงไม่ได้เป็นหลักการเพื่อจัดระเบียบเพียงประการเดียวอีกต่อไปแล้ว ในทัศนะของพวกเขา ปักกิ่งก็ย่อมสามารถซื้อหาช่วงระยะเวลาที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพขึ้นมา โดยแลกเปลี่ยนด้วยการนำเข้าสินค้าพลังงานและสินค้าเกษตรกรรมปริมาณใหญ่ๆ จากสหรัฐฯ ตลอดจนสามารถใช้การอ่อนข้อผ่อนปรนทางเศรษฐกิจที่กำหนดเป้าเอาไว้แล้ว มาบริหารจัดการความเครียดเค้นต่างๆ และทำให้ได้เวลาที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพตามที่ต้องการ
ในทางตรงกันข้าม พวกนักวิเคราะห์ซึ่งงานของพวกเขามีรากเหง้าอยู่ในกิจการทางทหารมากกว่าและอาศัยการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ยิ่งกว่าแล้ว ผู้คนเหล่านี้จะมีความกังวลสนใจหลักอยู่ที่โครงสร้างทางพลังอำนาจของสหรัฐฯในระยะยาวไกลมากกว่า พวกเขาตีความภาษาที่แสดงท่าทีบันยะบันยังของ NSS ว่า ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวถอยหลังกลับอย่างแท้จริง หากแต่เป็นสัญญาณของการเน้นหนักรวมศูนย์พลังอำนาจต่างหาก ในการตีความของพวกเขาแล้ว สหรัฐฯที่ยุติเลิกราการทุ่มเทชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาลลงไปในความพยายามอันสิ้นเปลืองยิ่งในตะวันออกกลางและยูเครน เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่ไม่เกินทศวรรษ 2030 พวกเขาก็จะสามารถมีเสรีภาพในทางการคลังและเสรีภาพในทางยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นมากมาย เพื่อดำเนินการปิดล้อมทางเทคโนโลยีต่อจีนอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น, ทำการร่วมมือประสานงานเพื่อสร้างแรงบีบคั้นทางห่วงโซ่อุปทาน, และเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่พวกเครือข่ายกลุ่มพันธมิตรที่ตั้งเรียงรายรอบๆ ประเทศจีน
ผลกระทบเชิงนโยบาย
การที่พวกนักวิชาการชาวจีนตีความเอกสาร NSS ฉบับล่าสุดไปต่างๆ กันเช่นนี้ มีผลกระทบเชิงนโยบายที่ละเอียดอ่อนซับซ้อนหลายหลากต่อปักกิ่ง, วอชิงตัน, ตลอดจนฝ่ายที่สามทั้งหลาย
สำหรับประเทศจีนแล้ว การตีความว่าสหรัฐฯกำลังอยู่ในช่วง “การหยุดพักแบบนิกสัน” น่าที่จะกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดยุทธศาสตร์ของการแยกขาดจากกันแบบอสมมาตร (asymmetric decoupling) ขึ้นมา ปักกิ่งมีแรงจูงใจอันแรงกล้าหลายประการที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการประจันหน้าทางทหารโดยตรงกันสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะกลายเป็นตัวขัดจังหวะสิ่งที่สำนักนี้มองเห็นว่าเป็นการล่าถอยบางส่วนของฝ่ายอเมริกันอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้าม จีนสมควรรวมศูนย์อยู่ที่การทำให้ฐานทางเศรษฐกิจและทางเทคโนโลยีของตนเองยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่ง อย่างที่ พาน ซินเม่า แสดงเหตุผลเรียกร้องเอาไว้ นี่หมายความว่าในบรรดาเทคโนโลยีที่ทรงความสำคัญยิ่งยวดทั้งหลาย ต้องดำเนินการเร่งรัดจัดหาสิ่งที่สามารถใช้ทดแทนได้จากภายในประเทศขึ้นมา บนสมมุติฐานที่ว่าการแข่งขันชิงชัยที่กำลังจะเกิดขึ้นมาในอนาคตนั้น จะชี้ขาดกันที่ลำดับชั้นของพวกขีดความสามารถ ไม่ใช่การปะทะกันในทางความคิดอุดมการณ์ซึ่งถึงขั้นตัดสินการดำรงคงอยู่
เวลาเดียวกัน จีนจะต้องพยายามทำให้สหรัฐฯมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างเพียงพอในซีกโลกตะวันตกของพวกเขาเอง จนกระทั่งบั่นทอนความปรารถนาที่จะหวนกลับเข้าสู่ลัทธิการแทรกแซงในระดับทั่วโลก (global interventionism) อย่างเต็มขนาดขอบเขตอีกคำรบหนึ่ง เวลาเดียวกันนั้น แดนมังกรก็จะแผ่ขยายการปรากฏตัวของตนในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) อย่างเงียบๆ
สำหรับสหรัฐฯและเหล่าพันธมิตรของสหรัฐฯ จุดสำคัญที่สุดก็คือว่า ปักกิ่งไม่ได้เชื่อถ้อยคำที่อ่อนโยนลงมาของเอกสาร NSS ตามตัวอักษรที่ปรากฏ การถอดทิ้งพวกตราประทับอย่างเช่น “คู่แข่งขันทางยุทธศาสตร์” ออกไป ถูกตีความอย่างกว้างขวางจากพวกนักวิเคราะห์ชาวจีนว่าเป็นเพียงการปกปิดอำพรางในทางยุทธวิธี ไม่ได้เป็นการปรับเปลี่ยนเจตนารมณ์อย่างแท้จริงแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ภาษาเชิงการทูตเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จึงแทบไม่เกิดน้ำหนักความน่าเชื่อถืออะไรขึ้นมา นอกเสียจากมีการปฏิบัติอย่างสอดรับกันติดตามมา ด้วยการปรับเปลี่ยนซึ่งสามารถมองเห็นได้ในด้านต่างๆ เป็นต้นว่า การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เอกสาร NSS กลับยังคงสัญญาที่จะใช้มาตรการนี้อย่างเข้มงวดต่อไปอีก
สำหรับพวกเหล่าพันธมิตรของสหรัฐฯ สมควรที่จะสันนิษฐานเอาไว้ได้ว่า ปักกิ่งจะหาทางฉวยใช้ประโยชน์จากความหวาดกลัวว่าจะถูกวอชิงตันทอดทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังรู้สึกกันอยู่ทั้งในโตเกียว, โซล, และบรัสเซลส์ ทั้งนี้วอชิงตันย่อมจะถูกวาดภาพให้เห็นว่าเป็นมหาอำนาจที่เอาแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองอย่างคับแคบ โดยที่เวลานี้ยังมัวสาละวนวุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องราวภายในเขตพรมแดนของตนเองเท่านั้นด้วยซ้ำ
สำหรับบรรดาฝ่ายที่สาม โดยเฉพาะอย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในยุโรป ผลกระทบในทางปฏิบัติที่สามารถคาดหมายและควรเตรียมตัวรับมือเอาไว้ ก็คือ ประเทศจีนที่มีความมั่นใจและแสดงบทบาทแข็งกร้าวเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะดำเนินการต่างๆ ด้วยสมมุติฐานที่ว่าอเมริกันกำลังหันไปพะวงอยู่กับเรื่องภายในของตนเอง ถ้าหากปักกิ่งมีข้อสรุปว่า การที่ทรัมป์โฟกัสอยู่ที่ซีกโลกตะวันตกนี้เป็นเรื่องที่คงทนถาวรแล้ว แดนมังกรก็น่าที่จะยกระดับความพยายามในการดึงลากนำเอาบรรดาระบบเศรษฐกิจของชาติอาเซียนเข้ามาอยู่ในวงโคจรของตนอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยใช้เหตุผลอธิบายว่า การเข้าถึงตลาดสหรัฐฯกำลังเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบากยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การรับประกันความมั่นคงของสหรัฐฯก็เป็นเรื่องไม่แน่ไม่นอนยิ่งขึ้นทุกที
เมื่อพิจารณามุมมองจากทางปักกิ่งแล้ว เอกสาร NSS ปี 2025 ไม่ได้เป็นบทเพลงแห่ศพของลัทธิวางตัวเป็นเจ้าครอบงำโลกของสหรัฐฯ แต่อย่างใด ทว่ามันคือความพยายามที่จะทำให้ฐานะความเป็นเจ้าเช่นนี้ของตนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น, ราคาถูกลง, และมีความคงทนถาวรมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตีความแบบสำนักองค์กร, สำนักชาวนิกสัน, หรือสำนักนักสัจนิยม แนวความคิดชองพวกนักวิเคราะห์ชาวจีนเหล่านี้ก็ยังคงมาบรรจบเป็นทิศทางร่วมอันเดียวกันอยู่ดี นั่นก็คือ ทรัมป์กำลังบริหารจัดสรรเรื่องค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่างๆ เสียใหม่เท่านั้น ไม่ได้กำลังทอดทิ้งฐานะการมุ่งครองตนเป็นหนึ่งเหนือใครๆ
ย่าฉี หลี่ เป้นนักวิจัยอยู่ที่วิทยาลัยการระหว่างประเทศศึกษา เอส. ราชารัตนัม (S. Rajaratnam School of International Studies หรือ RSIS), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง (Nanyang Technological University), สิงคโปร์ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานอยู่กับพวกหน่วยงานคลังสมองมาแล้วหลายแห่ง โดยเน้นหนักที่เรื่องนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ และประเทศจีน
(เก็บความจากเรื่อง How Chinese Analysts Interpret Trump’s 2025 National Security Strategy By Yaqi Li ในวารสาร ดิ ดีโพแมต https://thediplomat.com/2025/12/how-chinese-analysts-interpret-trumps-2025-national-security-strategy/)


