ชายคนหนึ่งถูกจับในสเปน ในข้อหาประทุษร้าย หลังถูกกล่าวหาว่าแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์สู่คนอื่นๆ 22 ราย โดยยังทำงานตามปกติและตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ แม้มีอาการจากการติดเชื้อโควิด-19 และอยู่ระหว่างรอผลตรวจ
รายงานข่าวระบุว่า ชายวัย 40 ปี ยังคงเดินทางไปทำงานและสถานออกกำลังกาย แม้มีอาการไอและมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส
ว่ากันว่าเขาเดินไปทั่วที่ทำงานในเมืองมายอร์กา ดึงหน้ากากลง ไอใส่และบอกกับเพื่อนร่วมงานว่าจะแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ใส่พวกเขา
สุดท้ายแล้ว เพื่อนร่วมงานของเขา 5 คน และผู้ใช้บริการสถานออกกำลังกายแห่งเดียวกัน 3 คน มีผลตรวจไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นบวกในเวลาต่อมา
นอกจากนี้แล้วคนเหล่านั้นยังแพร่เชื้อต่อไปยังคนอื่นๆ อีก 14 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นสมาชิกในครอบครัว ในนั้่นรวมถึงเด็กเล็กวัยเพียง 3 ขวบ
อย่างไรก็ตาม ตำรวจเปิดเผยว่าไม่มีใครที่ล้มป่วยอาการสาหัส
ในถ้อยแถลงที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (24 เม.ย.) ตำรวจสเปนระบุว่าชายคนดังกล่าวมีอาการป่วยหลายวัน แต่ยังคงไปทำงานที่เมืองมานาคอร์และไม่ยอมกลับบ้าน
“เขาเข้ารับการตรวจ PCR test ในเย็นวันหนึ่ง แต่ในวันถัดมาก็ยังคงไปทำงานและสถานออกกำลังกายระหว่างรอผลตรวจ” ตำรวจระบุ
ตำรวจเผยว่าเพื่อนร่วมงานต่างร้องขอให้เขากลับบ้าน แต่ทันใดนั้นเขากลับถอดหน้ากากและไอใส่ พร้อมกับพูดว่า “ฉันจะแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาให้พวกแกทุกคน” และพอได้รับการยืนยันว่าเขามีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก ความตื่นกลัวก็มาเยือนเพื่อนร่วมงานของเขา
เจ้าหน้าที่เริ่มสืบสวนกรณีนี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม หลังรับทราบเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเมืองมานาคอร์ จนนำมาซึ่งการจับกุมตัวเขา
จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ระบุว่าเวลานี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสเปน แล้วเกือบ 3.5 ล้านคน ในนั้นเสียชีวิตกว่า 77,500 ราย
(ที่มา : บีบีซี)



