เอเอฟพี - การประชุมซัมมิตกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ซึ่งจัดขึ้นที่เวเนซุเอลาเป็นเวลา 2 วัน ได้รูดม่านปิดฉากลงวานนี้ (18 ก.ย.) โดยทางกลุ่มได้มีถ้อยแถลงร่วมสนับสนุนประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของชาติเจ้าภาพ พร้อมวิจารณ์ “หลักการแทรกแซง” (interventionism) ที่สหรัฐฯ ใช้กับหลายประเทศทั่วโลก
คำแถลงร่วมจาก 120 ประเทศเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันสร้างสันติภาพ โดยชาติมหาอำนาจต้องหยุดก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่น พร้อมกันนั้นก็แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในซีเรีย อิรัก และดินแดนปาเลสไตน์
มาดูโรระบุว่า คำแถลงร่วมความยาว 190 หน้ากระดาษยังมีเนื้อหาสนับสนุน “การต่อสู้ลัทธิก่อการร้าย แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ลี้ภัยในแอฟริกาเหนือ และสนับสนุนสิทธิของชาวเวเนซุเอลาที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยความสันติสุข”
กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก่อตั้งขึ้นเมื่อ 55 ปีที่แล้วเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้แก่บรรดาประเทศซึ่งถูกบีบคั้นจากการช่วงชิงอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต และทางกลุ่มยังพยายามที่จะคงบทบาทเอาไว้ แม้จะผ่านยุคสงครามเย็นไปแล้วก็ตาม
แม้การประชุมซึ่งจัดขึ้นที่เกาะมาร์การิตาในทะเลแคริบเบียนจะมีบุคคลระดับประมุขรัฐ หรือหัวหน้ารัฐบาล เดินทางไปแค่ไม่กี่คน แต่ก็นับเป็นความสำเร็จทางการทูตสำหรับมาดูโร ซึ่งกำลังถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ จากพิษเศรษฐกิจซึ่งมีที่มาจากปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ ทั้งยังถูกฝ่ายค้านเดินเกมเลื่อยขาเก้าอี้อย่างหนัก
มาดูโรอ้างว่า วอชิงตันหนุนหลังพวกฝ่ายค้านให้ “ก่อรัฐประหาร” โค่นอำนาจตน และย้ำว่ากลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเห็นด้วยกับการประณามสหรัฐฯ ซึ่งยกเรื่องความมั่นคงภายในมาเป็นข้ออ้างคว่ำบาตรเวเนซุเอลา
“นี่คือสงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ แต่เราจะต้องเป็นฝ่ายชนะ” มาดูโร เอ่ยย้ำในพิธีปิดการประชุม
ทำเนียบขาวอ้างว่า สำนวนภาษาที่ใช้เป็นเพียง “แบบแผนทางการ” สำหรับการประกาศคว่ำบาตรเท่านั้น แต่ มาดูโร ชี้ว่าวอชิงตันจงใจสร้างความตื่นตระหนก
ในการประชุมซัมมิตครั้งนี้ เวเนซุเอลายังรับหน้าที่ประธานหมุนเวียนของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดต่อจากอิหร่าน และจะทำหน้าที่ไปตลอด 3 ปีข้างหน้า
นักวิเคราะห์มองว่า มาดูโร ต้องการใช้มติของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเป็นปราการต่อต้าน “หลักการแทรกแซง” (Interventionism) และ “ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ (neo-colonialism) และแสดงให้เห็นว่าเวเนซุเอลายังคงมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก
เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของเวเนซุเอลาในการประชุมครั้งนี้ก็คือ รณรงค์ให้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ลดกำลังการผลิต เพื่อดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น
มาดูโร แถลงเมื่อวันอาทิตย์ (18) ว่า กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก “ใกล้จะ” บรรลุข้อตกลงกันได้แล้ว และตนก็ได้หารือเรื่องนี้กับทั้งผู้นำอิหร่านและเอกวาดอร์



