xs
xsm
sm
md
lg

‘ไต้หวัน’กลายเป็นเหยื่อใน‘กรณีพิพาททะเลจีนใต้’ไปด้วย ทั้งที่ยืนดูอยู่เฉยๆ

เผยแพร่:   โดย: จอร์จ คู

<i>ภาพถ่ายทางอากาศจากเครื่องบินทหารของไต้หวัน และเผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน แสดงให้เห็นเกาะไท่ผิง ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2016 </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Taiwan a bystander victim in the South China Sea dispute
BY George Koo
27/07/2016

คำตัดสินในคดีทะเลจีนใต้ของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเฮก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนฐานะเกาะไท่ผิง ของไต้หวัน ให้กลายเป็นเพียงโขดหินก้อนหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไต้หวันไม่ได้เป็นฝ่ายหนึ่งในกรณีพิพาทนี้ อีกทั้งไม่ได้ตระหนักเลยด้วยซ้ำว่าเกาะไท่ผิง จะพลอยถูกดึงลากเข้าไปอยู่ในคดีความ สหรัฐฯนั้นดูเหมือนจะเป็นผู้ยุให้มีการยื่นฟ้องร้องกันคราวนี้ ดังเห็นได้จากการที่ฟิลิปปินส์กำลังขอเบิกเงินคืนมาจากวอชิงตันจำนวน 30 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในคดี ภายหลังจากการตัดสินอันไม่เป็นที่น่าพอใจเช่นนี้แล้ว ไทเปจึงมีจุดร่วมเห็นพ้องกันกับปักกิ่ง และทั้งสองฝ่ายควรที่จะสามัคคีกันในการคัดค้านการวางตัวเป็นเจ้าใหญ่ของอเมริกัน

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พลพรรคชาว “เป่าเตี้ยว” (BaoDiao) ในย่านเบย์แอเรีย (Bay Area), แคลิฟอร์เนีย ได้จัดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อแสดงการประท้วงคัดค้านของพวกเขาต่อคำตัดสินในเรื่องทะเลจีนใต้ของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (Permanent Court of Arbitration) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

คำตัดสินดังกล่าวได้เปลี่ยนให้เกาะใหญ่ที่สุดและก็เป็นเกาะเดียวที่ไต้หวันครอบครองอยู่ นั่นคือ เกาะไท่ผิง (Taiping Island)[1] กลายเป็นเพียงโขดหิน (rock) ก้อนหนึ่ง และดังนั้นจึงเป็นการปฏิเสธไม่ยอมให้รัฐบาลไต้หวันสามารถอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (exclusive economic zone หรือ EEZ) 200 ไมล์ทะเล รอบๆ “โขดหิน” แห่งนี้

เป่าเตี้ยว เป็นคำย่อภาษาจีนสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพิทักษ์ปกป้องอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือหมู่เกาะเตี้ยวอี๋ว์ (Diao Yu Islands) ในทะเลจีนตะวันออก ขบวนการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1972 เพื่อตอบโต้การที่สหรัฐฯส่งมอบหมู่เกาะดังกล่าวให้แก่ญี่ปุ่น (รัฐบาลญี่ปุ่นได้เรียกหมู่เกาะเล็กๆ เหล่านี้ว่า หมู่เกาะเซงกากุ Senkaku Islands)

ตามการตกลงที่กระทำกันในการประชุมกรุงไคโร (Cairo Conference)[2] และติดตามมาด้วย “ปฏิญญาปอร์ตสดัม” (Potsdam Declaration)[3] ในข้อกำหนดต่างๆ สำหรับการให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น มีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งระบุว่าญี่ปุ่นต้องยอมยกเลิกการกล่าวอ้างสิทธิทุกๆ อย่างเหนือเกาะทั้งหลายที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งก็รวมถึงหมู่เกาะเตี้ยวอี๋ว์ด้วย ทว่ารัฐบาลอเมริกันกลับทรยศไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวนี้ จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายญี่ปุ่น โดยที่จีนคือผู้ที่ต้องเสียประโยชน์

ศึกชักเย่อเพื่อช่วงชิงหมู่เกาะเตี้ยวอี๋ว์นี้ยังคงดำเนินต่อมาจวบจนกระทั่งถึงวันนี้ และกลุ่มองค์กรชาวเป่าเตี้ยวในรูปแบบต่างๆ หลายหลากก็ได้แพร่หลายกระจายออกไปในที่ต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากพอควรพำนักอาศัยอยู่ และแน่นอนทีเดียวแหละ รวมทั้งในฮ่องกง, ไต้หวัน, และแผ่นดินใหญ่ด้วย

ณ การประชุมแถลงข่าวที่เบย์แอเรีย หลังจากทางคณะผู้จัดได้ลุกขึ้นกล่าวนำเสนอข้อสังเกตต่างๆ ที่พวกเขาเตรียมเอาไว้แล้ว ยังมีผู้เข้าฟังอีกราว 20 คนได้รับเชิญให้ขึ้นพูด แต่ละคนต่างพูดด้วยเสียงที่ดังลั่นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกอันหงุดหงิดและเร่าร้อน ขณะที่พวกเขาแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อพฤติการณ์แห่งลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน ซึ่งต่อต้านคัดค้านอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติของสาธารณรัฐจีน (Republic of China ใช้อักษรย่อว่า ROC ชื่ออย่างเป็นทางการของไต้หวัน)

ทางกลุ่มแสดงการคัดค้านอย่างขุ่นข้องต่อคำตัดสินแบบใช้อำนาจตามอำเภอใจของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ซึ่งทำให้เกาะไท่ผิง (หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า อีตู อาบา Itu Aba) เปลี่ยนฐานะจากการเป็นเกาะ ที่จะมีเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล มาเป็นเพียงโขดหินซึ่งไม่อาจอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้ คำตัดสินนี้ยังคงออกมาทั้งๆ ที่ไท่ผิงมีคุณสมบัติครบทุกอย่างแห่งคำจำกัดความของการมีฐานะเป็นเกาะ อันได้แก่ เกาะแห่งนี้มีแหล่งน้ำจืดของตนเอง และสามารถรองรับตอบสนองให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ และอันที่จริงก็ได้รองรับตอบสนองการดำรงชีพของมนุษย์มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

ในทางกลับกัน สำนักงานบริหารมหาสมุทรและภูมิอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA) อ้างสิทธิ์เรื่อยมาว่า เกาะปะการังและแนวเกาะปะการังอย่าง จอห์นสัน อะโทลล์ (Johnston Atoll)[4], พัลไมรา อะโทลล์ (Palmyra Atoll )[5], และ คิงแมน รีฟ (Kingman Reef)[6] ซึ่งอยู่ในความครอบครองของสหรัฐฯนั้น มีคุณสมบัติสมควรที่จะเป็นเกาะ และดังนั้นสหรัฐฯจึงมีสิทธิอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลล้อมรอบเกาะปะการังและแนวปะการังเหล่านี้ด้วย ทั้งๆ ที่ทั้ง 3 นี้ไม่ได้มีแหล่งน้ำจืด และก็ไม่สามารถรองรับตอบสนองการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้ คิงแมน รีฟ กระทั่งถูกน้ำทะเลท่วมจนหมดสิ้นด้วยซ้ำในช่วงน้ำขึ้น ( “โขดหิน” ทั้ง 3 นี้ตั้งอยู่ในบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก ใต้ลงมาจากหมู่เกาะฮาวาย)

ญี่ปุ่นก็อ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลรอบๆ หินโผล่ (Outcrop) ขึ้นเหนือน้ำแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางใต้ประมาณ 1,000 ไมล์ ต้องขอขอบคุณการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กเข้ามาช่วยประคับประคองไม่ให้ทรายกองนี้ถูกพัดพาหายไป ทว่ารัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังคงอ้างว่า โอกิโนโตริชิมะ (Okinotorishima)[7] เป็นเกาะๆ หนึ่ง ในช่วงน้ำขึ้นนั้น จุดสูงสุดของหินโผล่นี้อยู่สูงขึ้นมาจากระดับน้ำมหาสมุทรราว 6 นิ้ว พื้นที่ทั้งหมดที่อยู่เหนือมหาสมุทรก็มีเพียงประมาณ 100 ตารางฟุต ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่า มันไม่มีน้ำจืดใดๆ เลย และไม่มีทางที่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่รอดตามลำพังที่นี่ได้

อย่างไรก็ตาม โขดหินที่อยู่ในความครอบครองของสหรัฐฯหรือญี่ปุ่น ยังคงกลายเป็นเกาะไปได้ “โดยสุจริต” ขณะที่เกาะจริงๆ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของไต้หวันกลับเป็นเพียงโขดหินเท่านั้น ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมแถลงข่าวที่เบย์เอเบียต่างรู้สึกมีโทสะต่อการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานเช่นนี้ ตลอดจนการทรยศหักหลังของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนมิตรดีที่สุด 2 รายของไต้หวัน อันได้แก่ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ

ตามรายงานที่ปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนช่วงหลังๆ นี้ระบุว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯเพื่อขอเบิกเงินคืนเป็นจำนวน 30 ล้านดอลลาร์ ซึ่งฟิลิปปินส์เองได้จับจ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวร

ดูเหมือนว่าฟิลิปปินส์ทำหน้าที่เป็นเพียงหน้าม้าให้แก่วอชิงตัน และสหรัฐฯคือผู้บงการอยู่หลังฉากในคดีฟ้องร้องให้ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ตัดสินกันในคราวนี้

ความยอมรับอย่างเป็นทางการของนานาชาติในเรื่องที่ว่าเกาะไท่ผิง และน่านน้ำดินแดนตามเส้นรูปตัว U รอบๆ ทะเลจีนใต้เป็นของจีนนั้น เป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมาอย่างมั่นคงตั้งแต่ปี 1947 สหรัฐฯกระทั่งเคยช่วยเหลือสาธารณรัฐจีนในการเข้าควบคุมเกาะเหล่านี้บางเกาะจากองทหารญี่ปุ่นซึ่งประจำอยู่ที่นั่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยซ้ำไป

การท้าทายจีน (ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐจีน หรือสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ตามที) ในเรื่องที่พวกเขาอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำดินแดนตามเส้นรูปตัว U รอบๆ ทะเลจีนใต้นั้น คือการท้ายทายอำนาจอธิปไตยของพวกเขา ศาลอนุญาโตตุลาการถาวรนั้นไม่ได้อยู่ในเครือของสหประชาชาติ และไม่ได้อยู่ในเครือของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ดังนั้นจึงไม่ได้มีขอบเขตอำนาจทางกฎหมายที่จะตัดสินในประเด็นปัญหาอันเกี่ยวข้องโยงใยกับเรื่องอธิปไตย นี่เองคือเหตุผลที่ทำไมปักกิ่งจึงเมินเฉยไม่แยแสไม่ให้ความร่วมมือกับการพิจารณาคดีนี้ของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร

เขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล มีความสำคัญมากต่ออุตสาหกรรมการประมงของไต้หวันและต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในไต้หวัน ถ้าหากยินยอมรับคำตัดสินนี้แล้ว ก็จะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประชาชนไต้หวัน

นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าการใช้อำนาจของผู้วางตนเป็นเจ้าใหญ่ สามารถที่จะมีชัยชนะเหนือผลประโยชน์ของประชาชน 23 คนในดินแดนแห่งหนึ่งได้อย่างไร ไทเปนั้นไม่ได้มีฐานะแม้กระทั่งเป็นคู่กรณีฝ่ายหนึ่งในข้อพิพาทซึ่งยื่นต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวร และไม่ได้ตระหนักเลยด้วยซ้ำว่าเกาะไท่ผิงจะพลอยถูกดึงลากเข้าไปสู่คดีความนี้

ขณะที่ปักกิ่งจะยังคงสร้างและขยายพื้นที่เกาะต่างๆ ในความครอบครองของพวกเขากันต่อไป เนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะยืนผงาดขึ้นท้าทายสหรัฐฯได้ ไต้หวันกลับจำเป็นที่จะต้องมองหาพันธมิตร ในกรณีพิพาทนี้ รัฐบาลไต้หวันนั้นมีจุดยืนอย่างเดียวกันกับปักกิ่ง และทั้งสองฝ่ายควรที่จะยืนหยัดสามัคคีกันในการต่อต้านคัดค้านการวางตัวเป็นเจ้าใหญ่ของอเมริกัน ทั้งนี้ตามความเห็นของผู้ประท้วงกลุ่มเป่าเตี้ยว

พวกนักออกความคิดเห็นให้แก่สื่อต่างๆ (คอมเมนเตเตอร์) ภายในไต้หวัน เวลานี้กำลังวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบไช่ อิงเหวิน กันแล้วจากการใช้ปฏิบัติการที่อ่อนปวกและไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะยืนผงาดสู้กับสหรัฐฯและยืนกรานในสิทธิของไต้หวันเหนือเกาะไท่ผิง พวกเขากำลังกล่าวหา ไช่ ว่าเตรียมพร้อมที่จะยกเลิกการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะไท่ผิงเพียงเพื่อที่จะได้ยืนอยู่ข้างอเมริกาอย่างเหนียวแน่นต่อไป และไม่ต้องการที่จะเป็นคู่หูอย่างกระอักกระอ่วนกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

ทางด้านประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ที่เพิ่งเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ๆ ของฟิลิปปินส์กลับมีความคิดเห็นซึ่งแตกต่างออกไป เขาได้กล่าวต่อสาธารณชนแล้วว่า “ผมต้องการทำงานกับจีนแทนที่จะทำงานกับสหรัฐฯ จีนนั้นมีเงินแต่สหรัฐฯไม่มี”

ไม่เหมือนกับผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เตมีความเข้าอกเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการยืนอยู่ตรงแนวหน้าของความขัดแย้งในฝ่ายของอเมริกันนั้น ไม่ใช่เป็นแผนการอันนำไปสู่ชัยชนะสำหรับฟิลิปปินส์แต่อย่างใด

ดร. จอร์จ คู เกษียณอายุเมื่อไม่นานมานี้จากสำนักงานให้บริการด้านคำปรึกษาระดับโลก แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และการดำเนินการทางธุรกิจ ของพวกเขาในประเทศจีน เขาสำเร็จการศึกษาจาก MIT, Stevens Institute, และ Santa Clara University และเป็นผู้ก่อตั้งตลอดจนเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของ International Strategic Alliances เขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ the Committee of 100 และเป็นกรรมการคนหนึ่งของ New America Media

(ความคิดเห็นที่ปรากฏในข้อเขียนนี้เป็นของผู้เขียนเอง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการสะท้อนทัศนะของเอเชียไทมส์)
<i>ภาพที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2016 แสดงให้เห็นประภาคารที่ตั้งอยู่บนเกาะไท่ผิง </i>
หมายเหตุผู้แปล

[1]เกาะไท่ผิง (Taiping Island) ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าเกาะอีตู อาบา (Itu Aba Island) เป็นแผ่นดินผุดขึ้นจากน้ำตามธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้ เกาะแห่งนี้มีรูปวงรียาว 1.4 กิโลเมตร และกว้าง 0.4 กิโลเมตร และมีพื้นที่ 46 เฮกตาร์ (110 เอเคอร์) รันเวย์ของสนามบินเกาะไท่ผิง คือลักษณะที่เด่นที่สุดของเกาะนี้ โดยทอดตัวไปตามความยาวทั้งหมดของเกาะ (ข้อมูลจาก Wikipedia)

[2]การประชุมกรุงไคโร (Cairo Conference) จัดขึ้นที่กรุงไคโร, อียิปต์ ระหว่างวันที่ 22-26 พฤศจิกายน 1943 เพื่อกำหนดกรอบคร่าวๆ ในเรื่องจุดยืนของฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีต่อญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนทำการตัดสินใจเกี่ยวกับเอเชียในยุคหลังสงคราม ผู้เข้าร่วมประชุมคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฟรงคลิน รูสเวลต์, นายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล, และจอมพลเจียงไคเช็ค ของสาธารณรัฐจีน สำหรับ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตไม่ได้ร่วมประชุมด้วย เพราะการหารือระหว่างเขากับเจียงอาจเป็นสาเหตุสร้างความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตกับญี่ปุ่น (เมื่อปี 1941 โซเวียตกับญี่ปุ่นได้ทำกติกาสัญญาความเป็นกลางโซเวียต-ญี่ปุ่น Soviet-Japanese Neutrality Pact of 1941 ซึ่งมีอายุ 5 ปี ดังนั้นในปี 1943 ญี่ปุ่นไม่ได้ทำสงครามกับโซเวียต ขณะที่ทำสงครามกับจีน, อังกฤษ, และสหรัฐฯ)

อย่างไรก็ตาม อีก 2 วันต่อมาสตาลินได้พบหารือกับรูสเวลต์และเชอร์ชิล ที่กรุงเตหะราน, อิหร่าน ใน “การประชุมเตหะราน”

ปฏิญญาไคโร (Cairo Declaration) ซึ่งออกในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1943 และเผยแพร่อยู่ในแถลงการณ์ไคโร ซึ่งนำออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงในวันที่ 1 ธันวาคม 1943 ระบุว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรมีเจตนารมณ์ที่จะใช้กำลังทหารต่อไปจนกว่าญี่ปุ่นจะยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ปฏิญญาไคโรมีเนื้อหาระบุว่า “ญี่ปุ่นต้องถูกริบหมู่เกาะในแปซิฟิกทั้งหมดที่ประเทศนี้เข้ายึดหรือเข้าครอบครองไว้นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914”, “ดินแดนทั้งหมดที่ญี่ปุ่นปล้นมาจากฝ่ายจีน รวมทั้งแมนจูเรีย, ฟอร์โมซา และเพสคาโดเรส จะต้องส่งกลับคืนไปให้สาธารณรัฐจีน” ญี่ปุ่นจะถูกขับไล่ออกจากดินแดนอื่นๆ ทั้งหมดที่เข้าไปยึดไว้โดยใช้ความรุนแรงและความละโมบ และ “ด้วยเหตุนั้น เกาหลีจะกลายเป็นอิสรเสรีและเป็นเอกราช”
(ข้อมูลจาก Wikipedia)

[3] “ปฏิญญาปอร์ตสดัม” (Potsdam Declaration) หรือคำประกาศระบุเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการยอมจำนนของญี่ปุ่น เป็นคำแถลงซึ่งเรียกร้องให้กองทัพญี่ปุ่นทั้งหมดยอมจำนนในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1945 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฮร์รี เอส. ทรูแมน, นายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล, และประธานของรัฐมนตรีคณะชาติแห่งประเทศจีน เจียง ไคเช็ค, เป็นผู้ออกเอกสารฉบับนี้ ซึ่งระบุเงื่อนไขต่างๆ ในการยอมจำนนของจักรวรรดิญี่ปุ่น ตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ในการประชุมปอตสดัม

(ทั้งนี้การประชุมปอตสดัม ซึ่งมีขึ้นที่ปอตสดัม ใกล้ๆ กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 1945 ระหว่างผู้นำรัฐบาล 3 มหาอำนาจ คือ สหภาพโซเวียต, อังกฤษ, และสหรัฐฯ เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีบริหารนาซีเยอรมนีที่พ่ายแพ้สงคราม โดยได้ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขไปเมื่อ 9 สัปดาห์ก่อนหน้า ในวันที่ 8 พฤษภาคม เป้าหมายของการประชุมคราวนี้ยังรวมถึงการจัดตั้งระเบียบโลกภายหลังสงคราม, ประเด็นปัญหาในสนธิสัญญาสันติภาพ, และการรับมือกับผลต่างๆ จากสงคราม)

ปฏิญญาปอตสดัม ซึ่งมีลักษณะเป็นคำขาด (ultimatum) ต่อญี่ปุ่น โดยระบุว่า ถ้าญี่ปุ่นไม่ยอมจำนน ก็จะต้องเผชิญกับ “การถูกทำลายในทันทีและอย่างสิ้นเชิง”

[4]จอห์นสัน อะโทลล์ (Johnston Atoll) ในบทความเรื่อง Because Bird Poop: How the U.S. Acquired Its Territories That Aren't States ของเว็บไซต์ mentalfloss.com ระบุว่า จอห์นสัน อะโทลล์ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ราว 1 ตารางไมล์ (ราว 640 เอเคอร์) นั้นในตอนเริ่มแรกทีเดียวมีขนาดเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของขนาดดังกล่าว โดยมีเพียง 45 เอเคอร์เท่านั้นเมื่อตอนที่สหรัฐฯอ้างกรรมสิทธิ์ตามรัฐบัญญัติหมู่เกาะกวาโน (Guano Islands Act) ในปี 1858 แผ่นดินของเกาะจอห์นสันในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วสร้างขึ้นมาด้วยการขุดทะเลถมที่โดยฝีมือกองทัพสหรัฐฯในช่วงทศวรรษ 1950 และทศวรรษ 1960 ด้วยเทคนิคต่างๆ ทำนองเดียวกับที่จีนใช้อยู่ในเวลานี้เพื่อขยายเกาะตามธรรมชาติและสร้างเกาะเทียมขึ้นในพื้นที่พิพาทของทะเลจีนใต้ สำหรับโครงการเหล่านี้ในจอห์นสัน อะโทลล์ ยังได้สร้างเกาะใหม่ขึ้นมา 2 เกาะ คือ อคาอู และฮิคินา อีกทั้งขยายเกาะเล็กๆ เกาะที่ 4 โดยเรียกชื่อว่าเกาะแซนด์ (Sand Island)

ตอนแรกทีเดียวกองทัพสหรัฐฯสนใจใช้จอห์นสันเป็นฐานทัพเรือในยุทธภูมิแปซิฟิกของสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อมาก็ใช้เป็นพื้นที่ในการเตรียมการ สำหรับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในแปซิฟิก (Pacific Proving Grounds) ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่เกาะมาร์แชลล์ (Marshall Islands Marshall Islands) ห่างออกไปราว 1,000 ไมล์ นอกจากนั้นจอห์นสันยังถูกใช้เป็นฐานสำหรับการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีบางครั้งประสบความล้มเหลว และปล่อยเศษซากกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนเกาะปะการังแห่งนี้ตลอดจนผืนน้ำรอบๆ ระหว่างสงครามเวียดนาม จอห์นสันถูกใช้เป็นพื้นที่เก็บสารเคมีพิษ “เอเจนซ์ ออเรนจ์” (Agent Orange) เป็นจำนวนหลายพันตัน สารพิษนี้มีคุณสมบัติทำให้ใบไม้ร่วง และต่อมาถูกพบว่ามีความเชื่อมโยงกับมะเร็งและโรคอื่นๆ

ไม่เพียงเท่านั้น จอห์นสันยังถูกใช้เป็นสถานที่ทดสอบอาวุธชีวภาพ และเป็นสถานที่เก็บพวกอาวุธเคมีอย่างเช่น ก๊าซซาริน (sarin sarin), ก๊าซวีเอ็กซ์ (VX), และก๊าซมัสตาร์ด (mustard gas) ระหว่างทศวรรษ 1990 ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในสถานที่หลักสำหรับการทิ้งอาวุธเคมีซึ่งมาจากฐานทัพสหรัฐฯต่างๆ ทั่วโลก

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://mentalfloss.com/article/65834/because-bird-poop-how-us-acquired-its-territories-arent-states#sthash.Q6hAQBoy.dpuf )

[5] พัลไมรา อะโทลล์ (Palmyra Atoll ) มีเนื้อที่แผ่นดิน 12 ตารางกิโลเมตร (4.6 ตารางไมล์) เป็นที่พำนักอาศัยของประชากรชั่วคราวจำนวนระหว่าง 4 – 25 คน โดยเป็นพนักงานและนักวิทยาศาสตร์ซึ่งว่าจ้างโดยกระทรวงทบวงกรมหลายหลากของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งมูลนิธิอนุรักษ์ธรรมชาติ (Nature Conservancy) ตลอดจนมีนักวิชาการของกลุ่มรวมตัวเฉพาะกิจเพื่อการวิจัยพัลไมราอะโทลล์ (Palmyra Atoll Research Consortium) ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำการวิจัย
(ข้อมูลจาก Wikipedia)

[6]คิงแมน รีฟ (Kingman Reef) เป็นดินแดนซึ่งมีส่วนที่อยู่ใต้น้ำมากกว่าเหนือน้ำ เริ่มแรกทีเดียวถูกอ้างกรรมสิทธิ์โดยบริษัทยูไนเต็ด สเตท กวาโน คอมพานี (United States Guano Company) ในปี 1860 เนื่องจากความเชื่อผิดๆ ที่ว่า แนวปะการังนี้มีสินแร่พวกปุ๋ยขี้นก (guano) จำนวนมาก ทว่าในทางเป็นจริงแล้วคิงแมนไม่ได้มีอะไรมากมายทั้งสิ้น

ลักษณะของคิงแมน รีฟ เป็นแนวปะการังรูปสามเหลี่ยมซึ่งส่วนใหญ่จมอยู่ในน้ำและไม่มีผู้คนพำนักอาศัย ความยาวแนวตะวันออก-ตะวันตก 9.5 ไมล์ทะเล (18 กิโลเมตร) ส่วนความยาวแนวเหนือ-ใต้ 5 ไมล์ทะเล (9 กิโลเมตร)

แนวปะการังนี้ล้อมรอบทะเลสาบน้ำเค็มตรงกลางเกาะซึ่งมีความลึกถึง 270 ฟุต (82 เมตร) ในซีกตะวันตก เนื้อที่ทั้งหมดภายในส่วนริมขอบนอกของคิงแมนคือ 29 ตารางไมล์ (75 ตารางกิโลเมตร) ตรงริมขอบทางตะวันออกนั้นมีพื้นที่แห้งผืนเล็กๆ 2 ผืนซึ่งเป็นซากปะการังและเปลือกหอยกาบขนาดยักษ์ โดยมีขนาดราว 2 เอเคอร์ (8,100 ตารางเมตร) และ 1 เอเคอร์ (4,000 ตารางเมตร) มีแนวชายฝั่งราว 2 ไมล์ (3 กิโลเมตร) จุดสูงสุดของแนวปะการังคิงเมน สูงไม่ถึง 5 ฟุต (1.5 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล และก็ถูกน้ำทะเลซัดหรือเปียกน้ำแทบตลอดเวลา ทำให้คิงแมนกลายเป็นเขตอันตรายสำหรับสิ่งมีชีวิต ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ และก็ไม่เอื้อต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ ทั้งสิ้น

(ข้อมูลจาก Wikipedia และ http://mentalfloss.com/article/65834/because-bird-poop-how-us-acquired-its-territories-arent-states#sthash.Q6hAQBoy.dpuf)

[7]โอกิโนโตริชิมะ (Okinotorishima) เป็นเกาะปะการังที่ไม่มีผู้คนพำนักอาศัยในความครอบครองของญี่ปุ่น มีพื้นที่ทั้งสิ้น 8,482 ตารางเมตร (2.096 เอเคอร์) อย่างไรก็ตาม พื้นที่แห้งของโอกิโนโตริชิมะ ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากพื้นที่เทคอนกรีตรวม 3 บริเวณ นอกจากนี้ยังมีแท่นยกพื้นขนาด 100 คูณ 50 เมตรแห่งหนึ่งในบริเวณทะเลสาบน้ำเค็มกลางเกาะ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งสถานีวิจัย ทั้งจีนและไต้หวันต่างโต้แย้งการที่ญี่ปุ่นอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลรอบๆ แนวปะการังนี้ โดยระบุว่ามันเป็นแนวปะการัง ไม่ใช่เกาะ จึงไม่สามารถอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้