xs
xsm
sm
md
lg

นักลงทุนจีนช่วยขับดัน ‘ราคาทองคำ’ ให้พุ่งทะยาน

เผยแพร่:   โดย: เอเชียอันเฮดจ์

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

China investors help drive up gold prices
By Asia Unhedged
11/02/2016

ตามรายงานล่าสุดของสภาทองคำโลก ในปี 2015 ที่ผ่านมา จีนซื้อทองคำไปรวม 985 ตัน นับเป็นชาติที่บริโภคทองคำสูงที่สุด การที่ชาวจีนมีดีมานด์ความต้องการโลหะชนิดนี้สูงมาก ก็เนื่องจากต้องการป้องกันตนเองจากภาวะที่เงินหยวนอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ ในอีกด้านหนึ่ง จากดีมานด์ของจีน ตลอดจนอินเดีย และธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็กำลังขับดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นโลดลิ่ว

ดูเหมือนว่าพวกนักลงทุนชาวจีนกำลังเป็นผู้ขับดันให้ราคาทองคำพุ่งพรวด

จีนเป็นหนึ่งในผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อปีที่แล้ว ในยามที่ชาวจีนพากันเสาะแสวงหาหนทางปกป้องคุ้มครองตนเอง จากการที่สกุลเงินตราของพวกเขากำลังอ่อนเปลี้ยลงไม่หยุดไม่หย่อน และแนวโน้มเช่นนี้คาดหมายว่าจะยังดำเนินต่อเนื่องไปอีกในปีนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุในรายงานล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (11ก.พ.) ทั้งนี้ผู้ซื้อทองคำรายบิ๊กๆ ของโลกรายอื่นๆ ยังได้แก่บรรดาธนาคารกลางตลอดทั่วโลกทีเดียว

ราคาทองคำขยับสูงขึ้น 4.6% ไปอยู่ในระดับ 1,249.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตอนช่วงเที่ยงวันของวันพฤหัสบดี (11 ก.พ.) ที่ตลาดนิวยอร์ก นี่เท่ากับว่าราคาพุ่งขึ้น 186 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทีเดียวนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2016 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งราคาโลหะชนิดนี้กระโจนพรวดถึง 5.8% ไปอยู่ที่ 1,263.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อันเป็นจุดสูงสุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2015 และก็กลายเป็นการพุ่งทะยานมากที่สุดของการซื้อขายระหว่างวันนับจากปี 2009 เป็นต้นมา

ดีมานด์ความต้องการเหรียญทองคำในประเทศจีนนั้น ทะยานลิ่วขึ้นไป 25% ในรอบไตรมาส 4 ของปี 2015 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น ในขณะที่พวกผู้บริโภคต่างแสวงหาหนทางที่จะปกป้องคุ้มครองความมั่งคั่งร่ำรวยของพวกตนจากการที่เงินหยวนลดค่าลงเรื่อยๆ สภาทองคำโลกระบุเอาไว้เช่นนี้ในรายงานประจำปีที่มีชื่อว่า “แนวโน้มความต้องการทองคำ” (Gold Demand Trends) โดยที่สมาชิกของสภานี้ประกอบด้วยพวกบริษัทเหมืองทองคำชั้นนำทั้งหลายของโลก

สำหรับปี 2015 ดีมานด์ความต้องการทองคำของชาวจีนอยู่ในระดับรวมทั้งสิ้น 985 ตัน ติดตามมาด้วยชาวอินเดีย 849 ตัน เมื่อรวมกันแล้ว ทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นเจ้าของดีมานด์รวมของทั่วโลกเกือบๆ 45% ทีเดียว ทั้งนี้ความต้องการทองคำเฉพาะในส่วนของผู้บริโภคในจีนและอินเดีย เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 2% และ 1% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม รายงานประจำปีล่าสุดของสภาทองคำโลกระบุว่า ความต้องการทองคำสำหรับเครื่องประดับอัญมณี ได้ตกลงมา 3% ในประเทศจีนเมื่อเทียบกับ 1 ปีก่อนหน้า สืบเนื่องจากพวกผู้บริโภคบังเกิดความวิตกกังวลจากการที่ตลาดหุ้นกำลังเซซวดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ด้วยเหตุที่ความต้องการทองคำของทั่วโลก ส่วนใหญ่ที่สุดมาจากการนำไปใช้ทำเป็นเครื่องประดับอัญมณี ดีมานด์ที่หดวูบลงเช่นนี้ของผู้บริโภคจีน จึงทำให้ดีมานด์ทองคำของทั่วโลกสำหรับปี 2015 ไม่ได้ขยับไปไหนยังคงอยู่ที่ระดับ 4,212 ตัน ยังดีที่ได้ความต้องการทองคำไปทำอัญมณีของอินเดียเป็นตัวช่วย โดยดีมานด์ดังกล่าวของแดนภารตะในปี 2015 นั้นอยู่ที่ 654.3 ตัน ถือเป็นสถิติสูงสุดอันดับ 3 เท่าที่เคยบันทึกกันไว้ทีเดียว

ทางด้านธนาคารกลางแห่งต่างๆ ก็ได้เพิ่มอัตราเร่งขึ้นมากในการออกกว้านซื้อทองคำในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว จนกระทั่งพุ่งสูงขึ้นถึง 25% ในรอบไตรมาสสุดท้ายของปี 2015 โดยสาเหตุสำคัญมาจากการที่แบงก์ชาติเหล่านี้พยายามกระจายทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของตน ออกมาจากสินทรัพย์ที่เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนการที่ราคาน้ำมันกำลังลดต่ำลงไม่หยุด รายงานประจำปีของสภาทองคำโลกระบุว่า ยอดรวมการซื้อทองคำของธนาคารกลางแห่งต่างๆ ในปีที่แล้วอยู่ที่ 588.4 ตัน ถือว่าเป็นปีซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 โดยเป็นรองเพียงแค่เมื่อปี 2013 ซึ่งแบงก์ชาติทั้งหลายกว้านซื้อโลหะชนิดนี้เอาไว้มากเป็นสถิติสูงสุดที่ 625.5 ตัน

“เมื่อมองต่อไปข้างหน้า ดีมานด์ความต้องการแบบกายภาพจะยังคงได้รับความสนับสนุนจากการออกกว้านซื้ออย่างแข็งขันของพวกแบงก์ชาติ และการเข้าซื้ออัญมณี, ทองคำแท่ง, และเหรียญทองคำ อย่างต่อเนื่องต่อไปของบรรดาครัวเรือนทั้งหลายตลอดทั่วโลก นำโดยครัวเรือนในอินเดียและในจีน” อลิสแตร์ เฮวิตต์ (Alistair Hewitt) ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวกรองตลาดของสภาทองคำโลก บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ “เมื่อเรามองดูปีนี้เฉพาะช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เหตุผลที่โน้มน้าวให้ทำการลงทุนในทองคำ ยังคงแข็งแกร่งเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา โดยขณะที่ตลาดหุ้นโคลงเคลงโอนไปเอนมาเช่นนี้ ทองคำกลับมีผลงานที่ดีมาก” (ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.reuters.com/article/us-gold-wgc-idUSKCN0VK114)

(จากคอลัมน์ Asia Unhedged ในเอเชียไทมส์)