xs
xsm
sm
md
lg

เยอรมนีเผยตัวเลขผู้อพยพลี้ภัยเข้าประเทศปี 2015 สูงเกือบ 1.1 ล้านราย ชี้เป็นชาวซีเรียเยอะสุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เอพี / รอยเตอร์ /เอเจนซีส์ / MGR online - กระทรวงมหาดไทยของเยอรมนีเปิดเผยในวันพุธ (6 ม.ค.) โดยระบุว่าในปี 2015 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปมีผู้อพยพลี้ภัยจากต่างแดนเดินทางเข้าสู่เยอรมนีรวมทั้งสิ้น 1,091,894 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้อพยพชาวซีเรียมากที่สุดถึง 428,468 ราย ตามมาด้วยชาวอัฟกัน 154,046 ราย และชาวอิรัก 121,662 ราย

โทมัส เด ไมซีเรอ รัฐมนตรีมหาดไทยเยอรมนีระบุว่า เดือนธันวาคมที่ผ่านมาถือเป็นเดือนที่จำนวนผู้อพยพเข้าประเทศได้ชะลอตัวลงอย่างสำคัญเมื่อเทียบกับหลายเดือนก่อนหน้า โดยในเดือนธันวาคมมียอดผู้อพยพลี้ภัยที่เดินทางเข้าสู่เยอรมนีทั้งสิ้น 127,320 ราย ลดลงจาก 206,101 รายในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้อพยพลี้ภัยมีจำนวนน้อยลงในเดือนดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับภาวะคลื่นลมแรงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เปรียบเสมือน “กำแพงด่านหน้า” ทางธรรมชาติที่กั้นยุโรปออกจากตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ

อย่างไรก็ดี แม้จำนวนผู้อพยพลี้ภัยที่เดินทางมาถึงแผ่นดินเยอรมนี จะมีจำนวนสูงถึงเกือบ 1.1 ล้านคนในปีที่แล้ว แต่ทางกระทรวงมหาดไทยเยอรมนียืนยันว่า ในจำนวนนี้มีผู้อพยพลี้ภัยเพียง 476,649 รายเท่านั้นที่ยื่นเอกสารขอลี้ภัยในเยอรมนีอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ถึงกระนั้นยอดผู้ยื่นเอกสารขอลี้ภัยดังกล่าวของปีที่แล้วก็ยังสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์โดยทุบสถิติเดิมของเมื่อปี 2014 ที่มีผู้ยื่นเอกสารขอลี้ภัยในเยอรมนี 202,834 รายลงอย่างราบคาบ

รัฐมนตรีมหาดไทยเยอรมนียอมรับว่า จำนวนผู้อพยพลี้ภัย โดยเฉพาะจากซีเรีย อัฟกานิสถาน และอิรักที่ไหลบ่าเข้าสู่เยอรมนีนั้นอยู่ในระดับที่ “สูงเกินรับไหว” และว่ารัฐบาลเยอรมนีจะดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นบนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรมเพื่อหาทางป้องกันมิให้ยอดผู้อพยพลี้ภัยในปี 2016 นี้ อยู่ในระดับสูงลิ่วเหมือนเช่นปี 2015

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในการเปิดเผยตัวเลขผู้อพยพของกระทรวงมหาดไทยเยอรมนี มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุสลดมีผู้อพยพที่มุ่งหน้าสู่ยุโรปจมน้ำเสียชีวิตอย่างน้อย 21 รายบริเวณนอกชายฝั่งของตุรกีในวันอังคาร (5 ม.ค.) หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือผู้อพยพจำนวน 2 ลำพลิกคว่ำกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีคลื่นลมแรง ก่อนถึงเกาะเลสบอสของกรีซ ที่เป็นจุดหมายปลายทาง

รายงานข่าวระบุว่า ร่างไร้วิญญาณของผู้อพยพจำนวน 9 รายถูกคลื่นซัดมาเกยบนชายหาดแห่งหนึ่งที่เมืองตากอากาศอายวาลิคของตุรกีในช่วงเช้าของวันอังคาร (5) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของตุรกีจะนำเรือออกค้นหาในน่านน้ำใกล้เคียง ก่อนจะพบร่างผู้อพยพที่เสียชีวิตเพิ่มเป็น 14 รายในช่วงสายของวันเดียวกัน รวมถึงผู้อพยพอีก 7 รายที่ลอยคออยู่กลางทะเล และได้รับการช่วยเหลือจนปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ โดยที่ทั้งหมดโดยสารมาในเรือลำเดียวกัน

อย่างไรก็ดี สำนักข่าว “โดกัน” ซึ่งไม่ได้อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลตุรกีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ยามฝั่งได้เข้าไปเก็บศพของผู้อพยพอีก 7 รายซึ่งรวมถึงศพของผู้หญิงและเด็กจากเรือผู้อพยพอีกลำหนึ่งที่ถูกคลื่นซัดเข้าสู่ชายหาดแห่งหนึ่งที่เมืองดิกิลี ที่อยู่ห่างจากเมืองอายวาลิคไปทางใต้ราว 50 กิโลเมตร

ที่ผ่านมาบรรดาผู้อพยพหนีภัยสงครามและความขัดแย้งทางการเมืองจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรียจำนวนกว่า 850,000 รายได้เดินทางผ่านตุรกีเข้าไปยังกรีซในปี 2015 โดยส่วนใหญ่ยอมจ่ายเงินให้พวกแก๊งค้ามนุษย์ให้ช่วยพาพวกเขาโดยสารเรือมุ่งหน้าไปยังกรีซ ซึ่งมีผู้อพยพจำนวนหลายพันคนที่มีอันต้องจมน้ำเสียชีวิตหรือตายด้วยสาเหตุอื่นๆ ระหว่างความพยายามในการเดินทางข้ามทะเลไปยังกรีซเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตกด้วยความหวังในการได้ “เริ่มต้นชีวิตใหม่”

ก่อนหน้านี้ องค์การสากลเพื่อผู้อพยพ (International Organization for Migration : IOM) เผยข้อมูลล่าสุดว่า ตลอดทั้งปี 2015 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปมีผู้อพยพเสียชีวิตระหว่างการเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์ เรเนียนสู่ยุโรป รวม 3,771 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้อพยพที่จมน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้านตะวันออกที่ อยู่ระหว่างตุรกีกับกรีซถึง 805 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 21 เปอร์เซ็นต์ของผู้อพยพทางเรือทั้งหมดที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่ของยุโรป

ข่าวสลดเรื่องการพบผู้อพยพเสียชีวิตอีกอย่างน้อย 21 ศพจากอุบัติเหตุเรือพลิกคว่ำที่นอกชายฝั่งของตุรกีในครั้งนี้มีขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ทางการเดนมาร์กประกาศบังคับใช้มาตรการควบคุมการผ่านเข้าออก ตลอดแนวพรมแดนของตนด้านที่ติดต่อกับเยอรมนีหวังจำกัดการไหลบ่าของคลื่นผู้อพยพจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผู้อพยพจากซีเรียเข้าสู่ประเทศตน ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยของลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กในวันจันทร์ ( 4 ม.ค.)

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลโคเปนเฮเกนมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่รัฐบาลของชาติเพื่อนบ้านอย่างสวีเดนประกาศมาตรการควบคุมการใช้สะพานและอุโมงค์ทุกแห่งที่เชื่อมต่อกับเดนมาร์ก ทั้งนี้ เพื่อจำกัดจำนวนผู้อพยพที่เดินทางเข้าสู่ประเทศของตน โดยใช้เดนมาร์กเป็นทางผ่าน

นอกเหนือจากการควบคุมการใช้สะพานและอุโมงค์อย่างเข้มงวดแล้ว ทางการสวีเดนยังประกาศให้บรรดาบริษัทผู้ให้บริการรถไฟ รถบัสโดยสาร และเรือเฟอร์รีทุกแห่งต้องทำการตรวจสอบภาพถ่ายของผู้โดยสารทุกรายที่เดินทาง มาจากเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นความพยายามจำกัดการไหลทะลักเข้าสู่สวีเดน ของเหล่าผู้อพยพหนีภัยสงครามจากตะวันออกกลาง ที่รัฐบาลสตอกโฮล์มออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่า ตนเอง “รับมือไม่ไหว”

ลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซน นายกรัฐมนตรีของเดนมาร์กเผยในวันจันทร์ (4) โดยระบุว่าความเคลื่อนไหวของชาติเพื่อนบ้านของตนในกลุ่ม “นอร์ดิก” ได้สร้างผลกระทบไม่ต่างจากการล้มของ “โดมิโน” ที่บีบให้เดนมาร์ก “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกเหนือจากต้องบังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าประเทศของผู้อพยพ อย่าง เข้มงวดด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านมาเดนมาร์กได้รับคำร้องขอลี้ภัยจากผู้อพยพแล้วกว่า 21,000 รายในปี 2015 แต่ยังน้อยกว่าชาติเพื่อนบ้านอย่างสวีเดนที่ได้รับคำร้องขอลี้ภัยจากผู้อพยพ เกือบ 163,000 รายจากตะวันออกกลางในปีที่ผ่านมา

ด้านมาร์ติน เชเฟอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี ออกมาแถลงยอมรับว่า เขตปลอดวีซ่า “เชงเก้น”กำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง และกำลังถูกทดสอบจากวิกฤตการไหลบ่าของผู้อพยพจากภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่ยุโรป ตลอดจนถือเป็นความท้าทายที่สำคัญยิ่งต่อหลักการที่ว่าด้วยเสรีภาพในการอพยพ เคลื่อนย้ายของผู้คนและแรงงานยุโรป

รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปเริ่มแสดงความกังวลเพิ่มมากขึ้นต่อการเปิดประตูรับผู้อพยพเข้าประเทศหลังเกิดเหตุก่อวินาศกรรม 6 จุดกลางกรุงปารีสของฝรั่งเศส ซึ่งมีการตรวจสอบพบหลักฐานว่า ผู้ลงมือก่อเหตุโจมตีนครหลวงของฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤศจิกายนหลายรายเป็น สมาชิกกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) จากซีเรียที่แฝงตัวปะปนมากับคลื่นผู้อพยพซีเรียที่มุ่งหน้าเข้าสู่ยุโรป