เอพี - บังกลาเทศมีแผนที่จะบังคับให้ธนาคารกรามีน ที่เป็นต้นแบบการให้สินเชื่อเพื่อคนมีรายได้น้อยจนทำให้ผู้ริเริ่ม “มูฮัมหมัด ยูนุส” ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับธนาคารกรามีนในปี 2006 นั้น จะอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารกลางบังกลาเทศเหมือนเช่นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพื่อทำให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของธนาคารเพื่อคนยากไร้นี้มีความโปร่งใสในการบริหารงาน
คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ชีค ฮาซินา ได้อนุมัติร่างกฎหมายเพื่อจะกำกับดูแลธนาคารกรามีนในวันพฤหัสบดี (3) ที่ผ่านมา ซึ่งร่างกฎหมายกำกับดูแลฉบับนี้ยังต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาบังกลาเทศต่อไป
ธนาคารกรามีนนั้นเป็นต้นแบบธนาคารที่ให้สินเชื่อวงเงินต่ำมาก หรือไมโครเครดิต ให้กับผู้ยากไร้ในบังกลาเทศเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และในปี 2006 นั้นทั้งผู้ริเริ่มแนวคิด “มูฮัมหมัด ยูนุส” และ ธนาคารกรามีนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกัน
จากที่ผ่านมามีจำนวนชาวบังกลาเทศที่ขอสินเชื่อจากธนาคารแห่งนี้จำนวนราว 9 ล้านคน โดยส่วนมากของผู้กู้จะเป็นเพศหญิง แต่ทว่าที่ผ่านมา ทั้งยูนุสและรัฐบาลบังกลาเทศกลับมีความเห็นขัดแย้งกันมาตลอดในการดำเนินการแบงก์แห่งนี้
โดยยูนุสอ้างว่า รัฐบาลบังกลาเทศนั้น ต้องการให้คนทั่วไปมองธนาคารกรามีนที่มีภาพลักษณ์ดีในระดับนานาชาติว่าเป็นธนาคารของรัฐ และต้องการที่จะเข้าควบคุมธนาคารแห่งนี้ ซึ่งการดำเนินงานของธนาคารโดยอาศัยหลัก “สัจจะและความเชื่อมั่น” และมันจะต้องหมดไปหากรัฐบาลบังกลาเทศเข้ามาครอบงำ
อย่างไรก็ตามในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลบังกลาเทศกลับได้พบว่า ธนาคารเพื่อคนยากไร้แห่งนี้ได้ละเมิดกฏบัตรของธนาคาร ซึ่งที่ผ่าานมายูนุสอ้างว่าเป็นกฎบัตรที่รัฐบาลบังกลาเทศได้ร่างขึ้น
โดยครั้งนี้ รัฐบาลบังกลาเทศกล่าวหากรามีนแบงก์ว่า ธนาคารแห่งนี้ทำผิดเพราะมีการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส โดยทางธนาคารได้ตั้งบริษัทธุรกิจภายใต้ชื่อของธนาคารขึ้นมา 48 แห่งที่รวมถึง บริษัทให้บริการมือถือชั้นนำของบังกลาเทศ “กรามีนโฟน” จากเงินทุนของที่ธนาคารที่มีไว้สำหรับเพื่อการให้ไมโครเครดิตกับผุ้ขอสินเชื่อเท่านั้น
ซึ่งรัฐบาลบังกลาเทศเห็นว่าธุรกิจของบริษัทพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับธุรกรรมการปล่อยสินเชื่อไมโครเครดิตของธนาคารแต่อย่างใด
การเคลื่อนไหวของของรัฐบาลบังกลาเทศในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ รัฐบาลของฮาซิน่าเผชิญข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันและปราศจากการตรวจสอบในเหตุการณ์ถล่มของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ารานาพลาซ่าในเดือนเมษายนล่าสุด ที่มียอดคนงานที่เสียชีวิตสูงถึง 1,100 คน
ซึ่งผู้สนับสนุนธนาคารกรามีนอ้างว่า อาณาจักรธุรกิจภายใต้ชื่อของธนาคารกรามีนเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมจนถึงการดำเนินงานที่โปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลบังกลาเทศ
ก่อนหน้านี้ ผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งนี้กลับถูกให้พ้นออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารธนาคารในปี 2011 หลังจากที่ศาลสูงของบังกลาเทศตัดสินว่า ยูนุสวัย 73 ปีนั้นฝ่าฝืนกฎหมายการเกษียณที่กำหนดให้ทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งที่ผ่านมา ยูนุสได้กล่าวหารัฐบาลบังกลาเทศว่าต้องการทำลายธนาคารแห่งนี้ แต่ฝ่ายรัฐได้ปฎิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวเนื่องกับกฎหมายกำกับดูแลธนาคารกรามีนนั้น เลขาธิการคณะรัฐมนตรีบังกลาเทศ มูชาร์ราฟ ฮอนเซน บุยยาน กล่าวว่า กฎหมายที่ร่างขึ้นมาใหม่นั้นเพื่อสร้างความมั่นใจถึงการดำเนินงานที่โปร่งใสของธนาคารแห่งนี้
ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มอำนาจที่มากขึ้นให้กับธนาคารกลางบังกลาเทศในการกำกับธนาคารกรามีน เหมือนเช่นที่ได้กำกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปในบังกลาเทศ จะทำให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของธนาคารไม่ขัดกับกฎหมาย และไม่มีการบริหารที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการเงิน ในขณะนี้ธนาคารกรามีนอยู่ในสถานะพิเศษในกฎมายการก่อตั้งในปี 1983
และรัฐมนตรีการคลังของบังกลาเทศได้กล่าวกับรัฐสภาบังกลาเทศในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า “บริษัทธุรกิจภายใต้ชื่อของธนาคารกรามีนถูกจัดตั้งขึ้นมาภายใต้ทุนของธนาคาร แต่ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับเงินปันผล” ซึ่งยูนุสได้กล่าวโต้ว่า เขาไม่มีหุ้นในบริษัทที่ใช้ชื่อธนาคารกรามีน และไม่ได้นำเงินจากธนาคารกรามีนมาดำเนินการธุรกิจพวกนี้
“ผมไม่ได้ก่อตั้งบริษัทพวกนี้โดยใช้เงินจากกรามีนซึ่งมันขัดกับข้อบังคับของธนาคาร บริษัทพวกนี้ถูกตั้งขึ้นโดยไม่แสวงผลกำไร หรือมีเจ้าของเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และมีวัตถุประสงค์ในการขจัดความยากจนผ่านธุรกิจเพื่อสังคม” ยูนุสกล่าว
ตัวอย่างหนึ่งในบริษัทภายใต้ชื่อกรามีนคือ “กรามีนโฟน” ที่เป็นบริษัทโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ โดยก่อตั้งจากเงินสินเชื่อของมูลนิธิโซรอสของพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส
และพบว่า “กรามีนโฟน” เป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัทเทเลนอร์ของนอร์เวย์ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ราว 2.6 พันล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วนการตลาดถึง 40%
เมื่อดูจากสัดส่วนผู้ถือหุ้นของ“กรามีนโฟน” พบว่า บริษัทเทเลนอร์นั้นถือหุ้น 52% ยูนุสถือหุ้นอยู่ 34% และ 10% จากผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์บังกลาเทศ
ซึ่งกฎหมายกำกับดูแลใหม่นี้อนุญาตให้ทางธนาคารสามารถขยายเงินทุนได้และยังจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการธนาคารเป็นเวลา 3 ปี จากที่แต่เดิมไม่มีกำหนดระยะเวลาไว้
นอกจากนี้ รัฐบาลบังกลาเทศจะเพิ่มการมีสัดส่วนถือหุ้นในธนาคารกรามีนอยู่ 25% ในขณะที่อีก 75% จะถือโดยผู้ถือหุ้นที่เป็นทั้งลูกค้าธนาคารในการขอกู้ยืมเหมือนอย่างเช่นในอดีต
โดยอ้างจากการให้สัมภาษณ์ของยุนุสในปี 2011 นั้นพบว่า รัฐบาลบังกลาเทศมีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ 3.5% ในขณะที่ลูกค้าธนาคารซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ถึง 96.5%
ความสัมพันธ์ระหว่างยูนุสและฮาซิน่านั้นตึงเครียดมาโดยตลอด โดยผู้ให้การสนับสนุนยูนุสกล่าวหารัฐบาลบังกลาเทศที่ดำเนินคดีกับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนี้ เนื่องมาจากผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งสิ้น
ในเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลของฮาซินา กล่าวหายูนุสว่าเลี่ยงภาษีของรายได้ที่มาจากต่างประเทศ ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ การปาฐกถา ประชุมสัมนา และจากรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ ในขณะที่ยูนุสกล่าวโต้ว่า เขาทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายเสมอ



