xs
xsm
sm
md
lg

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 7 กรกฎาคม 2560

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน เนื่องจากสุดสัปดาห์นี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเทศกาลวันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2560 นี้ นับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งที่พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ งานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ รัฐบาลได้กำหนดให้วันเข้าพรรษาของทุกปี เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้นะครับ ผมอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้ร่วมกันทำบุญทำกุศลต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม โดยการงดดื่มสุรา เครื่องดองของเมา ตลอดห้วงเวลาเข้าพรรษา 3 เดือนนับจากนี้ หรือตลอดไป หากใครมีศรัทธาที่แรงกล้า มีความมุ่งมั่น สามารถละเลิกการดื่มสุราตลอดไป ตลอดชีวิตกันนะครับ ถือว่าเป็นมหากุศล อย่างน้อยหากเลี่ยงไม่ได้ขอให้เป็นการดื่มอย่างมีสติ ส่วนการดื่มเพื่อเข้าสังคมนั้น ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ล้าหลังไปแล้วสำหรับสังคมไทยในวันนี้ รวมความไปถึงการสูบบุหรี่ด้วย

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ยาสูบฉบับใหม่ที่รัฐบาลนี้ได้ผลักดันเป็นกฎหมาย และมีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่4 กรกฎาคมที่ผ่านมา วัตถุประสงค์หลักคือการป้องกันเยาวชนไม่ให้เป็นนักสูบหน้าใหม่ การคุ้มครองสุขภาพบุคคลรอบข้างที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อม รวมทั้งการควบคุมและเตือนสิงห์นักสูบมิให้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ ช่วยกันดูแลด้วย

ในการนี้ผมขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชน ร่วมกันรักษาศีล 5 ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานของชีวิต จะนำความเจริญมาสู่ผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติ และเป็นประตูสู่ความเสื่อม สำหรับผู้ที่ละเมิดศีลในแต่ละข้อทั้งการฆ่าสัตว์ ทำร้ายผู้อื่น การลักทรัพย์ การทุจริต การประพฤติผิดในกาม การพูดจาส่อเสียด โกหก บิดเบือน เลื่อนลอย และการดื่มสุรา การใช้ยาเสพติด ที่เราต้องละเว้น และเอาตัวออกห่างสิ่งเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในปีนี้ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งเพื่อความสงบสุขในสังคมไทยของเราด้วย

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ เศรษฐกิจของประเทศห้วงที่ผ่านมา ในเดือนพฤษภาคม มีสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง จากการส่งออกที่ขยายตัวได้ในระดับสูงร้อยละ 13.2 การท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องร้อยละ 3.3 คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะดีกว่าไตรมาสแรก และมีรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในไทยจากบีโอไอพบว่า ร้อยละ 35.7 มีแผนจะขยายการลงทุนในประเทศไทย และร้อยละ 62.5 จะเดินหน้าลงทุนในไทยตามแผนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ มีความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญทั้งหมด และดำเนินมาตรการต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน โดยมุ่งหวังให้ส่งผลดีทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่พี่น้องประชาชนทุกคน

อย่างไรก็ตาม หนี้สินยังเป็นปัญหาปากท้อง ที่รัฐบาลไม่อาจละเลยได้ แต่เป็นจุดหมายของแทบทุกมาตรการของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปลดเปลื้องภาระให้กับพี่น้องประชาชนหลากหลายกลุ่ม ที่ต้องแบกรับมานาน จนทำให้ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันได้เท่าที่ควร ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย แม้ว่าจะลดลงมาอย่างต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังต้องลดลงให้ได้อีก โดยข้อมูลล่าสุด เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2560 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนปรับลดลงจากร้อยละ 79.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 78.6 ของรายได้รวมของประเทศในไตรมาสก่อน ทั้งนี้จากการสำรวจหนี้ครัวเรือน และประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่พบว่า

1.คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยคนอายุ 30 ปี กว่าครึ่งหนึ่ง มีภาระหนี้สินแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้บัตรเครดิต

2.คนไทยเป็นหนี้เยอะขึ้น โดยเทียบกับปี 2552 คนไทยที่มีหนี้สินคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 แต่ในปี 2559 สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 รวมถึงมูลค่าของยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า

3.คนไทยแบกภาระหนี้มานาน เห็นได้จากพี่น้องประชาชนที่เข้าใกล้วัยเกษียณ แม้มีรายได้มากขึ้น เริ่มมีรายจ่ายฟุ่มเฟือยน้อยลง ไม่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่เห็นได้ว่าปริมาณหนี้ไม่ได้ลดลงตามไปด้วยเท่าไรเลย

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้ถือเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของประเทศ ของประชาชน ที่ต้องเร่งขจัดปัดเป่าโดยเร็ว และถือว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลพยายามเดินหน้าแก้ไขมาโดยตลอด ให้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างบูรณาการและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่างๆ อาทิ

กลุ่มแรก คือเกษตรกร ซึ่งได้มีการรับขึ้นทะเบียนข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับหมู่บ้าน โดยเฉพาะหนี้ที่นำที่ดินไปประกันหนี้ และเกิดปัญหาความเดือดร้อน แยกเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีเกษตรกรมายื่นคำร้องกว่า 1 แสนราย มูลหนี้ราว 17,000 ล้านบาท

สำหรับเกษตรกรที่มีหนี้ในระบบ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางให้การช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ เป็นต้น ผลจากการทยอยไกล่เกลี่ย เพื่อช่วยปลดเปลื้องหนี้สินได้แล้วราว 3 พันราย มูลหนี้เกือบ 400 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย มีการเพิ่มช่องทางการให้สินเชื่อหลายๆ ด้าน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างครบวงจร ในด้านเจ้าหนี้มีการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้กวดขันด้วยอย่าให้มีโดยเด็ดขาด รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหนี้มาร่วมไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ เข้ามาขออนุญาตดำเนินธุรกิจสินเชื่อในระบบให้ถูกต้อง

นอกจากนี้ มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา สำหรับลูกหนี้ ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อให้เกิดมูลค่าหนี้ที่เป็นธรรม และให้ธนาคารของรัฐพิจารณาสินเชื่อ เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบตามศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ขณะเดียวกันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่นของชุมชน หรือ ระดับฐานรากของสังคมไทย โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสมาชิกในชุมชนผ่านองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็ง และมีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พยายามเพิ่มช่องทางให้ลูกหนี้สามารถกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ที่สำคัญได้มีการสร้างกลไกในการพัฒนา และฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีศักยภาพในการหารายได้และสามารถชำระหนี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ซึ่งจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความรู้ในการจัดทำบัญชีครัวเรือนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน เป็นภูมิคุ้มกันการเป็นหนี้ตามศาสตร์พระราชาอีกด้วย

กลุ่มสุดท้ายคือ ผู้ที่มีรายได้ประจำ แต่ยังมีภาระหนี้ล้นพ้นตัว ก็สามารถเข้าร่วมในโครงการคลินิกแก้หนี้ ที่มีการเปิดให้บริการแล้วในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ และช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสม สร้างวินัยทางการเงินไม่ให้กลับมาเป็นหนี้ได้อีก โดยสรุปแล้วรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ๆ จะหามาตรการ ทั้งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปเสมอ เพื่อให้เกิดการขจัดปัญหาได้อย่างจริงจังในระยะยาว โดยทั้งนี้ต้องอาศัยการตระหนักรู้ และปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าหากคนไข้เชื่อฟังหมอ กินยาตามกำหนด มีวินัยปฏิบัติตามคำแนะนำ และรู้วิธีป้องกันตนเองแล้ว ไม่เพียงจะหายป่วย แต่ร่างกายและจิตใจจะแข็งแรง มีแรง มีพลังต่อสู้ชีวิตได้อีก

นี่คือปรัชญาที่เรียบง่าย จากการประยุกต์ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งรัฐบาลนี้ได้เน้นการช่วยให้พี่น้องประชาชนให้มีการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน สร้างโอกาส สร้างตลาด รวมไปถึงการให้ความรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้กลับไปมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซ้ำเติมหนี้เดิม หรือก่อหนี้ใหม่ ผมหวังอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เราต้องแก้ไขไปด้วยกัน เพื่อจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวให้ได้ในระยะยาว เพื่อจะลดภาระของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการต่างๆ ออกมามากมาย แต่ปัญหาขอเราคือว่าทุกคนยังไม่สามารถจะเข้าอยู่ในระบบเหล่านั้นได้ทุกคน มันต้องไปหาช่องทางว่าจะทำกันอย่างไร อย่างน้อยเราก็เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน มิฉะนั้นแล้วการที่รัฐบาลไม่ว่าจะออกมาตรการใดก็ตามก็ไม่สามารถที่จะรองรับ หรือร่วมมือในมาตรการต่างๆ เหล่านั้นของรัฐได้ เลยกลายเป็นว่าเหมือนรัฐไม่ดูแล ประชาชนมีรายได้น้อยลง มีหนี้สินมากขึ้นอะไรทำนองนี้อย่างที่มีคนพูดกล่าวกันในปัจจุบันนะครับ ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง แต่เราจะทำอย่างไรล่ะครับ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเลย เรายังคงทำแบบเดิม คิดแบบเดิม ไม่เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ไม่พัฒนาตัวเอง รัฐก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เพราะว่ามันเป็นการทำฝ่ายเดียว แล้วผลกระทบตรงนั้นจะเกิดขึ้นจากหลายส่วนด้วยกัน ขอให้ฟังรัฐบาลบ้างในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นระยะยาว ดีกว่าที่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการช่วยเหลือไปตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด

จากผลสำรวจความสุขของเกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง 500 กว่ารายทั่วประเทศโดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำพบว่า ความสุขมวลรวมของเกษตรกรมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 8.29 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ก็ไปพิสูจน์กันเองว่า จากโพลออกมาแล้วจริง หรือไม่จริงอย่างไร

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คนที่อยู่ในห่วงโซ่เหล่านี้ สามารถจะมีรายได้ดีขึ้น ปรับตัวเอง มีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช มีการลดต้นทุนการผลิต มีการรวมกลุ่ม เหล่านี้จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าใครไม่เข้ามาในวงจรเหล่านี้เลย มันไม่เพิ่มขึ้นแน่นอน หนี้สินจะมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เราก็ความพยายามที่จะเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สูงขึ้นหลายมาตรการด้วยกัน

รายงานล่าสุดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าการค้า ประมาณ 7.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ มีมูลค่ากว่า 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% ขณะที่การนำเข้ามูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท ลดลง 16% ส่งผลให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าเกือบ 4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24% ต้องไปดูนะครับ การส่งออกเพิ่มขึ้น การนำเข้าลดลง การพัฒนาในด้านนี้มันจะลดลงหรือไม่ ต้องไปใคร่ครวญกันให้ดีว่า เราจะมีมาตรการอย่างไรออกไป รัฐบาลก็ติดตามเรื่องนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ สินค้าการเกษตรสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยาง ปาล์ม ข้าวโพด มัน อ้อย ต่อไปนี้นั้นผมไม่อยากให้ทุกคนคิดว่า ราคาผลิตผลการเกษตรที่เรามีเป็นจำนวนมากนี้จะมีโอกาสสูงขึ้นได้มากนักในอนาคต เพราะได้มีวิวัฒนาการต่างๆ มากมายในด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ ซึ่งสามารถจะทดแทนกันได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพืชชนิดเดียวเช่นเดิม อย่างเช่นกรณียาง วันนี้บางประเทศ หรือบางอุตสาหกรรมสามารถผลิตยางรถยนต์ หรือยางอื่นๆ ได้จากยางเทียมที่ทำมาจากน้ำมันทดแทน ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบถูกลง โดยเรามีหนทางเดียวที่จะทำให้ราคาอยู่ในสภาพที่เกษตรกรไม่เดือดร้อนก็คือ การปรับตัว ผลจากการสำรวจกลุ่มเกษตรตัวอย่างที่กล่าวมาของซูเปอร์โพลนั้น พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ทำกินทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญคือ การปลูกข้าวอย่างเดียวลดลงจากร้อยละ 75.3 เหลือร้อยละ 57.8

ในขณะที่การปลูกข้าวกับพืชอื่นๆ เช่น ทำไร่ ทำสวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.5 เป็นร้อยละ 30.0 ทั้งนี้ การปรับตัวดังกล่าวนั้นจะเป็นผลดีต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศ หากเกิดขึ้นจริงในภาพรวมทั้งประเทศ โดยเฉพาะที่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเช่น ลดพื้นที่ปลูกลง ลดต้นทุนการผลิต ผลิตตามความต้องการของตลาด เหล่านี้เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการให้พี่น้องเกษตรกรได้มีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ มีการบริหารจัดการ และการรวมกลุ่มเอง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรแปลงใหญ่ สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน โดยใช้กลไกประชารัฐสอดแทรกในการดำเนินการตั้งแต่การปลูก การผลิต แปรรูป การตลาดด้วยตัวเองในตลาดชุมชน ตลาดออนไลน์ วันนี้เรากำลังจัดทำโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ที่จะเป็นการปฏิรูป เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งองค์ประกอบหลายอย่าง รวมไปถึงการวิจัยพัฒนา สร้างนวัตกรรม โดยเน้นการผลิตเพื่อใช้ และป้อนตลาดภายในประเทศก่อน สิ่งต่างๆ ที่ต้องการการลงทุนจากเอกชนไทยและจากต่างประเทศ ซึ่งต้องมีการพิจารณาปัจจัยการผลิตอื่นๆ ด้วยให้ครบวงจร ไม่ใช่เพียงวัสดุต้นทุนในประเทศเท่านั้น เช่น ยางพารา สิ่งที่เราต้องพิจารณามีทั้งต้นทุนการผลิต ค่าแรง ค่าวัสดุต้นทุน คุณภาพ การตลาด การแข่งขันที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างที่นักการเมืองบางท่าน หรือบางพรรคออกมาพูด หรือกล่าวอ้างโจมตีรัฐบาลอยู่ในเวลานี้เพราะว่าถ้าทำเช่นนั้นได้จริง ก็คงแก้ปัญหาได้นานแล้ว ปัญหาคงไม่สะสมมาจนถึงวันนี้ วันนี้เรากำลังทำในสิ่งใหม่ที่จะแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่อยากให้ใครดึงกลับไปจุดเดิม พี่น้องเกษตรกรต้องพิจารณาด้วยตัวเอง

ที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของราคายางก็คือ การปลูกยางพารา 3 ล้านกว่าไร่ ในพื้นที่บุกรุก ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจจะทำให้ราคายางตก เพราะเรามียางเป็นจำนวนมาก อาจจะมากเกินไป การส่งออก ราคาก็ตก เพราะตลาดกลางก็มียางเป็นจำนวนมาก ต้องไปแข่งขันกันในตลาดโลก ตลาดกลาง เหล่านี้เราจะมากดดันกันภายในประเทศ คงทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นในประเทศเราจะทำอย่างไร สาเหตุหนึ่งที่มีการปลูกมากเกินไป ในพืชเกษตรหลายชนิด ทำให้เกิดปัญหาราคาตกทั้งสิ้น

วันนี้ก็อยากยกตัวอย่าง เช่นยาง ที่ปลูกในพื้นที่บุกรุก 3 ล้านกว่าไร่ ถ้าเราทำให้พื้นที่บุกรุกเหล่านั้น ไม่มีการกรีดยางอีกต่อไป ราคายางขึ้นแน่นอน เพราะยางจะลดลง วันนี้เราก็เห็นใจพี่น้องเกษตรกรที่เดือดร้อนอยู่ แต่ทั้งนี้ การกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลก็จำเป็นต้องมีนโยบายในการที่จะเปลี่ยนผ่านในช่วงนี้ เพราะฉะนั้นการที่ออกมาเรียกร้องในขณะนี้ แล้วก็มีการระดม กัน ปลุกกันว่าจะออกมากดดันรัฐบาล ผมไม่อยากให้เกิดกรณีเช่นนั้น เพราะถ้าหากว่ามีการกดดันรัฐบาลมากจนเกินไป รัฐบาลก็จำเป็นต้องต้องใช้มาตรการทางกฎหมายก็คือ การห้ามกรีดยางในพื้นที่บุกรุกทั้งสิ้น ใน 3 ล้านกว่าไร่ แล้วพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ยากจนจะทำยังไง

เพราะฉะนั้นขอให้ผู้นำเกษตรกร สมาคมยางต่างๆ ให้พิจารณาตรงนี้ด้วย เพราะว่าท่านทำให้คนเหล่านั้นเดือดร้อนไปด้วย ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดมาให้กับรัฐบาล ท่านก็รู้อยู่แล้ว ว่าปัญหาของเราก็คือยางเรามีจำนวนมากเกินไป การส่งเสริมการผลิตยางในประเทศนั้นไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนัก เพราะที่ผ่านมามุ่งไปแต่ส่วนการขายไปต่างประเทศ แล้วก็ไม่ได้เพิ่มในเรื่องของการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น วันนี้รัฐบาลก็พยายามส่งเสริม ไม่ให้เป็นการพึ่งพาการส่งออกมากจนเกินไปเหมือนในอดีต จนควบคุมไม่ได้

คราวนี้ในทุกกระทรวงสำรวจ จัดทำโครงการใช้ยางในทุกกิจกรรม ในภาพรวมของประเทศ คือการใช้ยางในส่วนราชการนั้น ไม่ใช่แต่เพียงว่า เอายางมา ซื้อยางมาจากเกษตรกร แล้วมาใช้ได้เลย ไม่ได้ ต้องมีการแปรรูป มีการนำสู่อุตสาหกรรม ถึงจะไปทำยางสนามกีฬา เสร็จแล้วก็ต้องไปทำการประมูล จัดซื้อจัดจ้าง ถึงจะใช้ได้

ในการทำถนนหนทางก็เช่นเดียวกัน วันนี้ก็ใช้ได้ประมาณ 5-15% ในการที่จะใช้ผสมลงไป ซึ่งต้นทุนในการทำถนนก็สูงขึ้น แล้วจะทำยังไงล่ะครับ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ทั้งราคายาง ทั้งราคาที่ต้องเอาไปแปรรูป ทั้งราคาที่นำไปสู่การผลิต แล้วนำมาสู่การใช้งาน ตอนนี้รัฐบาลแก้ทุกอัน เราถึงจะได้นำมากำหนดเป็นความต้องการให้ได้ว่าตลาดภายในเราต้องการเท่าไรเพราะฉะนั้นเราควรจะกำหนดปริมาณการผลิตบ้างไหม ปลูกที่ไหน เมื่อไร ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยาง ของทั่วโลกเขา ไม่ใช่ออกมาพร้อมๆ กันทั้งหมด บางที่ก็ไม่ได้นะครับ หลายผลิตผลการเกษตร

วันนี้ก็ผมเห็นมีการเรียกร้องในเรื่องของสับปะรด เข้ามาอีก สับปะรดก็มีการบุกรุกเข้าไปหลายแสนไร่ ในปัจจุบัน ราคาสับปะรดดีขึ้น ก็บุกรุกป่าไปปลูกสับปะรดเข้าไปอีก แล้วราคาตกก็ร้องเรียนกับรัฐบาล สิ่งเหล่านี้แก้ได้อย่างเดียว คือการแก้ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งแน่นอนพี่น้องประชาชนต้องเดือดร้อน เพราะฉะนั้นต้องขอให้ผู้นำเกษตรกรต่างๆ ได้เข้าใจตรงนี้ ถ้าท่านไม่ช่วยเราตรงนั้น เราก็ไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร การที่จะเอางบประมาณไป subsidize ไปอะไรต่างๆ เหล่านี้ผิดกลไกของ WTO อ้อย อะไรต่างๆ เราต้องมาแก้ทั้งหมดวันนี้

ท่านทราบหรือไม่ครับ จะมีการฟ้องร้องอะไรต่างๆ มากมาย ซึ่งเราก็คลี่คลายสถานการณ์ไปได้แล้ว ในเรื่องของเงินอุดหนุน ในเรื่องอ้อยนะครับ ก็ไปหาวิธีการที่เหมาะสม ไม่ผิดกติกา พันธะสัญญาโลก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้นะครับ ถ้าเกษตรกรยังมุ่งอยากได้แต่ราคาที่สูงๆ แล้วให้รัฐบาล หาวิธีการแก้ให้ได้ แก้ไม่ได้หรอกครับ ยังไงก็แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่าแก้ได้ ผมคิดว่าอย่าไปให้เขาหลอกเลย วันหน้าเขาก็หลอกแบบนี้อีก สิ่งเดียวที่แก้ได้คือปลูกในพื้นที่ๆ เหมาะสม ปลูกในพื้นที่ที่ไม่บุกรุก แล้วก็ลดต้นทุนการผลิตให้ได้ ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นการปลูกพืชหลายๆ ชนิด แล้ววันหน้าเราก็จะมีการปลูกพืชในพื้นที่ๆ เหมาะสม เช่นตรงนี้ควรจะปลูกข้าว ตรงนี้ควรจะทำไร่นาสวนผสม ตรงนี้ควรจะทำสวนผลไม้ ตรงนี้ควรจะเลี้ยงสัตว์

ซึ่งในระหว่างนี้จะต้องเป็นช่วงของการปรับเปลี่ยน การให้ความรู้ การเตรียมการนะครับ หลายท่านอาจจะทดลองดูว่าเราเคยปลูก 20 ไร่ ทำนา หรือทำอะไรก็แล้วแต่ เราลองลดพื้นที่เหล่านั้นไป ว่าจะทำนาไปเป็นอย่างอื่น ลองซัก 5 ไร่ได้ไหม เหลือ 15 ไร่ ตรงไหนที่ทำข้าว แล้วขายไม่ได้คุณภาพ ราคาตก คุณภาพไม่ดี ก็ไปปลูกอย่างอื่น ที่จะทดแทนได้ แล้วก็ปลูกข้าวไว้รับประทานอย่างเดียว เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันคิด ซึ่งเราคงต้องมีการกำหนดปริมาณการผลิต ว่าปลูกที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร มากน้อยเท่าไร แล้วเราจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปส่งเสริมและให้องค์ความรู้เพิ่มเติม ความรู้ปราชญ์ชาวบ้านก็มี ความรู้ของเกษตรกร Smart Farmer รุ่นใหม่ก็มี แล้วก็ที่เราแพร่ไปตามสื่อ ตามสิ่งพิมพ์ ก็เยอะแยะไปหมด ทุกคนต้องช่วยกันดูด้วย ไม่อย่างนั้นรัฐบาลแก้ไม่ได้ ปัญหาหมักหมมมาหลายอย่างด้วยกัน เราอาจจะต้องสนับสนุนภาคเอกชน ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมกัน เช่นในกรณีให้ กยท. การยางแห่งประเทศไทยและเครือข่ายวิชาการ ต่างๆ มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำด้วย

วันนี้เรื่องยาง หมอนที่ผลิตจากยางพาราแท้ 100% และผ้าหุ้มหมอนไร้ฝุ่นจากศูนย์วิจัยศิริราช และศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาฯ ก็ได้เริ่มส่งไปขายในประเทศจีน ช่วงเดือนสิงหาคม นี้ จำนวน 100,000 ใบ ตั้งเป้ายอดขายในอนาคตว่าจะสามารถสร้างมูลค่า ราว 5,000 ล้านบาทใน 3 ปี นอกจากนี้ จีนยังมีการสั่งซื้อยางไทยไปสต็อกไว้ เพื่อนำไปผลิตล้อรถยนต์จำนวนมากอีกด้วย อันนี้ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน กับทุกประเทศในโลกนี้ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลเหล่านี้ไว้ให้ได้

สรุปได้ว่าหลักการสำคัญ ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า มีประเด็นเชื่อมโยงกัน เกี่ยวพันกัน ในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.การปลูกมากเกินไป ทำให้ดีมานด์ น้อยกว่าซับพลาย คือความต้องการน้อยกว่าการผลิตที่มีจำนวนมาก

2. การปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม ดินไม่ดี น้ำไม่พอ ร้อนเกินไป ภัยแล้ง ภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำมาก น้ำ ทำให้ต้องมีการลงทุนหลายครั้ง รัฐบาลต้องเยียวยา ต้องมีการประกันภัย เหล่านี้ทำให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ ตรงนี้จะทำอย่างไรกับพื้นที่ตรงนี้

3. การปลูกในพื้นที่บุกรุก ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่ป่า พื้นที่อุทยาน ซึ่งก็มีส่วนทำให้ผลผลิตนั้นมีมากจนเกินไป จากในส่วนที่ถูกกฎหมายก็ทำให้ฝ่ายโน้นเดือดร้อนไปด้วย ฉะนั้นต้องหารือกัน สมาคมเกษตรกร อย่ารวมกันเพื่อร้องเรียนอย่างเดียว ไปดูกันเองด้วย ไม่รู้ตั้งมาแล้วช่วยอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้นตั้งมาแล้วก็ต้องช่วยกันนะ อย่าไปเข้าใจอะไรกันผิดๆ ต่อต้านรัฐบาล ทุกเรื่องไป

4.การลงทุน ค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ส่วนต่างกับราคาขายนั้นไม่มากนัก ขาดทุน กำไรนิดเดียว ไม่พอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา ค่าจ้างเครื่องจักร รถไถ ค่าแรง ค่าเช่านา ค่าเช่าที่ดิน เหล่านี้เป็นต้น วันนี้ต้องไปทบทวนใหม่ทั้งหมด

5.การตลาด ประกอบด้วยปัญหาต่างๆอาทิ เกษตรกรขาดความรู้ด้านการตลาด,สหกรณ์บางแห่งขาดประสิทธิภาพ เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลาง ขายแต่วัตถุดิบ ไม่แปรรูป ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม การขายต่างประเทศก็มีการซื้อขายล่วงหน้า,พันธะสัญญาต่างประเทศและโลก ได้มีการห้ามการสนับสนุนราคาพืชผลทางการเกษตร

ขณะนี้เราก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องอ้อยอีก ตามที่ผมกล่าวไปแล้วเรื่องการใช้เงิน CESS มีการประท้วงจากต่างประเทศ การเจรจาทางการค้าที่จำเป็น ต้องมีการนำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น เช่น ของอาเซียน FTA เป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติ คลังสำรองพืชผลเกษตรทุกประเทศเขาก็มีการตั้งคลังสำรองเอาไว้ เมื่อทุกประเทศมีมาก ราคาก็ตก เช่น การสต็อกข้าว ไทยเคยมีข้าวในสต็อกกว่า 18 ล้านตัน และความร่วมมือต่างประเทศผ่านกลไกต่างๆร่วมมือเจรจา ซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็พยายามจะสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศตนเองให้มากที่สุดด้วย

นอกจากนั้น ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมายเศรษฐกิจโลก การซื้อขายมูลค่าลดลงทุกกิจกรรม หนี้สินครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา หากไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ครบวงจร ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม หนี้ก็จะพอกพูนมากขึ้นไปเรื่อยๆ รัฐบาลออกทุนอะไรมาก็ตาม กองทุนโน้น กองทุนนี้ มาให้กู้ยืมก็สู้ไม่ได้

ทุกเรื่องที่กล่าวมา เป็นปัญหาสืบเนื่องยาวนาน การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด ไม่ทำทั้งระบบ พอมาทำอันนี้มันก็ยากการที่จะทำให้เกิดความไว้วางใจ การเชื่อมั่น เหล่านี้มันต้องใช้เวลาทั้งสิ้น รัฐบาลนี้ยืนยันกำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ ในทุกๆ เรื่อง มีคนเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก อันเป็นผลมาจากการบริหารประเทศในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลนี้จำเป็นต้องสะสางให้ได้ในทุกประเด็นนะครับ แล้วก็มีการเริ่มต้นใหม่ให้ถูกต้อง ทั้งนี้ก็ขอให้สังเกตว่าหากในอดีตอย่างที่เขากล่าวอ้างมาว่าทำดีอยู่แล้ว วันนี้ เราคงไม่ต้องตามแก้ไปหมดทุกเรื่อง เช่นวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน บุกรุกป่า ราคาสินค้าเกษตร หรือการสาธารณสุข การรักษาพยาบาล การศึกษา ผมไม่บังอาจต่อว่าท่านเหล่านั้น ให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่วันนี้ก็อยากให้ประชาชนแยกแยะให้เข้าใจว่า เราจะร่วมมือแก้ไขปัญหาอย่างไร แล้วก็ไม่ให้คนเหล่านั้นที่พูดจาทำให้เสียหายได้ออกมาพูดอีก ทุกอย่างกลับเป็นแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ เรื่องแรงงานต่างด้าวนั้น ข้อดีวันนี้ที่ผมเห็น ก็คือดีใจที่คนไทยตื่นตัวในเรื่องกฎหมาย และการปฏิรูปมากขึ้น ผมอยากให้เข้าใจตรงกันว่า ปัญหาแรงงานต่างด้าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในเรื่องของกฎหมายค้ามนุษย์ ซึ่งเราแสดงเจตนารมณ์ชัดเจน ทุกครั้ง ในเวทีระหว่างประเทศ ว่าจะป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์ ให้ถึงที่สุด

โดยกฎหมายในกลุ่มนี้ มี เรื่องใหญ่ๆ รวมอยู่ด้วยกัน เช่น การค้ามนุษย์ การประมงผิดกฎหมาย,แรงงานเด็ก แรงงานทาส รวมทั้งแรงงานต่างด้าว ซึ่งเราต้องเร่งดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่เพื่อคนอื่น เพื่อประเทศไทยของเราเอง การแก้ปัญหานี้ มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง 3 ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้มีการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติไปแล้ว ราว 3 ล้านคน แต่อุปสรรคสำคัญ คือการพิสูจน์สัญชาติโดยประเทศต้นทาง ทำให้ยังคงเป็นปัญหาอยู่ และก็ได้ผ่อนผันให้มาโดยตลอด

หากยังพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ ก็ให้ถือบัตรสีชมพูไปพลางก่อน เรื่องนี้ ขอให้พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางอย่ามองปัญหาในเชิงธุรกิจแต่เพียงด้านเดียว สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ทำไมเราต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว แล้วมีความต้องการจำนวนเท่าไหร่ เพราะหากทุกๆ งานมีคนไทยทำเองหมดเราก็คงไม่ต้องไปพึ่งใคร ให้ใครต้องเข้ามาทำแทนเรา ในความเป็นจริงข้อนี้ทุกคนต้องยอมรับ

วันนี้คนไทยเราทำงานประเภทใช้แรงงานลดลงทุกวัน และเหลือน้อยมาก บางประเภทแทบไม่มี จึงเป็นเหตุที่เราต้องทำความร่วมมือกับต่างประเทศ มีข้อตกลงกัน ซึ่งมีความยุ่งยากมากมาย มีระเบียบ มีขั้นตอน ทั้งกฎหมายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งปัญหาในเรื่องการทุจริต ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาการค้ามนุษย์ ภาระทางสังคม การศึกษา สาธารณสุข การถือสัญชาติเด็กที่เกิดจากแรงงานต่างด้าว เหล่านี้เป็นต้น

ทุกอย่างวันนี้ผสมปนเป เชื่อมโยงกัน ทำให้เป็นการซ้ำเติมปัญหา ถ้าเราไม่แกะออกมาวันนี้ การแก้ไขปัญหาเหล่านั้นไม่สามารถทำได้เพียงด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ตามที่กล่าวมาแล้ว

เรื่องแรกที่เราต้องดำเนินการ คือ การจัดระเบียบ ใหม่ทั้งหมด หากทำได้เรียบร้อย เป็นระบบ เราก็จะบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืนตรงตามความต้องการตลาดแรงงานในประเทศที่เราต้องการ ทุกภาคการผลิตและบริการไม่มีการแย่งงาน ไม่มีการหนีงาน เปลี่ยนงาน เปลี่ยนนายจ้าง ทุกฝ่ายก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่เป็นเหมือนเช่นที่ผ่านมา ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ แล้ว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของท่านก็หายไป ไปอยู่ที่ไหน สังคมของเราก็จะสงบสุข ปลอดภัย ไว้ใจซึ่งกันและกันได้

สิ่งเหล่านี้ คนที่ไม่เคยรู้ ควรเปิดหูเปิดตาไม่ใช่หลับตาปิดใจ วิพากษ์วิจารณ์โดยปราศจากข้อมูล เราต้องเอาความจริงมาพูด มาเสนอแนะกัน ให้ความรู้ด้วยความจริงกับสังคม ว่าถ้าหากว่าไม่มีการให้แรงงานเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานเลย ก็จะไม่มีใครทำงานในโรงงานต่างๆ แม้แต่เด็กปั๊ม เด็กเสิร์ฟ ร้านอาหาร ไปจนถึงแรงงานในบ้าน แรงงานในสวนนาไร่ หรือการกรีดยาง และในเรือประมง ก็มีแรงงานเหล่านี้ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่หยุดชะงัก เพราะฉะนั้นอย่าไปพูดจาให้มันเสียหาย

เพราะว่า ในเมื่อเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเราแล้ว ด้วยหลักมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แรงงานเหล่านี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมของเรา ซึ่งก็ต้องได้รับสวัสดิการตามสมควร ที่รัฐก็ต้องดูแลให้เป็นไปตามหลักสากลด้วยซึ่งมีกระบวนการ ค่าใช้จ่ายตามปกติ ไม่ต่างอะไรจากพี่น้องคนไทย ที่ต้องไปทำงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเช่นกัน เพราะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ที่สำคัญ เราจะเอาแต่ได้ โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย คงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องไม่ใช่การเสียความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งรัฐบาลก็จะไม่ยอมปล่อยปละละเลย ให้เป็นปัญหาคาราคาซังอีกต่อไป ให้เวลาไปแล้ว ต้องไปหาวิธีการดำเนินการกันให้ได้ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ผู้ประกอบการ แรงงานต่างๆ ก็ต้องร่วมมือ หลายประเทศเขาก็ทำแบบนี้มาก่อน

การที่เราเคยเปิดให้จดทะเบียนไปแล้ว เมื่อปีพ.ศ. 2557 กว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งก็เป็นเพียงความสำเร็จในระดับหนึ่งแต่แรงงานที่ไม่เข้ามาอยู่ในระบบ และแรงงานที่เข้าๆ ออกๆ หมุนเวียนมาใหม่ ด้วยช่องทางที่หลีกเลี่ยงกฎหมายของข้าราชการที่ทุจริตบ้าง นายหน้าบ้างนายจ้างบ้าง ก็สร้างปัญหาอยู่อย่างต่อเนื่อง

นำไปสู่วงจรแรงงานทาสบ้าง ค้ามนุษย์บ้าง ที่ส่งผลกระทบในภาพรวมของประเทศ ผู้ประกอบการเอง ก็ประสบปัญหาการเปลี่ยนงานของแรงงานต่างด้าวอยู่ตลอดเวลา ทำให้มันถูกสิครับ มันจะได้ชัดเจนขึ้น บางครั้งเสียเงิน เสียเวลา ฝึกฝนจนใช้งานได้ ก็ถูกดึงไปใช้ เพราะอะไร เพราะเราไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน มันก็เลยเกิดความไม่เป็นธรรมต่อนายจ้างเดิม เหล่านี้เป็นต้น

ที่สำคัญ คือ การเข้ามาในประเทศนั้นที่ไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติจากประเทศต้นทาง ที่เราเคยชะลอไปได้ วันนี้ไม่ได้แล้ว หากไม่มีหลักฐานทางราชการที่ถูกต้องในการเข้ามาทำงาน เราจะไม่สามารถควบคุม หรือจัดระเบียบอะไรได้เลย จากการที่นำเข้าผ่านแนวชายแดนเข้ามา ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ที่หลีกเลี่ยงไม่อยู่ในระบบเหล่านี้

ซึ่งก็ได้พูดคุยกับเพื่อนบ้านของเรา ช่วยกันแก้ปัญหา เราแก้คนเดียวไม่ได้นะครับ ช่วงที่ผ่านมาได้มีการจัดชุดพิสูจน์สัญชาติของต้นทางเข้ามาดำเนินการในบ้านเรา ในระหว่างที่ผ่อนปรนให้มีการใช้ “บัตรชั่วคราว” แต่ห้ามย้ายงาน ย้ายพื้นที่ แต่ก็มีลักลอบอยู่ ต้องยอมรับความจริง

วันนี้ก็มีข้อตกลงทำ MOU กันระหว่าง 3 ประเทศได้ระบุไว้ว่า ต้องมีการพิสูจน์สัญชาติ ณ ชายแดนประเทศต้นทางที่มีสำนักงานอยู่เท่านั้น ซึ่งมันควรจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่ผ่านมามันปล่อยเข้ามาหลายปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ จนเราก็ต้องเข้ามามาหามาตรการชะลอไป วันนี้มันชะลอไม่ได้ มันก็ต้องเข้ามาสู่กระบวนการที่มันถูกต้อง ก่อนที่จะเข้ามาในปลายทางของแต่ละประเทศ ก็มีการพิสูจน์สัญชาติมาก่อน

ดังนั้น เมื่อเรามี พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฯ ออกมา ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่ปัญหาเราอยู่ตรงที่ แรงงานที่เข้ามาอีกบางส่วนยังคงไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา บางส่วนทำแล้วไม่สมบูรณ์ ก็คงต้องไปดำเนินการให้เรียบร้อยที่ชายแดนนะครับ ถ้าเราทำครั้งนี้เรียบร้อยก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป ก็ต้องขออภัยในความยุ่งยากด้วยนะครับ

เพื่อจะได้เข้ามาอย่างถูกต้อง เราไม่สามารถจะอนุญาตให้เข้ามาก่อน ให้มาขึ้นทะเบียนแล้วมาพิสูจน์สัญชาติภายหลังได้อีกต่อไปนะครับ ทั้งนี้มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำผิดกฎหมายอีก แล้วมันต้องไปพันกับค้ามนุษย์ ไปพันกับ IUU ต่างๆ เหล่านั้น แล้ววันหน้าถ้ายังคงมี

อาการประเภทเหล่านี้อยู่ ค้ามนุษย์ ผิดกฎหมาย แล้วเขาไม่ซื้อสินค้าอื่นๆ แล้ว จะเป็นอย่างไรนะครับ ฉะนั้นคนที่ออกมาเรียกร้อง ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วย

ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของท่าน แต่ท่านต้องเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประเทศด้วย วันนี้เราพยายามแก้ปัญหาที่ก่อนหน้านี้ที่เราเข้ามาให้ได้ในประเด็นแรงงาน เป็นเรื่องสำคัญและเป็นวาระสำคัญของชาติ เราจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ ยอมรับไม่ได้อีกต่อให้มีแรงงานผิดกฎหมาย

ก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย นายจ้าง – ลูกจ้าง ที่ยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง เราให้เวลาไปเกือบ 6 เดือน หรือภายในสิ้นปีนี้ ตามที่ขยายไปแล้วให้ไปดำเนินการให้ครบ ท่านต้องหาวิธีดำเนินการให้ได้ ภาครัฐ กระทรวงแรงงาน สำนักงานจัดหางานต่างๆเหล่านี้ ผู้ประกอบการ บริษัท เหล่านี้ต้องร่วมมือกัน ว่าจะหากลไกมาตรการอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบจากการประกอบการ

ถ้าท่านบอกว่า ทำแบบนี้แล้วเกิดผลกระทบกับการประกอบการแล้วจะเป็นอย่างไรครับ มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้เหมือนเดิม เพราะอย่าลืมว่าที่ผ่านมาท่านทำผิดกฎหมายมาเป็นจำนวนมากและนานพอสมควร ในกลุ่มที่ดีผมขอชมเชยนะครับ แต่คราวนี้ปัญหาก็คือในกลุ่มที่ลักลอบ แย่งงาน แย่งคนงานด้วยการชักชวนให้ย้ายงานทั้งที่เขาลงทุนไปแล้ว นี้เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ต้องปรับตัวเองให้ได้ด้วย

ที่เป็นกังวลตอนนี้ก็คือลูกจ้าง ที่ท่านไว้ใจ อาทิเช่น ดูแลบ้าน แม่บ้าน เลี้ยงลูก หรือทำงานอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ ขนาดเล็ก ๆ เหล่านี้จะทำอย่างไร อาจจะต้องให้กระทรวงแรงงานระบุให้ชัดเจนไหมว่าพวกคนเหล่านี้ออกไปในส่วนของแรงงานประเภทเหล่านี้แล้วให้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ให้ระบุไว้ มีบัตรเฉพาะออกไป ก่อนออกไปก็มีบัตรเฉพาะว่าพวกนี้ออกไปแล้วกลับมาทำงานเดิมจะทำได้หรือไม่

อันนี้ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ มีลายเซ็น มีการยินยอม รับรองเงื่อนไข จากทั้ง 2 ฝ่ายให้ชัดเจน ทั้งผู้ประกอบการและแรงงาน มันต้องมีมาตรการเฉพาะออกมาเป็นประเภท ประเภท มันมีทั้งแรงงานที่จะเข้ามาทำงานเป็นรายปี และแรงงานอีกประเภท คือ แรงงานที่เข้ามาไปเช้า-เย็นกลับ อันนี้ก็ต้องตกลงต่างหากอีกอัน อย่าเอามาปนกัน ไอ้ส่วนนั้นก็ต้องเอาเข้ามาและออกไป ทำงานในพื้นที่แนวชายแดนไม่ให้เกิดผลกระทบกับการประกอบการในพื้นที่ชายแดน ถ้าตอนในก็อีกอันหนึ่ง

เพราะฉะนั้นขอให้ส่วนราชการให้ไปคิดมาตรการให้มันชัดเจนเกิดขึ้น ในเรื่องของที่มีการเรียกร้องให้ดูแลหรือปรับปรุงในเรื่องค่าปรับต่างๆ รัฐบาลพยายามจะหาทาง วิธีการทางด้านกฎหมายว่าจะทำได้อย่างไรที่ค่าปรับต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ก็กำลังดำเนินการอยู่นะครับ ก็จะใช้เวลาที่มี 6 เดือนอยู่นี้แก้ปัญหาให้ไดมากที่สุดเพื่อลดกระทบ

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สำนักจัดหางานเถื่อน นายหน้า หรือบริษัทไม่สุจริตเข้ามาแสวงประโยชน์ จากแรงงานเหล่านี้จะต้องถูกลงโทษเด็ดขาด สำหรับผู้ที่ค้ามนุษย์ก็ดำเนินการเต็มที่ ทั้งโทษอาญา โทษต่าง ๆ เหล่านี้ สำหรับขบวนการค้ามนุษย์ หากการล่อลวงว่าจะให้รายได้ที่ดีกว่าแล้วย้ายคนงานเหล่านี้ไปทำงานที่อื่นเอาผลประโยชน์ แล้วนายจ้างเดิมที่เขาเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้เขาจะทำอย่างไร

อย่าเห็นแก่ตัวแบบนั้น ทำให้เกิดปัญหากับนายจ้างเดิม แรงงานใหม่บางทีไปถ้าถูกกฎหมายก็แล้วไปย้ายงานได้แต่ถ้าย้ายงานไม่ได้ ก็ผิดกฎหมายลักลอบเข้าเมือง ลักลอบทำงานผิดกฎหมายอีก มันพันไปทั้งหมดทุกอย่างต้องอาศัยความไว้วางใจกันและใช้สติปัญญาในการแก้ไข้ปัญหา ต้องเสียสละกันบ้าง บางคนก็กำไรมามากแล้วในการใช้แรงงานผิดกฎหมาย วันนี้พอขาดทุนก็เรียกร้อง ก็ขอบคุณสำหรับผู้ที่ประกอบการดี ๆ ทั้งหมด สำหรับผมคิดว่ามีจำนวนมากกว่าผู้ประกอบการที่ไม่ถูกต้องนะครับ

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ทันต่อการดำเนินการในช่วงผ่อนผัน ตามกรอบเวลา 6 เดือนข้างหน้า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็ขอให้กระทรวงแรงงาน มีการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่ออำนวยการ–บริหารจัดการ สำหรับการทำงานของคนต่างด้าวให้ถูกต้องตาม พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฯ นี้ ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วด้วย อาทิ (1) กลุ่มที่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แต่ผิดนายจ้าง และ (2) กลุ่มที่ตรวจสัญชาติแล้ว มี Passport มี VISA มี CI(หรือ เอกสารรับรองบุคคล) แล้ว แต่ยังไม่ได้ขอใบอนุญาตทำงาน ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ให้สามารถดำเนินการให้ถูกต้องได้ทันที ณ ศูนย์เฉพาะกิจฯ สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด และกรุงเทพฯ ทั้ง 10 พื้นที่

(3) กลุ่มที่มีการนำเข้าตาม MOU ไม่ได้เป็นปัญหา สามารถดำเนินการได้ตามปกติ และสำหรับ (4) กลุ่มที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ให้ทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง มาพบเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์เฉพาะกิจฯ ดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้อง ระหว่าง 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม นี้ กรณีที่ยังมีข้อสงสัย สามารถสอบถามที่สายด่วน 1694

สิ่งสำคัญอีกประการ คือ ขบวนการผิดกฎหมาย ค้ามนุษย์ จะต้องถูกทำลายเครือข่ายลงอย่างเด็ดขาดให้ได้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ รีดไถ จากการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาของแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีมานาน จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกโดยเด็ดขาด จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย จนถึง รัฐบาลนี้ พร้อมเปิดรับเรื่องราวร้องเรียนทุกช่องทาง

พี่น้องประชาชนครับ เรื่องที่อยากฝากไว้ ก็คือ ไม่อยากให้คนไทยทุกคนฝากทุกอย่างให้รัฐบาลต้องดำเนินการ หรือรับผิดชอบ โดยที่ทุกภาคส่วนไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยเลย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง หรือผู้ที่มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การบุกรุกป่า ป่าต้นน้ำ อากาศ ขยะ น้ำเสีย การใช้แรงงานผิดกฎหมาย เป็นต้น

สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้ ก็คือ การกำกับดูแลด้านนโยบาย การออกกฎหมาย รวมไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ การอำนวยความสะดวก ซึ่งถ้าหากประชาชน และทุกภาคส่วนไม่ให้ความร่วมมือ เพราะมัวแต่คำนึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ เพียงอย่างเดียว อ้างผลกระทบ ความเดือดร้อน รัฐบาลจะทำอะไรได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องช่วยกันแก้ไข โดยเริ่มแก้ที่ตนเองก่อน ใครที่ยังเป็นอย่างที่ผมกล่าวไป ก็ขอให้มองประโยชน์ส่วนใหญ่ด้วย พิจารณาทั้งปัจจัยภายในภายนอก และอนาคตของประเทศบ้าง อย่าไปคิดถึงอนาคตทางการเมืองอย่างเดียว วันนี้ก็เห็นออกมาพูดเรื่องยาง เรื่องข้าว เรื่องอะไรต่างๆ ทั้งที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ไม่อยากให้ทุกคนมุ่งแต่ปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน ไม่คิดเสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่คิดถึงผลกระทบ แล้วผลักภาระเหล่านั้นให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบทั้งหมด หรือไปแก้ไขกันเอาเอง เราก็จะลดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล ข้าราชการ ประชาชน ในการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างไร มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น อย่างที่ผมยกตัวอย่างไปแล้ว

ทุกคนต่างรู้ดีว่า หากไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย ก็จะไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ หากไม่ผิดอะไร ก็ไม่ถูกจับกุม ไม่ถูกปรับ ไม่ต้องไปสมยอมเขา กฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องแรงขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ด้วยซ้ำไป หลายกฎหมายเป็นเรื่องเดิมที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เคารพ กฎหมายใหม่ก็ไม่เอา ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมาย ดังนั้น สิ่งรัฐบาลนี้พยายามทำอยู่ ก็คือ การ อำนวยความสะดวกให้การปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เป็นอุปสรรค หรือเป็นเรื่องยาก ทั้งเรื่องของการจดทะเบียน การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่างๆ ต้องมีกระบวนการและขั้นตอนที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น นำเทคโนโลยีมาใช้ การจัดตั้ง OSS หรือศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ one stop service ให้จบในจุดเดียว มันก็ต้องไปพิจารณากันให้ดีว่าจะทำได้อย่างไร

สรุปง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าทุกอย่างเราสามารถทำได้มันก็จะดีขึ้นเองด้วย

(1) ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย
(2) อย่าเอากฎหมายเพื่อส่วนรวม มาตีกับผลประโยชน์ส่วนตน แล้วหลีกเลี่ยง ไม่ปฏิบัติตาม โดยมีการชักนำจากคนไม่หวังดี และ
(3) ให้คิดถึงคนอื่น คิดถึงผลกระทบกับประเทศชาติในทุกๆ ด้านด้วย ทั้งเศรษฐกิจ มั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย

รัฐบาลและ คสช. ไม่ได้มุ่งหวังอำนาจอย่างที่กล่าวอ้างกันทุกวันนี้ ว่าจะสืบทอดอำนาจผลประโยชน์ ผมยังนึกไม่ออกเหมือนกัน ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ ประชาชน ผมไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไรเหมือนกันนะทุกวันนี้ เราไม่ต้องการที่จะไปควบคุมการเมือง ควบคุมประชาธิปไตยไปอีก 10 - 20 ปี ใครคิดแบบนั้นผมว่าไม่ใช้คนไทย ก็ต้องขอความร่วมมือในการช่วยกันรักษาเสถียรภาพของบ้านเมือง ในช่วงนี้ รัฐบาลและ คสช. คิด ทำ มุ่งหวัง อยู่เสมอว่าจะทำอย่างไร ปัญหาเหล่านี้จะไม่กลับมาอีก ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาทำกันต่อไปอีกหลายรัฐบาล ก็ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้ จะแก้ไขได้หมดสิ้น โลกมีความเสี่ยงตลอดเวลา

วันนี้โลกภายนอกเขาไม่ค่อยมีปัญหา หรือจะสนใจกับในเรื่องของการบริหารจัดการที่มาของรัฐบาลมากนัก ก็มีความทำความเข้าใจกันอยู่บ้าง แต่เขาให้ความสนใจกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพราะหากไม่มีเสถียรภาพ การค้า การลงทุน หรือเศรษฐกิจก็จะหยุดชะงัก ในโลกจึงมีทั้งประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ทั้งสังคมนิยม บางประเทศยังเป็นรัฐบาลทหาร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาการณ์ในแต่ละประเทศ ซึ่งทุกคนก็ต้องสร้างความเข้าใจว่าเราทำเพื่ออะไรกันอยู่ในเวลานี้ ไม่ใช้ไปฟังนักการเมืองที่มุ่งหวังแต่เพียงการเมืองอย่างเดียว หวังผลทางการเมือง เราต้องเร่งรักษาความสงบเรียบร้อยให้ได้จากภายในเสีย

ผมไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นอย่างอื่น ผมยืนยันหลายครั้งแล้วเรามีประชาธิปไตยมา 85 ปีแล้ว เราต้องมาดูซิว่า ประชาธิปไตย 85 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เราเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แต่ทำไมเราไม่รู้จักการแก้ไข้ในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ให้สำเร็จ ให้เหมาะสมเสียในช่วงนี้ วันหน้าทุกอย่างมันก็ต้องดีขึ้นเอง

ช่วงนี้รัฐบาล และ คสช. ก็พยายามจะเปิดโอกาส สร้างบรรยากาศ ให้มีการปฏิรูปในทุกๆ ด้าน เพื่อที่เราจะได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบอย่างเต็มภาคภูมิ ตามแบบฉบับของเรา ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมของเรา ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ถูกบิดเบือน บิดเบี้ยว จนเสียหลักการอันเป็นแก่นแท้ เพื่อเพียงผลประโยชน์ของใครบางคน กลุ่มบางกลุ่ม วันนี้ เราต้องมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ ต้องให้กำลังใจ ให้โอกาสคนดีๆ พยายามทำเพื่อส่วนรวม ประเทศชาติ และอนาคตของลูกหลาน ไม่ให้พ่ายแพ้ต่อกลการเมืองที่อาจจะไม่จริงใจ ที่ดีเขาเยอะกว่าอยู่แล้ว คนที่ไม่ดีก็ยังมีอยู่ หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่ไร้ศีลธรรมเหล่านี้

สุดท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ นิยมสินค้าไทย คุณภาพดี มาร่วมซื้อหา อุดหนุนสุดยอดสินค้าจากทั่วประเทศ ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ทั้งอาหารท้องถิ่น ผลไม้พื้นบ้าน งานหัตถกรรมชุมชน และ OTOP คุณภาพระดับส่งออก จนถึงวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...