xs
xsm
sm
md
lg

"รุทธพล" งัดสูตรคลาสสิก "ใครมีหลักฐานก็เชิญมาร้อง" ปม "ไท่หยาง ซาง" สามี "ไอเดีย" สส.ภูมิใจไทย โยงสแกมเมอร์-เว็บพนัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บิ๊กกระทรวงยุติธรรม เปิดปากให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตอย่างเผ็ดร้อนว่า สามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ "ไอเดียร์" สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย "อาจมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์หรือไม่" คำถามที่ทำสภาสะเทือน แต่คำตอบจากฝั่งกระทรวงยุติธรรมกลับ "นุ่มนวล" จนน่าตั้งคำถามกลับว่า "นี่คือท่าทีของผู้พิทักษ์ความยุติธรรม หรือท่าทีของผู้รอให้คนอื่นมาทำงานแทน?"

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ สส.พรรคร่วมรัฐบาลและสังคมก็รอความจริงอย่างใจจดจ่อ ซึ่งแน่นอนว่า บิ๊กตราชั่งเลือกใช้สูตรโยนหินถามทางที่คุ้นเคยกันดีในแวดวงข้าราชการไทย นั่นคือการ "แบ่งประเด็นออกเป็น 2 ส่วน" เทคนิคอมตะที่ทำให้เรื่องใหญ่ดูเล็กลง เรื่องร้อนดูอุ่นๆ และที่สำคัญที่สุดคือ "ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนได้คำตอบ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้อะไรเลย"

ประเด็นแรก "บัญชีทรัพย์สิน" โยนลูกให้ ป.ป.ช. แล้วนั่งดูจากริมสนาม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระบุว่า เรื่องบัญชีทรัพย์สินนั้น "มีผู้ไปยื่นกับ ป.ป.ช. แล้ว" และตนเห็นด้วย เพราะ "หากพูดลอยๆ การตรวจสอบก็จะไม่เริ่มต้น"

ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกกว่าผิวน้ำ นี่คือ "การปัดความรับผิดชอบแบบสง่างาม เพราะในฐานะ รมว.ยุติธรรม ซึ่งกุมอำนาจเหนือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกลไกด้านความยุติธรรมทั้งระบบ คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "ใครไปร้องแล้วหรือยัง" แต่คือ "ท่านในฐานะเจ้ากระทรวง ทำอะไรเชิงรุกบ้างแล้ว?"

การบอกว่า "พูดลอยๆ การตรวจสอบจะไม่เริ่มต้น" นั้นถูกต้องตามตัวอักษร แต่ ในเชิงสาระมันคือการบอกว่า "ถ้าไม่มีใครมาป้อนข้อมูลให้ เราจะไม่ขยับ" ซึ่งสำหรับกระทรวงที่มีหน้าที่ "อำนวยความยุติธรรม" ไม่ใช่ "รอรับเรื่องร้องเรียน" ท่าทีแบบนี้ ช่างย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิง

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ประเด็นที่ 2 "สแกมเมอร์-เว็บพนัน" หน่วยงาน "ดีเอสไอดูข้อมูลเบื้องต้นแล้ว" แต่... ยังไม่มีใครมาร้อง
นี่คือหัวใจของปัญหา และเป็นจุดที่คำตอบของ รมว.ยุติธรรม เปิดช่องว่างให้ตั้งคำถามได้มหาศาล

พล.ต.ท.รุทธพล ต้องยอมรับว่าได้ให้ ดีเอสไอ "ดูข้อมูลเบื้องต้น" แล้วสังเกตให้ดี ใช้คำว่า "ดูข้อมูลเบื้องต้น" ไม่ใช่ "สืบสวนสอบสวน" ไม่ใช่ "รวบรวมพยานหลักฐาน" ไม่ใช่ "ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ" แต่เป็นแค่ "ดู" ราวกับเปิดเว็บไซต์อ่านข่าวตอนเช้าแล้วพยักหน้า

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประโยคที่ตามมา "แต่ยังไม่มีใครมาร้องทุกข์กล่าวโทษ"


ประโยคนี้ถ้าแปลจาก "ภาษาราชการ" เป็น "ภาษาคน" ก็คือ "เรารู้ว่ามีปัญหา เราเห็นข้อมูลแล้ว แต่เราจะไม่ทำอะไรจนกว่าจะมีคนมายื่นเรื่องเป็นทางการ" ซึ่งก็ต้องถามกลับว่า ในกรณีที่พยานหลักฐานถูกเปิดเผยต่อสาธารณะจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั้งประเทศแบบนี้ กระทรวงยุติธรรมยังต้อง "รอให้มีคนมาร้อง" อยู่อีกหรือ?

ยิ่งเมื่อ รมว.ยุติธรรม ย้ำว่า "หากใครมีพยานหลักฐานก็อยากให้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ" ก็ยิ่งตอกย้ำภาพ "กระทรวงยุติธรรมแบบ passive" ที่ทำหน้าที่เหมือน เคาน์เตอร์รับเรื่อง มากกว่าองค์กรบังคับใช้กฎหมาย

นายไท่หยาง ซาง สามี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทย จ.ชัยภูมิ
กูราเซา "ถูกกฎหมายต่างประเทศ" จึงเอื้อมไม่ถึง?

รมว.ยุติธรรม หยิบยกประเด็นที่ว่า เว็บพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องนั้นขออนุญาตถูกกฎหมายจากประเทศกูราเซา ทวีปอเมริกาใต้ (ซึ่งที่จริงกูราเซาเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียน ดินแดนโพ้นทะเลของเนเธอร์แลนด์ ไม่ใช่ "ทวีปอเมริกาใต้" อย่างที่ถูกอ้างถึง แต่นั่นเป็นอีกเรื่อง) และอยู่ "นอกเขตดำเนินการของไทย"

นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะการที่เว็บพนันจดทะเบียนในกูราเซา ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีผลกระทบต่อคนไทย ไม่ได้หมายความว่าเงินที่ไหลเวียนในระบบไม่ได้ผ่านบัญชีธนาคารไทย และไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายชาวไทยไม่มีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครอง

การอ้าง "เขตอำนาจศาล" เป็นข้ออ้างคลาสสิกที่หน่วยงานรัฐมักหยิบมาใช้เมื่อไม่อยากขยับ ทั้งที่ในความเป็นจริง กฎหมายไทยมีเครื่องมือมากพอที่จะดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายในประเทศ ไม่ว่าเซิร์ฟเวอร์จะตั้งอยู่ที่กูราเซา ไซปรัส หรือดาวอังคารก็ตาม

แต่ รมว.ยุติธรรม ก็ทิ้งท้ายว่า "หากมีอะไรที่เป็นความผิดในประเทศไทย กระทรวงยุติธรรมพร้อม" ซึ่งก็ต้องถามอีกครั้งว่า "พร้อม" ในที่นี้หมายถึง "พร้อมทำ" หรือ "พร้อมรอ"? เพราะจากท่าทีทั้งหมดที่แสดงออกมา มันดูเหมือนอย่างหลังมากกว่า

โซเชียลถล่มเละ!! "ถ้างั้นเจ้ามือพนันเถื่อนทุกรายก็แค่บินไปจดทะเบียนที่กูราเซา แล้วกลับมาเปิดบริการได้เลยสิ?"

และนี่คือจุดที่ โลกโซเชียลจับทางได้อย่างโคตรเจ็บแสบ เพราะถ้าหยิบคำพูดของ รมว.ยุติธรรม กระตุกต่อมตรรกะ บ่อนถูกกฏหมายที่เคยเข้าสภาไปเมื่อหลายปีก่อน ผลลัพธ์ที่ได้คือ "คู่มือฟอกเว็บพนันเถื่อนให้กลายเป็นถูกกฎหมาย" แบบสมบูรณ์แบบ

ลองคิดตามตรรกะง่ายๆ 

รมว.ยุติธรรม บอกว่า เว็บพนันที่จดทะเบียนถูกกฎหมายในกูราเซา = "ถูกกฎหมาย"
รมว.ยุติธรรม บอกว่า เว็บดังกล่าว "อยู่นอกเขตดำเนินการของไทย"

ดังนั้น เจ้ามือพนันเถื่อนทุกรายในประเทศไทย ก็แค่จ่ายค่าจดทะเบียนไม่กี่แสนบาทที่กูราเซา เกาะเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "สวรรค์ของใบอนุญาตพนันออนไลน์ราคาถูก" และถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลกว่าเป็นแหล่งฟอกธุรกิจสีเทา แล้วก็กลับมาเปิดให้บริการคนไทยได้อย่างสบายใจ เพราะ รมว.ยุติธรรม ของประเทศไทยเป็นคนพูดเอง ว่ามัน "ถูกกฎหมาย" และ "อยู่นอกเขต"

นี่ไม่ใช่การตีความบิดเบือน นี่คือผลลัพธ์ตามตรรกะตรงๆ จากปากของผู้ที่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ชาวเน็ตตั้งคำถามกันสนั่นว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แล้วที่ผ่านมารัฐบาลไล่ปราบเว็บพนันเถื่อนทำไม? ในเมื่อเจ้ามือแต่ละรายก็แค่จ่ายเงินไปจดทะเบียนที่เกาะฟอกเงินสักแห่ง แล้วก็กลับมาอ้างว่า "ถูกกฎหมายต่างประเทศ" ได้ และ รมว.ยุติธรรม ก็จะต้อง "ยอมรับ" ตามตรรกะของตัวเองว่ามัน "อยู่นอกเขต" ใช่หรือไม่?

พูดให้ชัดกว่านั้น คำพูดของ พล.ต.ท.รุทธพล ไม่ได้แค่ "ไม่ช่วยแก้ปัญหา" แต่มัน เท่ากับเปิดช่องว่างทางกฎหมายให้ขบวนการพนันออนไลน์ทุกรายในประเทศไทย ได้ใช้เป็น "โล่" ป้องกันตัว โดยอ้างอิงจาก ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเอง

ถ้าจะมี "คู่มือเปิดเว็บพนันเถื่อนแบบไม่ผิดกฎหมาย" สักเล่ม บทที่ 1 ก็คงต้องเปิดด้วยคำพูดของ รมว.ยุติธรรม ในวันนี้ เพราะไม่มีอะไรน่าเชื่อถือไปกว่าการที่ "ผู้รักษากฎหมาย" เป็นคนบอกเองว่ามันถูกกฎหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนในวงการก็รู้ดีว่า ใบอนุญาตพนันออนไลน์จากกูราเซา ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากลแต่อย่างใด หลายประเทศในยุโรปและเอเชียไม่ยอมรับใบอนุญาตนี้ เพราะกระบวนการตรวจสอบของกูราเซาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า หละหลวม ไม่โปร่งใส และเปิดช่องให้ธุรกิจสีดำแฝงตัวเข้ามาได้ง่าย การที่ รมว.ยุติธรรม ของไทยหยิบยกมาอ้างเสมือนเป็น "ตราประทับความถูกต้อง" จึงเป็นเรื่องที่ น่าตกใจ พอๆ กับ น่าขบขัน

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทย จ.ชัยภูมิ
สูตร "เชิญมาร้อง" ความยุติธรรมแบบ "ลูกค้าต้องมาหาเราเอง"

สิ่งที่สะท้อนชัดเจนที่สุดจากคำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้คือวัฒนธรรม "reactive" ของกระทรวงยุติธรรม ที่ยังคงยึดมั่นอยู่กับหลักการ "ไม่มีคนร้อง ไม่มีคดี" แม้ในยุคที่ข้อมูลถูกเปิดเผยผ่านสื่อสาธารณะจนแทบไม่ต้องสืบก็ตาม

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำทิ้งท้ายว่า "ขอยืนยันว่าอยากให้มีผู้ที่มาร้องทุกข์กล่าวโทษ จะเป็นใครก็ได้ คนทั่วไปก็ได้ แค่แจ้งเบาะแสหรือมีหลักฐาน เหมือนช่องทางที่แจ้งกับ ป.ป.ช."

อ่านแล้วฟังดูเหมือนเปิดกว้างแต่มองในมุมกลับกันนี่คือการ ผลักภาระการพิสูจน์ทั้งหมดกลับไปให้ประชาชน ในขณะที่กระทรวงยุติธรรมซึ่งมีทั้งอำนาจ งบประมาณ กำลังคน และเครื่องมือทางกฎหมายกลับเลือกที่จะ "นั่งรอ" อย่างสงบเสงี่ยม

เมื่อ "ความยุติธรรม" ต้องรอ "ใบสั่ง" จากประชาชน


สิ่งที่ รมว.ยุติธรรม พูดในวันนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายสักข้อ ไม่ได้โกหกสักคำ แต่มันคือ "ความถูกต้องที่ไร้ความกล้าหาญ" คือการพูดทุกอย่างถูกตามขั้นตอน แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นแม้แต่เศษเสี้ยวของเจตจำนงที่จะเอาจริง

ในเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อรายงานทุกวัน สส.ฝ่ายค้านตั้งคำถามในสภาแต่กระทรวงยุติธรรมยังคง "ดูข้อมูลเบื้องต้น" และ "รอให้มีคนมาร้อง" คำถามที่ประชาชนผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ถามก็คือ

"ถ้ากระทรวงยุติธรรมต้องรอให้ประชาชนมาบอกว่าอะไรผิดกฎหมาย แล้วเราจ้างรัฐมนตรี ให้เปลืองภาษีไปทำไม?"