ก.ล.ต. เดินหน้าออกหลักเกณฑ์ Travel Rule บังคับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องรู้ให้ชัดว่าเงินคริปโตที่โอนเข้าออกแพลตฟอร์ม "มาจากใครและไปหาใคร" เลียนแบบระบบตรวจสอบเงินโอนของธนาคาร หวังปิดช่องฟอกเงินและอาชญากรรมไซเบอร์ที่ระบาดหนักในตลาดคริปโต แต่เมื่อเจาะลึกรายละเอียดกลับพบว่า เกณฑ์การขอข้อมูลเพิ่มเติมจะเริ่มทำงานเฉพาะธุรกรรมที่มีมูลค่าเกิน 30,000 บาทเท่านั้น เปิดคำถามใหญ่ว่า ขบวนการฟอกเงินที่ฉลาดพอจะแยกโอนเป็นก้อนเล็กๆ หลบเรดาร์ได้หรือไม่ ขณะที่กฎยังไม่แตะต้องการซื้อขายในกระดานและการถอนเงินบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เงินสกปรกอาจไหลออกจากระบบได้เช่นกัน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้หลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ โดยหลักการง่ายๆ คือการลอกแบบมาจากระบบธนาคาร ที่ธนาคารต้นทางต้องรู้ว่าใครเป็นผู้โอนและโอนไปหาใคร ส่วนธนาคารปลายทางก็ต้องรู้ที่มาของเงินเช่นกัน เมื่อนำหลักการนี้มาใช้กับคริปโต ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ VASP ฝั่งผู้ส่งจะต้องแนบข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนไปพร้อมกับธุรกรรมทุกครั้ง ให้ฝั่งผู้รับตรวจสอบก่อนปล่อยให้ลูกค้านำเหรียญออกจากกระเป๋าได้ และหากคู่ธุรกรรมใช้กระเป๋าส่วนตัวแบบ self-hosted wallet ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าใครเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจควบคุมกระเป๋านั้นจริง
เหตุผลที่ต้องเร่งวางระบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยในประเทศ แต่ยังผูกกับพันธะสัญญาระดับโลก เพราะไทยมีคิวเข้ารับการประเมินตามมาตรฐาน FATF (คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินการทางการเงิน) ในปี 2571 การมีระบบ Travel Rule ที่ใช้งานได้จริงจึงเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไทยสอบตกมาตรฐานนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่วงการคริปโต แต่ลามไปถึงความน่าเชื่อถือของระบบการเงินไทยทั้งระบบในสายตานานาชาติ
แต่รายละเอียดเชิงปฏิบัติต่างหากที่น่าจับตา เพราะ ก.ล.ต. กำหนดจุดตัดการขอข้อมูลเพิ่มไว้ที่ 30,000 บาท ซึ่งอ้างอิงมาจากเกณฑ์สากลของ FATF ที่กำหนดไว้ที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,000 ยูโร กล่าวคือ ธุรกรรมโอนเหรียญที่มูลค่าไม่เกิน 30,000 บาท ผู้ใช้งานเพียงแค่ระบุว่า "โอนไปหาใคร" ก็เพียงพอ แต่ถ้ามูลค่าทะลุ 30,000 บาท จะต้องแจ้งเพิ่มว่าผู้รับปลายทางอยู่จังหวัดหรือประเทศใด และหากเป็นนิติบุคคลต้องระบุเลขทะเบียนด้วย นี่คือจุดที่ต้องตั้งคำถามตรงๆ ว่า ขบวนการฟอกเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว จะไม่มองเห็นช่องทางง่ายๆ อย่างการ "สับก้อนเงิน" แบ่งโอนเป็นหลายรายการย่อยให้ต่ำกว่า 30,000 บาท เพื่อหลบเลี่ยงการให้ข้อมูลเพิ่มเลยหรือ ทั้งที่เทคนิคการแยกธุรกรรมแบบนี้เป็นวิธีฟอกเงินคลาสสิกที่ใช้กันมานานในระบบการเงินทั่วโลก
อีกจุดที่ผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนควรทำความเข้าใจให้ชัดคือ ขอบเขตของ Travel Rule นั้นแคบกว่าที่หลายคนคิด เพราะกฎนี้ไม่มีผลใดๆ ต่อการซื้อขายเหรียญภายในกระดานของผู้ประกอบธุรกิจเอง และไม่กระทบต่อการโอนหรือถอนเงินบาทออกจากระบบ เนื่องจาก Travel Rule ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมเฉพาะ "การโอนเหรียญ" ระหว่างกระเป๋าเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า "หากมิจฉาชีพนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงไปแปลงเป็นคริปโตแล้วซื้อขายวนอยู่ในกระดานเดียวกัน ก่อนถอนออกมาเป็นเงินบาทในที่สุด ขั้นตอนนี้จะไม่ถูกจับตาโดยเกณฑ์ Travel Rule โดยตรง ต้องพึ่งพากลไก KYC และการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยตามปกติของผู้ประกอบธุรกิจแทน ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกัน"
ในส่วนของกระเป๋าส่วนตัว self-hosted wallet แม้ ก.ล.ต. จะกำหนดให้ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความเป็นเจ้าของ (ownership verification) เมื่อธุรกรรมมีมูลค่าเกิน 30,000 บาท แต่ในทางเทคนิคแล้ว การพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋าที่ไม่มีตัวกลางดูแลจริงๆ นั้นเป็นโจทย์ที่แม้แต่ประเทศที่บังคับใช้ Travel Rule มาก่อนไทยหลายปีก็ยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์ หลักเกณฑ์ที่ออกมาจึงยังเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ส่วนวิธีการตรวจสอบจริงจะขึ้นอยู่กับความสามารถทางเทคนิคของแต่ละผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งรายเล็กกับรายใหญ่ย่อมมีต้นทุนและศักยภาพต่างกันลิบลับ
ก.ล.ต. เองก็ยอมรับทางอ้อมว่ากฎนี้อาจกระทบความเร็วในการทำธุรกรรม โดยระบุว่าธุรกรรมมูลค่าสูง ข้อมูลไม่ครบ หรือเกี่ยวข้องกับกระเป๋าที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม อาจใช้เวลานานกว่าปกติ ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผลในแง่การคัดกรองความเสี่ยง แต่ก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่าประสบการณ์ผู้ใช้งานจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่คุ้นเคยกับความรวดเร็วของธุรกรรมคริปโตแบบไร้พรมแดน
ส่วนเหตุผลที่กฎจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วถึง 180 วัน ก.ล.ต. ให้เหตุผลว่าต้องการให้เวลาผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาระบบรองรับ และให้เวลาประชาชนทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ก่อนนำไปใช้จริง ซึ่งมองในแง่การเตรียมความพร้อมก็มีเหตุผลรองรับ แต่ในอีกมุมหนึ่งระยะเวลาครึ่งปีที่ปล่อยให้ตลาดยังไม่ถูกกำกับเข้มข้นตามเกณฑ์ใหม่ ก็คือช่วงเวลาที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยียังสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ไม่ต่างจากการประกาศล่วงหน้าให้ผู้ไม่หวังดีรู้กำหนดเส้นตายและเร่งใช้ช่องทางเดิมให้คุ้มค่าที่สุดก่อนประตูจะปิด
โดยสรุป Travel Rule คือก้าวที่จำเป็นและมาถูกทางในการยกระดับมาตรฐานตลาดคริปโตไทยให้ทัดเทียมสากล แต่ประสิทธิภาพที่แท้จริงจะไม่ได้วัดจากตัวบทหลักเกณฑ์ หากแต่วัดจากว่า ก.ล.ต. จะอุดช่องว่างเรื่องจุดตัด 30,000 บาท ขอบเขตที่ไม่ครอบคลุมการซื้อขายในกระดานและการถอนเงินบาท รวมถึงมาตรฐานการตรวจสอบ self-hosted wallet ให้แน่นหนาได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่ขบวนการฟอกเงินจะเรียนรู้และปรับตัวเร็วกว่ากฎหมายอีกครั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
"ตั๊ม พิริยะ" ฟาดยับกฎเหล็ก Travel Rule ล้ำเส้นกติกาโลก? คุมเข้มแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ ส่อเค้าละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
ทันทีที่ พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัลแถวหน้าของเมืองไทย หลังจากเดินทางกลับจากการเข้าร่วมงานประชุมระดับโลกสองงานใหญ่เกี่ยวกับบิทคอยน์ ทั้งที่ฮ่องกงและเกาหลีใต้ ก็ได้ออกมาพูดเรื่องของกฎเกณฑ์ "Travel Rule" ที่กำลังจะมีการบังคับใช้จริงในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570 นี้ ซึ่งถือเป็นมาตรการควบคุมที่เข้มงวดและจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มายาคติ Travel Rule แท้จริงบีบใครกันแน่?
ตั๊ม พิริยะ ได้วิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในสังคม โดยระบุว่าโดยเนื้อแท้แล้ว กฎเกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้มีขอบเขตอำนาจหรือความสามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือบังคับใช้กับการทำธุรกรรมโดยตรงระหว่างบุคคล หรือที่เรียกกันว่าธุรกรรมแบบพีทูพี (P2P) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเป้าหมายหลักของการบังคับใช้นั้น มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นสำคัญ
แต่อย่างไรก็ตาม การพยายามบอกว่ามาตรการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนธรรมดา หรือไม่มีส่วนในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเลยนั้น ตั๊ม พิริยะมองว่าเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะในเชิงปฏิบัติแล้ว กฎเกณฑ์นี้จะสร้างภาระอันมหาศาลและเป็นการลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการอย่างปฏิเสธไม่ได้
เมื่อเสรีภาพทางการเงินถูกท้าทาย ต้องพิสูจน์ทุกบาททุกสตางค์
หัวใจสำคัญที่เป็นปัญหาใหญ่ของกฎนี้คือ ความรับผิดชอบในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเงินจะตกเป็นของประชาชนผู้ใช้บริการโดยตรง หากระบบกำหนดให้ผู้ประกอบการหรือเอ็กซ์เชนจ์ (Exchange) ต้องรับรู้ที่มาที่ไปของเงินทุกบาททุกสตางค์ ประชาชนผู้ใช้งานก็จะมีหน้าที่ในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมเหล่านี้ทุกครั้งเมื่อต้องการโอนเงินเข้าสู่ระบบ
ตั๊ม พิริยะ อธิบายอย่างเห็นภาพว่า หากผู้ใช้บริการไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินได้อย่างถูกต้องครบถ้วนในทุกๆ ซาโตชิ (Satoshi คือ หน่วยเงินย่อยของบิทคอยน์) ทางผู้ให้บริการก็จะมีสิทธิทางกฎหมายและมีโอกาสที่จะระงับธุรกรรม ทำการแช่แข็งเงิน หรือปฏิเสธการทำธุรกรรมนั้นๆ ทันที ซึ่งความเข้มงวดระดับนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิเสรีภาพในการครอบครองและใช้สอยทรัพย์สินของตนเองอย่างบริสุทธิ์ใจอย่างแน่นอน
เกณฑ์ 30,000 บาท กับดักตรวจสอบทุกความเคลื่อนไหว
ความน่ากังวลยิ่งทวีคูณเมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขขั้นต่ำของการตรวจสอบที่กำหนดไว้ที่ 30,000 บาท ซึ่งในโลกของการค้าขายและทำธุรกรรมในปัจจุบัน มูลค่าดังกล่าวถือเป็นจำนวนเงินที่น้อยมากและแทบจะครอบคลุมทุกธุรกรรมในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนเล็กก้อนน้อยที่ได้มาจากการทำมาค้าขายอย่างสุจริต ซึ่งผู้ใช้บริการต้องการนำเข้ามาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เพื่อเปลี่ยนเป็น ยูเอสดีที (USDT) หรือเพื่อแปรสภาพเป็นทองคำ ต่างก็ต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติการเดินทางของเงินทั้งหมดนี้อย่างไม่มีข้อยกเว้น สิ่งนี้ทำให้พื้นที่ความเป็นส่วนตัวทางการเงินของประชาชนลดน้อยถอยลงจนแทบไม่เหลือ
ผ่านกฎหมายนอกสภาฯ ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่?
อีกหนึ่งประเด็นที่แหลมคมและสะท้อนความจริงอย่างยิ่งคือ ที่มาของกฎหมายข้อนี้ ตั๊ม พิริยะ ตั้งข้อสังเกตชัดเจนว่า "กฎเกณฑ์ดังกล่าวถูกขับเคลื่อนและผ่านออกมาเพื่อตอบสนองต่อข้อกำหนดของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน หรือ เอฟเอทีเอฟ (FATF) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ" ขณะที่ในมิติทางกฎหมายของไทย กฎนี้กลับไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตรวจสอบโดยรัฐสภา ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำประชามติ และไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากภาคประชาชนเลย
แต่ทาง ก.ล.ต. กลับสามารถประกาศบังคับใช้กฎข้อนี้ได้ในฐานะของกฎหมายลูกหรือกฎกระทรวงอย่างเต็มที่ จุดนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า การบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทยหรือไม่?
เตือนสติสังคม อย่าปล่อยให้เสรีภาพถูกริบหายจนไร้ทางเลือก
ในบทสรุปสุดท้าน ตั๊ม พิริยะได้แสดงความห่วงใยต่ออนาคตของสังคมไทย โดยเปรียบเทียบว่าหากสังคมยอมปล่อยผ่านประเด็นนี้ไปเฉย ๆ เช่นเดียวกับหลาย ๆ เรื่องในอดีต สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพวกเราก็จะถูกลิดรอนและกัดเซาะไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ จนท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนอาจจะไม่เหลือทางเลือกหรือช่องทางในการแสดงตัวตนและเสรีภาพของตัวเองได้อีกต่อไป และอาจถึงขั้นทำให้คนรุ่นใหม่หรือผู้ที่รักในเสรีภาพต้องตัดสินใจย้ายประเทศเพื่อหาทางออกในบั้นปลาย
เสียงสะท้อนนี้ไม่ได้เพียงแค่เตือนในมุมมองของนักลงทุนคริปโตหรือบิทคอยน์เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่มองว่า เสรีภาพทางการเงินคือเสาหลักสำคัญของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องร่วมกันปกป้องรักษาไว้ ก่อนที่จะสายเกินแก้


