ธปท. จับมือสถาบันการเงิน ประกาศจุดยืน 10 ก.ย.นี้ สกัดเงินเทา-ตัดวงจรธุรกิจฟอกเงิน โดยมุ่งเน้นการสกัดกั้นที่ต้นทาง ผ่านกลไกสถาบัน คือการสร้างคอขวด เนื่องจากเงินทุจริตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นจากสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน หรือพนันออนไลน์ จะต้องผ่านระบบธนาคารก่อนที่จะถูกผันไปสู่สินทรัพย์อื่น ซึ่งการตัดทางลำเลียงที่ระบบธนาคาร จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมประกาศจุดยืน หนึ่งเจตนารมณ์ ผสานพลัง ปกป้องภาคการเงินไทย ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก ในการปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากเงินทุจริต และการฟอกเงิน โดยจะเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันกับภาคการเงินภายใต้การกำกับ ที่ไม่ต้องการเห็นภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ, เป็นทางผ่าน หรือมีส่วนสนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เช่น ผู้ให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ถือเป็น
ธปท. มุ่งเน้นการสกัดกั้นที่ต้นทาง ผ่านกลไกสถาบัน คือการสร้างคอขวด เนื่องจากเงินทุจริตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นจากสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน หรือพนันออนไลน์ จะต้องผ่านระบบธนาคารก่อนที่จะถูกผันไปสู่สินทรัพย์อื่น ซึ่งการตัดทางลำเลียงที่ระบบธนาคาร จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ
สำหรับมาตรการสกัดกั้นเส้นทางเงินผิดกฎหมาย ทั้งมาตรการเงินสด ควบคุมทั้งการถอนและฝากเงินสด มูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมขยายขอบเขตการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก (Enhanced Due Diligence EDD) ตามรูปแบบความเสี่ยงที่ผิดปกติ และยังมีเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภท USDT ได้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเฝ้าระวังวอลุ่มการเทรดเหรียญ USDT ที่พุ่งสูงผิดปกติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่องทางยอดนิยมในการฟอกเงิน
พร้อมกันนี้ ในเรื่องระบบชำระเงิน ได้จำกัดช่องทาง Payment Gateway และใช้มาตรการล็อกบัญชีทันที เพื่อตัดวงจรการโอนเงินก่อนที่มิจฉาชีพจะยักย้ายถ่ายเทออกสู่ภายนอก โดยการปิดประตูที่สถาบันการเงิน จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้เงินเทาไหลไปสู่สินทรัพย์ที่ควบคุมได้ยาก เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือรถหรู ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจโดยตรงของ ธปท.
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงเรื่องการควบคุมการถอนทองคำด้วยว่า ตามที่ได้กำหนดให้มีการรายงานข้อมูล เมื่อมีการถอนทองคำจากการซื้อผ่านแอปพลิเคชันที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท หรือ 2 กิโลกรัมนั้น ส่งผลให้ธุรกรรมผิดปกติในกลุ่มนี้ลดลงถึง 70% และยังมีกลไกภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น หากเก็บภาษี 0.01% จากการซื้อขายทอง 70,000 บาท จะเสียภาษีเพียง 7 บาท ก็เพื่อสร้างร่องรอยของข้อมูลมากกว่าการเก็บรายได้ และเพื่อให้เห็นว่าใครเป็นผู้ซื้อ และผู้ขาย เช่นเดียวกับมาตรฐานในตลาดหุ้น หรือคริปโตเคอร์เรนซี โดยหากมีการตรวจพบการฟอกเงินผ่านการซื้อขายทองคำ โดยไม่มีการรายงานข้อมูลตามระบบใหม่นี้ จะถือเป็นความผิดทางอาญาทันที ซึ่งถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักของบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ได้สวมบทบาทตำรวจการเงิน เพื่อสกัดเงินเทา ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ยังคงต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยงเศรษฐกิจในการบริหารจัดการหนี้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะสถานการณ์ NPL Formation (การเกิดหนี้เสียใหม่) ซึ่งในภาพรวมของระบบยังคงอยู่ในระดับปกติ ส่วนกลุ่ม SMEs คือกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด เพราะเผชิญกับความเปราะบางสะสมต่อเนื่องนานกว่า 16 ไตรมาส หรือ 4 ปี
ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาสนี้หรือไตรมาสถัดไป โดยเน้นการแยกแยะลูกหนี้ตามระดับความรุนแรงของปัญหา เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด
ยืนยันว่า เห็นด้วยกับหลักการในการเข้ามากำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำ เพื่อให้ระบบสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย และป้องกันไม่ให้ทองคำถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินเทา แต่การจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะกับผู้ขายทองคำนั้น ธปท. ไม่ได้เป็นผู้ทำเรื่องนี้ วิธีการเชิงนโยบายว่าจะเก็บภาษีหรือไม่ หรือจะใช้วิธีการอื่นใด และหากเก็บ จะต้องเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังโดยตรง ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว


