สถิติ ศปอส.ตร. ช่วงสัปดาห์วันที่ 9-15 ส.ค. 69 ระบุความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ "ลดลง" เหลือ 260 ล้านบาท แต่นั่นคือภาพลวงตาทางบัญชี เพราะคนไทยยังเสียเงินเฉลี่ยวันละ 37 ล้านบาท หรือทุก 100 วินาทีมีเหยื่อแจ้งความ 1 ราย ขณะที่ ก.ล.ต. เปิดตัวเลขบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลถูกระงับสะสมพุ่งเป็น 62,516 บัญชี เพิ่มขึ้นเกือบ 28% เผยให้เห็นเส้นทางฟอกเงินผ่านคริปโตที่ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที เร็วกว่าระบบอายัดของธนาคารทุกแห่งรวมกัน คำถามที่รัฐไทยตอบไม่ได้คือ เมื่อไหร่จะเลิก "อายัดปลายน้ำ" แล้วลงมือ "อุดต้นน้ำ" อย่างจริงจังเสียที
ตัวเลข "ลดลง" ที่ไม่มีอะไรน่ายินดี
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช แถลงสถิติแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline ประจำสัปดาห์ 9-15 สิงหาคม 2569 พบ 6,060 คดี มูลค่าความเสียหาย 260 ล้านบาท ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าราว 364 คดี และ 3 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ถูกนำเสนอราวกับเป็นสัญญาณบวก แต่หากคำนวณให้ตรงกับความเป็นจริง มันคือคนไทยถูกสูบเงินออกจากกระเป๋าไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาทต่อวัน หรือมีเหยื่อรายใหม่แจ้งความทุก 100 วินาที และเมื่อคูณเป็นรายปีจะสูงถึงกว่า 13,000 ล้านบาท การลดลงเพียงหลักล้านบาทต่อสัปดาห์จึงไม่ใช่สัญญาณว่าแก๊งสแกมเมอร์กำลังเพลี่ยงพล้ำ แต่คือหลักฐานว่าโครงสร้างการป้องกันของรัฐยังคงวิ่งตามหลังอาชญากรข้ามชาติอยู่หลายก้าว
กรุงเทพฯ สมรภูมิเลือด เหยื่อรายละครึ่งล้าน
เมื่อแยกตามประเภท คดีหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ครองแชมป์ปริมาณด้วยตัวเลข 4,682 คดี หรือ 77.3% ของทั้งหมด อาศัยโฆษณาสปอนเซอร์และการสวมรอยร้านค้าดูดเงินหลักร้อยถึงหลักหมื่นจากคนทั่วไป แต่ตัวการที่กวาดเงินหนักสุดกลับเป็น "หลอกลงทุน" ซึ่งมีจำนวนคดีน้อยกว่าแต่สร้างความเสียหายเกือบ 80 ล้านบาทในสัปดาห์เดียว คิดเป็น 30.7% ของมูลค่าความเสียหายรวม
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความเพียง 138 คดี แต่ความเสียหายพุ่งถึง 63.3 ล้านบาท เท่ากับเหยื่อ 1 รายในกรุงเทพฯ ถูกสูบเงินเฉลี่ยสูงถึง 458,000 บาทต่อคน กลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นผู้หญิงวัยทำงานอายุ 21-30 ปี ซึ่งมีทั้งกำลังซื้อและทักษะดิจิทัล แต่กลับตกเป็นเหยื่อกับดักจิตวิทยาที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งการแอบอ้างคนดัง งานออนไลน์รับคอมมิชชัน และแอปลงทุนปลอม คำถามที่ต้องส่งตรงถึงธนาคารคือ เหตุใดเงินระดับแสนถึงล้านบาทจึงยังโอนออกจากบัญชีคนวัยทำงานได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่มีระบบสกัดกั้นแบบเรียลไทม์
"ม้าคริปโตฯ" 6.2 หมื่นบัญชี ฟอกเงินจบใน 3 นาที
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แก๊งสแกมเมอร์ยุค 2026 ไม่สะทกสะท้านต่อการอายัดบัญชีธนาคารแบบเดิม คือการย้ายฐานจาก "บัญชีม้าเงินบาท" สู่ "บัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล" ข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 มีบัญชีม้าคริปโตที่ถูกระงับสะสมสูงถึง 62,516 บัญชี เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 เกือบ 30%
เส้นทางฟอกเงินเดินตามสูตรเดียวกันทุกครั้ง เหยื่อโอนเงินบาทเข้าบัญชีม้าธนาคารแถวแรก จากนั้นมิจฉาชีพนำเงินไปกว้านซื้อ USDT ผ่านแพลตฟอร์ม P2P ทั้งในและนอกระบบ ก่อนโอนเข้าเว็บเทรดต่างประเทศหรือกระเป๋าส่วนตัวที่ไร้การกำกับดูแล ปลายทางมักจบที่คาสิโนชายแดนหรือกลุ่มทุนจีนเทา เมื่อศูนย์ AOC 1441 กดอายัดต้นทางได้สำเร็จ สิ่งที่เหลืออยู่ในบัญชีคือเศษเงินศูนย์บาท เพราะสินทรัพย์ทั้งหมดถูกแปลงเป็นคริปโตและบินข้ามพรมแดนไปแล้วภายในเวลาไม่ถึง 3 นาที เร็วกว่าที่ระบบธนาคารไทยจะขยับตัวได้ทัน
4 หน่วยงาน 4 อาณาจักร ต่างคนต่างทำ
ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างซ่อนอยู่ในการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงาน ก.ล.ต. เน้นตั้งรับผ่านแอปเตือนภัยแต่ปล่อยให้ช่องโหว่ KYC บนแพลตฟอร์ม P2P เปิดกว้างมาตั้งแต่ต้น ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมมหาศาล แต่เมื่อเกิดการฉ้อโกงกลับผลักภาระให้เป็น "ความประมาทส่วนบุคคล" ของเหยื่อ โดยไม่มีกฎหมายบังคับความรับผิดชอบร่วม สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับกุมได้เพียงชาวบ้านที่รับจ้างเปิดบัญชีม้าราคา 500-1,000 บาท ขณะที่นายทุนตัวจริงในปอยเปตหรือเมียวดีแทบไม่เคยถูกลากตัวมาลงโทษ และ กสทช. กับกระทรวงดีอียังปล่อยให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตความแรงสูงรั่วไหลข้ามชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ทางออกที่ต้อง "หักดิบ" ไม่ใช่แค่แจกคำเตือน
หากภาครัฐต้องการหยุดเลือดไหล 260 ล้านบาทต่อสัปดาห์อย่างจริงจัง มาตรการที่ต้องเดินหน้าทันทีมี 4 ด้าน ด้านแรก ก.ล.ต. ต้องบังคับใช้ Travel Rule กับธุรกรรมคริปโตเกิน 30,000 บาททันทีโดยไม่ต้องรอถึงปี 2570 พร้อมกำหนด Cooling-off Period 24 ชั่วโมงสำหรับบัญชีเสี่ยง และบังคับ Exchange ทุกแห่งเชื่อมฐานข้อมูลบัญชีม้ากับตำรวจแบบเรียลไทม์ ด้านที่สอง ธปท. ต้องบังคับใช้หลักการ Shared Responsibility ให้ธนาคารร่วมรับผิดชดใช้อย่างน้อย 50% หากระบบ AI ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติล้มเหลว พร้อมพัฒนาระบบ Cross-Bank Real-Time Freeze ที่อายัดบัญชีม้าทุกแถวทุกธนาคารพร้อมกันภายใน 10 วินาทีโดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่อนุมัติ ด้านที่สาม ตำรวจและ ปปง. ต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการไล่จับม้าปลายน้ำ ไปสู่การยึดทรัพย์นายทุนข้ามชาติผ่านกฎหมายฟอกเงิน พร้อมตั้งหน่วยสืบสวนไซเบอร์ข้ามพรมแดนร่วมกับ FBI และ Interpol และด้านที่สี่ กสทช. ต้องจัดระเบียบซิมการ์ดด้วยระบบสแกนใบหน้าจับคู่บัตรประชาชน พร้อมตัดสัญญาณชายแดนที่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต
สถิติหลอกตา อวดผลงานประดับพอร์ต
ตัวเลข "ลดลง 3 ล้านบาท" ที่ ศปอส.ตร. นำมาแถลงอาจฟังดูปลอบใจ แต่สำหรับคนไทยที่ยังต้องสูญเงินออมทั้งชีวิตไปวันละ 37 ล้านบาท นี่คือความพ่ายแพ้ซ้ำซากของระบบคุ้มครองประชาชน มิจฉาชีพยุค 2026 ไม่ได้ใช้แค่โทรศัพท์ขู่กรรโชกอีกต่อไป แต่ใช้ AI แอปพลิเคชันปลอม และบัญชีม้าคริปโตกว่า 6.2 หมื่นบัญชีเป็นอาวุธทางการเงิน คำถามที่รัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องตอบคือ จะปล่อยให้ประเทศนี้เป็นบ่อน้ำมันให้แก๊งสแกมเมอร์สูบเงินสัปดาห์ละ 260 ล้านบาทต่อไปเรื่อยๆ หรือจะยอมหักด้ามพร้า ฟาดกับธนาคาร กระดานเทรดคริปโต ค่ายมือถือ และผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดเสียที เพราะถ้ายังทำได้แค่ "เปิดสถิติ" แล้วปิดท้ายด้วยคำเตือนให้ประชาชนระวังตัวเอง สัปดาห์หน้าตัวเลขความเสียหาย 260 ล้านบาทก็จะกลับมาซ้ำรอยเดิมอย่างแน่นอน


