xs
xsm
sm
md
lg

เจาะลึกคดีแทนไท อัยการไม่ฟ้อง!! แต่ ปปง. ยึดทรัพย์ 174 ล้านถึงที่สุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อัยการสูงสุดสั่ง "ไม่ฟ้อง" แทนไท ณรงค์กูล กับพวกอีก 5 คน ในคดีฟอกเงินระดับ 4,500 ล้าน แต่อีกมือหนึ่งของรัฐกลับสั่งริบทรัพย์ 174 ล้านไปแล้วแบบเงียบๆ คนละคดี คนละกฎหมาย คนละไม้บรรทัด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว แต่คือกระจกที่ส่องให้เห็นรอยร้าวทั้งระบบ ตั้งแต่ DSI ยัน อัยการค้าน จนอัยการสูงสุดต้องเคาะเอง

ความจริงที่สำนักงาน ปปง. แถลงยืนยันเองคือ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ ทรัพย์สิน 28 รายการ มูลค่ารวมกว่า 174 ล้านบาท ของ "นายแทนไท ณรงค์กูล กับพวก" ตกเป็นของแผ่นดิน ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 641/2566 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ 22409/2567 และคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว

คำว่า "ตกเป็นของแผ่นดิน" กับคำว่า "ริบทรัพย์" ฟังดูคล้ายกัน แต่ในทางกฎหมายคนละเรื่องเลย

- ริบทรัพย์ทางอาญา = โทษที่ศาลลงแก่ "คน" หลังพิพากษาว่าผิด

- ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน = มาตรการทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่จัดการกับ "ทรัพย์" โดยตรง ไม่ต้องรอให้ใครถูกตัดสินว่าผิดอาญาก่อน

ปปง. เองก็ออกมาย้ำชัดว่า การจัดการทรัพย์สินเป็นมาตรการทางแพ่งซึ่งไม่ผูกติดกับคดีอาญา เพราะมุ่งเน้นที่ตัว "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ต่างจากคดีอาญาที่มุ่งเน้นตัวบุคคล

พูดง่ายๆ คือ กฎหมายไทยแยกคำถามสองข้อออกจากกันเด็ดขาด

คดีอาญาถาม - "คนนี้ทำผิดจริงหรือไม่"

คดีทรัพย์สินถาม -  "เงินก้อนนี้เกี่ยวข้องกับความผิดหรือไม่"

สองคำถามนี้ตอบไม่เหมือนกันได้ และนั่นคือที่มาของความสับสนทั้งหมดที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้

ย้อนไทม์ไลน์ทั้งหมด "จากพนันออนไลน์ปี 2563 ถึงเว็บหนังเถื่อนปี 2569"

ชื่อ "แทนไท ณรงค์กูล" ไม่ใช่ชื่อใหม่ในสารบบคดีฟอกเงินของไทย นี่คือคนที่ถูกจับตามานานเกือบ 6 ปี

ปี 2563 ดีเอสไอเริ่มสืบสวนคดีจัดให้มีการพนันผ่านอินเทอร์เน็ต พร้อมข้อกล่าวหาฟอกเงินพ่วง ปปง. อายัดทรัพย์สินของแทนไทไปแล้ว 2 ครั้ง

ปี 2565 มีรายงานว่าศาลแพ่งเคยพิพากษาให้ทรัพย์สินกว่า 176 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดินจากคดีเว็บพนันออนไลน์ชุดแรกนี้ ตัวเลขนี้ใกล้เคียงแต่ไม่เท่ากับ 174 ล้านบาทที่เพิ่งถึงที่สุดในเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนต่างราว 2 ล้านบาทนี้ อาจมาจากการปรับรายการทรัพย์สินในชั้นอุทธรณ์ หรืออาจเป็นคนละคดีที่พัวพันกันจนดูเหมือนเรื่องเดียว จุดนี้คือสิ่งที่สื่อไม่สามารถฟันธงว่าเป็นก้อนเงินเดียวกัน จนกว่าเอกสารคำพิพากษาฉบับเต็มมาเทียบให้ชัด
ย้อนกลับไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2565 อัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแทนไทในคดีพนันออนไลน์-ฟอกเงินชุดแรก

ต่อมา 2566 อดีตอัยการสูงสุด "นารี ตัณฑเสถียร" ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งไม่ฟ้องคดีที่ประชาชนสนใจ โดยมีคดีแทนไทรวมอยู่ในกลุ่มที่ถูกตรวจสอบด้วย

จนกระทั่ง 26 มกราคม 2569 ดีเอสไอแถลงจับกุมเครือข่ายเว็บหนังเถื่อน-เว็บพนันออนไลน์ คดีพิเศษที่ 64/2567 ซึ่งขยายผลมาจากคดีพิเศษที่ 22/2563 (เว็บไซต์ movie2free) ศาลอาญาออกหมายจับ 7 คน หนึ่งในนั้นคือแทนไท ดีเอสไอเข้าตรวจยึดทรัพย์สินจากบ้านพักย่านลาดพร้าว ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนมและของสะสม ขณะที่แทนไทยังไม่เข้ามอบตัว

เรื่อยมาจนถึง 9 เมษายน 2569 ดีเอสไอส่งสำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 หนา 39 แฟ้ม 12,816 แผ่น ให้อัยการคดีพิเศษ พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา 11 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน โดยพนักงานสอบสวนดีเอสไอมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องทั้ง 11 ราย

ล่าสุด 6 สิงหาคม 2569 สำนักงานอัยการคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งคำสั่งชี้ขาดของอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง แทนไทกับพวกรวม 6 ราย

ต่อมาคือ 12 สิงหาคม 2569 แทนไทเดินทางกลับเข้าประเทศไทย ถูกกักตัวไว้ชั่วคราวเพราะยังมีหมายจับค้างอยู่ ก่อนดีเอสไอจะยื่นถอนหมายจับตามคำสั่งอัยการสูงสุด และได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

กระทั่งวันที่ 14-15 สิงหาคม 2569 ปปง. ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทรัพย์สิน 28 รายการ มูลค่ากว่า 174 ล้านบาท ของแทนไทกับพวก ถูกศาลอุทธรณ์สั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว และคดีถึงที่สุด ซึ่งเป็นคนละคดี คนละมาตรการกับที่อัยการสูงสุดเพิ่งสั่งไม่ฟ้อง

นี่คือภาพรวมทั้งหมด และจะเห็นว่ามันไม่ใช่ "คดีเดียว" อย่างที่บางสำนักข่าวทำให้เข้าใจไป แต่เป็นอย่างน้อย 2 คดีใหญ่ ในคนละช่วงเวลา คนละข้อกล่าวหา คนละกระบวนการ

จุดแตกหักเมื่อหน่วยงานรัฐปะทะกันเอง "DSI ยืนกราน แต่อัยการสูงสุดเคาะสวนทาง"

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลข 174 ล้าน แต่คือ ลำดับการปะทะกันภายในกระบวนการยุติธรรมเอง ก่อนจะจบลงด้วยคำสั่งไม่ฟ้อง

ลำดับเหตุการณ์เป็นแบบนี้

พนักงานสอบสวนดีเอสไอ เห็นควรสั่งฟ้อง → พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องบางราย → อธิบดีดีเอสไอทำความเห็นแย้ง ยืนยันให้ฟ้อง → เรื่องถูกส่งขึ้นไปให้อัยการสูงสุดชี้ขาด → อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องเป็นที่สุด

ตรงนี้คือสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามให้ดัง ไม่ใช่แค่ "ทำไมไม่ฟ้อง" แต่คือ "อัยการสูงสุดเห็นอะไรในสำนวนที่ต่างจากดีเอสไอ"

เพราะฝั่งดีเอสไอทำสำนวนมาหนักถึง 12,816 แผ่น มีความเห็นสมควรฟ้องทั้ง 11 ราย และอธิบดีดีเอสไอเองยังยืนยันความเห็นแย้งให้ฟ้องอีกรอบ นี่ไม่ใช่ระดับ "เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเสนอ" แต่คือระดับหัวหน้าหน่วยงานสอบสวนที่ยืนยันจุดยืนสวนทางอัยการอย่างเป็นทางการ

แต่ผลสุดท้ายคือคำสั่งไม่ฟ้อง และนี่คือกลไกที่กฎหมายวางไว้ถูกต้องตามขั้นตอน (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) เมื่อความเห็นแย้งกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการ เรื่องต้องขึ้นไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดในที่สุด

คำถามคือ สังคมมีสิทธิรู้เหตุผลระดับไหน เมื่อคดีระดับความเสียหาย 4,500 ล้านบาท จบลงด้วยการที่อัยการสูงสุดเห็นต่างจากดีเอสไอ

เจาะเหตุผล "ไม่ฟ้อง" ทำไมเงินไม่โยงถึงแทนไท

จุดที่ต้องชมคือ อัยการสูงสุดไม่ได้แค่บอกลอยๆ ว่า "หลักฐานไม่พอ" แต่มีการบรรยายเหตุผลไว้ค่อนข้างละเอียด และนี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด

คดีนี้มีความผิดมูลฐานอยู่ที่การละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ movie2free ของบริษัทลิขสิทธิ์อย่าง วอร์เนอร์ บราเดอร์ส และพวกรวม 65 บริษัท ผู้ต้องหาหลักที่ควบคุมเว็บไซต์นี้โดยตรงคือผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับแทนไท

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน อัยการสูงสุดพบว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าแทนไทได้รับโอนเงินจากผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นเงินที่มาจากรายได้ของเว็บไซต์ movie2free โดยตรง นี่คือจุดตายของคดีในมุมกฎหมายฟอกเงิน เพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าเงินที่แทนไทถือครองมาจาก "ความผิดมูลฐาน" (คือการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่าน movie2free) องค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินในคดีนี้ก็ไม่ครบ

สิ่งที่พบแทนคือ แทนไทมีความเกี่ยวข้องกับการติดต่อลงโฆษณาเว็บพนันออนไลน์อย่าง ufa678 ผ่านเว็บไซต์ sakkarinsai8 ของพยานอีกคน ซึ่งเป็นคนละเว็บกับ movie2free และมีการโอนเงินค่าโฆษณาเพียงหลักพันบาท

ตรงนี้คือประเด็นสำคัญที่สังคมต้องเข้าใจให้ถูก อัยการสูงสุดไม่ได้บอกว่าแทนไท "ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพนันออนไลน์เลย" แต่บอกว่า ในคดีนี้ที่ฟ้องด้วยฐานความผิดมูลฐานเรื่อง movie2free โดยเฉพาะ พยานหลักฐานเชื่อมโยงเงินไม่พอ ต่างวัตถุประสงค์กัน ต่างข้อกล่าวหากัน

นี่คือความแตกต่างระหว่าง "ไม่ผิดในคดีนี้" กับ "บริสุทธิ์ทุกกรณี" ซึ่งเป็นคนละเรื่องที่คนทั่วไปมักเข้าใจปนกัน

และก็ต้องย้ำไว้ตรงนี้อีกครั้งว่า "ไม่ฟ้อง" ไม่เท่ากับ "ศาลยกฟ้อง" ยกฟ้องคือคดีขึ้นศาลแล้วศาลพิพากษา แต่ไม่ฟ้องคือกระบวนการยังไปไม่ถึงชั้นศาลด้วยซ้ำ

174 ล้าน คือทรัพย์อะไรบ้าง? นี่คือช่องว่างที่ยังไม่มีใครตอบ

ปปง. แถลงตัวเลขรวมและจำนวนรายการชัดเจน คือ 28 รายการ มูลค่ากว่า 174 ล้านบาท แต่สิ่งที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในการแถลงคือรายละเอียดว่าทรัพย์สินแต่ละรายการคืออะไร

เป็นบ้าน ที่ดิน รถหรู เงินฝาก หุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล หรือของสะสมอย่างกระเป๋าแบรนด์เนมที่ดีเอสไอเคยยึดจากบ้านพักย่านลาดพร้าว....ไม่มีใครรู้แน่ชัดจากแถลงการณ์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

คำถามที่ประชาชนควรได้คำตอบไม่ใช่แค่ "174 ล้านหายไปไหน" แต่คือ

ทรัพย์แต่ละชิ้นเชื่อมโยงกับความผิดมูลฐานอะไร ด้วยพยานหลักฐานแบบไหน และตอนนี้ทรัพย์เหล่านี้อยู่ในขั้นตอนใดของกระบวนการนำเข้ารัฐ

ตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดบัญชีรายการทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ สังคมก็ได้แต่เห็นตัวเลขก้อนใหญ่ลอยๆ โดยไม่รู้ว่าเบื้องหลังคืออะไร

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ "จับได้หรือไม่" แต่คือ "ตามเงินทันหรือไม่"

อาชญากรรมการเงินยุคนี้ไม่ได้เดินตามสูตรเดิมที่รัฐไทยคุ้นเคย

สูตรเดิม "เงินผิดกฎหมาย → บัญชีคนร้าย → จับตัว → จบ"

สูตรใหม่ที่ดีเอสไอเจอในคดีนี้เองคือ เว็บละเมิดลิขสิทธิ์ → โฆษณาเว็บพนัน → บัญชีม้า → แปลงสภาพทรัพย์สิน → ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล → ทรัพย์สินใหม่ในชื่อคนอื่น

ดีเอสไอเองระบุว่าเครือข่ายนี้มีเงินหมุนเวียนในระบบที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10,000 ล้านบาท และมีการใช้บัญชีม้ากับการแปลงสภาพทรัพย์เป็นเครื่องมือหลัก นี่คือรูปแบบอาชญากรรมที่*เคลื่อนที่เร็วกว่าระบบราชการไทยหลายเท่า

กว่าจะออกหมายจับ กว่าจะสอบสวน กว่าจะส่งสำนวน กว่าจะขึ้นสู่อัยการ กว่าจะถึงชั้นอัยการสูงสุด คดีนี้ใช้เวลาตั้งแต่จับกุมมกราคม 2569 ถึงคำสั่งชี้ขาดสิงหาคม 2569 รวมกว่า 6 เดือน นั่นคือ 6 เดือนที่เงินผิดกฎหมายในโลกดิจิทัลสามารถเดินทางข้ามกระเป๋าเงินคริปโตได้เป็นร้อยรอบ

ไทยมีเครื่องมืออยู่แล้ว แต่ทำไมยังไม่ถูกใช้เต็มสูบกับคดีระดับพันล้าน?

นี่คือจุดที่ต้องพูดตรงๆ เพราะว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์

ตั้งแต่ปลายปี 2566 ไทยมีศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 ซึ่งภายหลังถูกยกระดับเป็น ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) โดยมีกระทรวงดีอี กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย ปปง. ดีเอสไอ ก.ล.ต. สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นั่งอยู่ในกลไกเดียวกัน ภายใต้อำนาจตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่ให้อำนาจอายัดบัญชีและตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว

พูดง่ายๆ คือ โครงสร้างการบูรณาการข้ามหน่วยงานที่หลายคนเรียกร้องกันอยู่นั้น มีอยู่แล้วในประเทศไทย

แต่คำถามที่ต้องถามให้แรงและหนักขึ้นอีกคือ "กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับสายด่วนอายัดบัญชีของประชาชนที่โดนหลอกเป็นหลัก มันถูกดึงมาใช้เต็มรูปแบบกับคดีฟอกเงินระดับโครงสร้างอย่างคดีนี้แค่ไหน?"

คดีแทนไทมีทั้งบัญชีม้า การแปลงสภาพทรัพย์ และการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในสำนวนของดีเอสไอเองอยู่แล้ว นี่คือคดีตัวอย่างที่ควรเป็นสนามทดสอบว่ากลไกบูรณาการที่มีอยู่ทำงานได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานสอบสวนแยกกันไปคนละทาง จนสุดท้ายเกิดภาพที่สังคมงงว่า "อัยการไม่ฟ้อง แต่ ปปง. ริบทรัพย์" ทั้งที่จริงคือสองกระบวนการที่ควรเดินคู่ขนานกันอย่างมีการสื่อสารที่ดีตั้งแต่ต้น

มาตรการที่ควรทำจริง ไม่ใช่แค่ตั้งกรรมการแล้วเงียบ

1. ดึง ศปอท./AOC 1441 มาใช้กับคดีฟอกเงินขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่บัญชีม้ารายย่อย

โครงสร้างมีอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือการกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่าคดีมูลค่าความเสียหายระดับใด (เช่น เกิน 100 ล้านบาท) ต้องถูกดึงเข้ากลไกบูรณาการนี้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ชั้นสอบสวน ไม่ใช่รอให้ต่างหน่วยงานทำงานแยกกันจนคดีเดินสวนทางกันเอง

2. ปปง. ต้องมี Dashboard สาธารณะติดตามคดีทรัพย์สิน

ประชาชนควรค้นได้ว่าคดีไหน ทรัพย์กี่รายการ มูลค่าเท่าไร อยู่ขั้นตอนใด ถึงที่สุดหรือยัง ขายทอดตลาดหรือยัง เงินเข้ารัฐไปเท่าไร ไม่จำเป็นต้องเปิดข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทบสิทธิ แต่ต้องเปิด "เส้นทางความรับผิดชอบ" ให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

3. เปิดบัญชีรายการทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินในคดีสำคัญ

ไม่ต้องละเอียดถึงระดับกระทบความเป็นส่วนตัว แต่ควรระบุประเภททรัพย์ มูลค่า และเหตุผลทางกฎหมายที่เชื่อมโยงกับความผิดมูลฐาน เพื่อไม่ให้ตัวเลขก้อนใหญ่กลายเป็นแค่ตัวเลขลอยๆ ที่สร้างความสงสัยมากกว่าความเชื่อมั่น

4. คำสั่งไม่ฟ้องคดีที่ประชาชนจับตา ต้องมีมาตรฐานการเปิดเผยเหตุผลที่ชัดเจนกว่านี้

กรณีนี้ถือว่าทำได้ดีกว่าหลายคดีที่ผ่านมา เพราะมีการบรรยายเหตุผลค่อนข้างละเอียด แต่ควรทำให้เป็นมาตรฐานตายตัวสำหรับทุกคดีที่สังคมจับตา ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจเป็นรายคดีไป โดยเฉพาะคดีที่เคยมีประวัติถูกตั้งคณะทำงานตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องมาก่อนอย่างคดีนี้

5. มาตรฐานการตามเส้นทางสินทรัพย์ดิจิทัลต้องเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะกิจ

เมื่อดีเอสไอเองยืนยันว่าเครือข่ายนี้มีการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในเส้นทางการเงิน การตรวจสอบต้องเชื่อมได้ตั้งแต่บัญชีธนาคาร ไปจนถึงกระดานเทรด กระเป๋าดิจิทัล และที่อยู่บนบล็อกเชน แบบ end-to-end เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกคดี ไม่ใช่ทำได้เฉพาะเมื่อเป็นคดีใหญ่ที่สื่อจับตา

บทสรุป "คนรอด" กับ "ทรัพย์รอด" เป็นคนละเรื่องกันเสมอ

คดีนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แบบขอไปทีที่ว่า "อัยการไม่ฟ้อง แต่ ปปง. ริบทรัพย์สวน" และก็ไม่ใช่เรื่องที่จะสรุปได้ว่า "แทนไทบริสุทธิ์ในทุกกรณี" เช่นกัน

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในวันนี้คือ

1.อัยการสูงสุดชี้ขาดไม่ฟ้องแทนไทกับพวกรวม 6 ราย ในคดีพิเศษที่ 64/2567 ซึ่งเกี่ยวกับข้อหาสมคบและร่วมกันฟอกเงินจากความผิดมูลฐานเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ movie2free เพราะพยานหลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไม่เพียงพอ ทั้งที่ดีเอสไอและอธิบดีดีเอสไอเคยยืนยันความเห็นให้ฟ้องมาก่อน

2.แยกอีกส่วนหนึ่งโดยสิ้นเชิง ปปง. ยืนยันว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 28 รายการ มูลค่ากว่า 174 ล้านบาท ของแทนไทกับพวก ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว และคดีถึงที่สุด ซึ่งเป็นมาตรการทางแพ่งที่ไม่ผูกติดกับผลของคดีอาญา

3.ประเทศไทยมีโครงสร้างบูรณาการข้ามหน่วยงานอย่าง ศปอท./AOC 1441 อยู่แล้ว แต่คำถามคือถูกใช้เต็มศักยภาพกับคดีระดับโครงสร้างแบบนี้แค่ไหน

และคำถามที่ใหญ่ที่สุดที่ยังรอคำตอบคือ "เงิน 174 ล้านบาทนั้นประกอบด้วยทรัพย์อะไรบ้าง" ศาลเห็นความเชื่อมโยงกับความผิดจากหลักฐานใด และเหตุใดอัยการสูงสุดจึงเห็นต่างจากดีเอสไอในคดีที่สำนวนหนาถึง 12,816 แผ่น

เพราะในโลกอาชญากรรมการเงินปี 2569 การจับคนอาจช้าได้ แต่การตามเงินช้าไม่ได้ เงินผิดกฎหมายไม่รอหมายจับ ไม่รอคำสั่งอัยการ และไม่รอศาล มันเคลื่อนที่ทุกวินาที

รัฐที่เก่งจริงจึงไม่ใช่รัฐที่ประกาศว่า "จับได้แล้ว" หรือ "ริบทรัพย์แล้ว" แต่คือรัฐที่ตอบประชาชนได้ครบทุกข้อว่า เงินไปไหน ใครถืออยู่ ทรัพย์อยู่ที่ไหน และเมื่อศาลสั่งแล้วทรัพย์สินของแผ่นดินทุกบาทไปอยู่ที่ไหนต่อ

ถ้ายังตอบไม่ได้ครบ การปราบฟอกเงินก็ยังเป็นแค่การไล่จับปลายเหตุ ส่วนต้นเหตุยังว่ายอยู่ในน้ำเหมือนเดิม