บล. เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดขึ้นราว 0.1-1.9% ตอบรับข่าวดีหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพ (ชั่วคราว) ได้สำเร็จ โดยสหรัฐฯ ประกาศยุติการปิดกั้นและเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมเข้าสู่กระบวนการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นเวลา 60 วัน ปัจจัยนี้ช่วยสร้างความหวังในการลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกในระยะสั้นยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากยูเครนส่งฝูงโดรนเกือบ 1,000 ลำเข้าโจมตีเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันในกรุงมอสโกและหลายภูมิภาคของรัสเซีย
ขณะเดียวกัน ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้ธนาคารกลางหลักๆ เริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.00% (สูงสุดในรอบ 31 ปี), ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นเป็น 2.25% ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3.8%
S&P คงเรตติ้งไทย BBB+ หนุนความเชื่อมั่น - จับตา FTSE Rebalance วันนี้
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) สอดคล้องกับ Moody's ที่ระดับ Baa1 โดย S&P ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัวได้ 2% หนุนจากความแข็งแกร่งของภาคต่างประเทศ (ดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองฯ) และความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล แม้จะมีความท้าทายเรื่องการขาดดุลการคลังที่ระดับ 3.2% อย่างไรก็ตาม การคงเรทติ้งนี้จะช่วยรักษาต้นทุนทางการเงินและดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่ามูลค่าการซื้อขายในช่วงแรกอาจเบาบาง เนื่องจากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งสหรัฐฯ, จีน และฮ่องกง ปิดทำการ แต่ในช่วงท้ายก่อนปิดตลาดคาดว่าจะมีเม็ดเงินหนาแน่นจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Rebalance โดยรอบนี้ไม่มีหุ้นเข้า-ออกใหม่ แต่จะมีการเพิ่มน้ำหนัก ในหุ้น GULF, AOT, MTC และ EA และ ลดน้ำหนัก ในหุ้น ADVANC, CPALL, TRUE, KTB, PTTEP, CPN และ DELTA
กลยุทธ์การลงทุน: ดักเก็บหุ้น Laggard ชู PTTEP-ITC-CPF บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดเงียบเหงาและกระแสเงินทุนจำกัด โดยคาดว่าเม็ดเงินจะสลับกลับมาเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม Laggard ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว ได้แก่:
1.PTTEP: รับอานิสงส์ความตึงเครียดจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนรอบใหม่
2.ITC: ได้รับประโยชน์จากแรงกดดันด้านกำแพงภาษี (Tariff) ที่ลดลง
3.CPF: ได้รับปัจจัยบวกจากราคาเนื้อหมูที่ปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, KTB, TTB), กลุ่มก่อสร้าง-พลังงาน (CK, STECON, GPSC, GULF, CKP, WHAUP) และกลุ่มค้าปลีก-อุปโภคบริโภค (CPALL, BJC, OSP, ICHI, SAPPE)
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำจับตาดีลช็อกโลกของ INTEL (INTC US) ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น +10% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า INTEL ได้บรรลุข้อตกลงกับ APPLE, NVIDIA และ Elon Musk ในการออกแบบและผลิตชิปภายในสหรัฐฯ ซึ่งจะดันให้ INTEL กลับมาเป็นผู้นำตลาด
รวมถึงแนะนำเก็งกำไรในเทรนด์จอคอมพิวเตอร์ OLED Monitor ที่กำลังมาแรงจากการเติบโตของ E-Sport และ AI PC โดยมีหุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์คือ ASUS (2357 TT) และ MSI (2377 TT) สำหรับหุ้น Global Gem ประจำวันแนะนำ DR: INTEL03 และ AAPL80


