หุ้นกลุ่มอิเล็กฯ-นิคมโดดเด่นนำปี69 สวนทางท่องเที่ยว-ยานยนต์-อสังหาฯฝืด
ภาพรวม 5 เดือนแรกปี 2569 หุ้นชิ้นส่วนเทคโนโลยี ควงแขนหุ้นนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาเฉพาะด้านเทคนิคขยับปรับตัวโดดเด่นรองรับเม็ดต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุน Data Center ในประเทศไทย และมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ส่วนทาง กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ที่กำลังซื้อฝืดกดดันผลประกอบการตกฮวบ
ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 นั้น บรรดาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เคลื่อนไหวในลักษณะปรับตัวขึ้นหรือลดลงพร้อมกันทั้งกระดานอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะ "ตลาดแยกทาง" หรือ Year of Divergence ทำให้สะท้อนภาพชัดเจนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกาะกระแสเมกะเทรนด์โลกและเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่รุ่งพุ่งแรงจนฉุดดัชนีภาพรวมไว้ กับกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ (Domestic Play) ที่ร่วงทรุดหนักจากปัญหากำลังซื้อฝืดเคืองและต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูง
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน พฤษภาคม 2569 พบหลายสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่ามี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป็น "ดาวรุ่ง" และ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป็น "ดาวร่วง" ซึ่งมีเหตุและผลรองรับการเติบโตของผลประกอบการ และราคาหุ้นทั้งสองกลุ่มที่ชัดเจน
ชิ้นส่วนอิเล็กฯโตตามกระแสโลก
เริ่มที่ “กลุ่มดาวรุ่ง” ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี (TECH) จากที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มนี้เป็นเพียงหุ้นรอบ ที่วิ่งตามกระแสตลาดโลกและความผันผวนของค่าเงินบาทเป็นหลัก ขณะที่ระดับ P/E แพงระยับทำให้นักลงทุนรายย่อยกลัวการติดดอยสูง
แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมเปลี่ยนรูปแบบถาวรไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure) สู่ตลาดโลก ทะยานขึ้นเป็นผู้นำตลาดของจริง ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรสุทธิที่เติบโตตามตัวเลขจริง จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI (AI Monetization) ทำให้ตัวเลขคำสั่งซื้อชิ้นส่วนไปใช้ในระบบ Cloud, เซิร์ฟเวอร์ประมวลผลขั้นสูง และแผงวงจรอัจฉริยะล้นทะลัก
ขณะที่ในอนาคต แนวโน้มการเติบโตยังมีโอกาสลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง โดยยอดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนขั้นสูง (Advanced Component) ยังคงหนาแน่นตามแผนการขยายโครงข่ายบิ๊กเทคทั่วโลก จึงถือว่าเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์เชิงบวกเต็มๆ จากแนวโน้มการลงทุน AI ข้ามชาติและการทำ High ใหม่ของดัชนี Nasdaq สหรัฐฯ
ทว่ามีปัจจัยกดดันคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่อาจกระทบระบบโลจิสติกส์และการส่งออกชิ้นส่วน รวมถึงระดับ P/E Ratio ที่ตึงตัว โดยหุ้นในกลุ่มนี้คือ DELTA, CCET, KCEX, HANA
สำหรับ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) ราคาปัจจุบัน 353.00 บาท เพิ่มขึ้น 167.50 บาท หรือ 90.30% จาก 185.50 บาทจากต้นปี จากผลประกอบการโตก้าวกระโดดจากยอดขายสินค้ากลุ่ม Data Center และ EV Power ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) สูง
ขณะที่ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (CCET) ราคาหุ้นราคาปัจจุบัน 8.80 บาท เพิ่มขึ้น 4.20 บาท หรือ 91.30% จากวันแรกของปีที่ระดับ 4.60 บาท โดยได้อานิสงส์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการย้ายฐานผลิตของกลุ่มลูกค้าอิเล็กทรอนิกส์ไฮเทคเข้ามายังโรงงานในไทย กำไรขั้นต้นเร่งตัวขึ้นชัดเจนจากยอดคำสั่งซื้อสินค้าประเภท SSD และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ
กลุ่มนิคมฯรองรับการมาของ Data Center
ถัดมา กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาพึ่งพาการขายที่ดินให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมหนักดั้งเดิม เช่น สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ หรือยานยนต์สันดาปภายใน ซึ่งอัตราการขยายตัวค่อนข้างลดลง และแปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดว่าหุ้นในกลุ่มนี้มีการยกระดับโครงสร้างสู่ "นิคมฯ สายดิจิทัลและเทคโนโลยี" มากขึ้น เป็นผลให้ยอดขายที่ดิน (Presales) หลายบริษัทปรับตัวสร้างสถิติใหม่จากการย้ายฐานผลิตครั้งใหญ่ (FDI) และหนีสงครามการค้า โดยพบว่าทุนมีจีนและทุนตะวันตกแห่เข้ามาปักหมุดคลังสินค้าอัจฉริยะ และสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ จนทำให้ผลประกอบการและราคาหุ้นในกลุ่มนี้น่าสนใจ และน่าจะทำให้ในช่วงครึ่งปีหลัง จะเริ่มเข้าสู่เฟสการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างต่อเนื่องยาวเป็นหางว่าว พร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นฮับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ โดยรวมหุ้นในกลุ่มนี้ ได้แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจพ่วงขายน้ำและไฟฟ้าในนิคมฯ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องติดตาม คือระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความเสถียรของกระแสไฟฟ้าและแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทุนไอทีขั้นสูงโดยตรง ทำให้หุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ AMATA, WHA, ROJNA และ PIN
ส่วนบริษัทที่โดดเด่นสุดคือ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) จากราคาล่าสุด 24.50 บาท พบว่าเพิ่มขึ้น 8.60 บาท หรือ 54.09% จากราคาต้นปีที่ระดับ 15.90 บาท เนื่องจากบริษัทมียอดรับรู้รายได้จากการโอนที่ดินเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งมียอดจองที่ดินในมือ (Backlog) แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ทำให้มาร์จิ้นขยับขึ้นเด่นชัดจากธุรกิจสาธารณูปโภคภายในนิคมฯ
กลุ่มรับเหมาก่อสร้างงานเฉพาะทางหนุน
ถัดมาคือ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แม้อดีตที่ผ่านมาหุ้นรับเหมาก่อสร้างคือยาขมที่นักลงทุนส่ายหน้าหนี เพราะเจอตอประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐล่าช้า แถมต้องแบกต้นทุนแรงงาน-วัสดุก่อสร้างจนมาร์จิ้นบางเฉียบ ตกอยู่ในภาวะขาดทุนซ้ำซาก
แต่ปัจจุบัน พบสัญญาณการฟื้นตัวแบบหักปากกาเซียน เนื่องด้วยเกิดภาพ "การแยกทาง" ของกลุ่มรับเหมาที่เน้นโครงสร้างโยธาทั่วไปออกไปในทิศทางที่ไม่ดีนัก สวนทางกับกลุ่มรับเหมาที่ผันตัวเข้าสู่งาน "วิศวกรรมเฉพาะทางขั้นสูง”กลับเติบโตโดดเด่น เช่น งานสร้างสถานี Data Center งานระบบคลีนรูมโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และงานวางระบบหล่อเย็นอัจฉริยะ กลายเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่มีคู่แข่งน้อยรายและทำอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงมาก
นั่นทำให้ทิศทางการเติบโตของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจากนี้จะเปลี่ยนไปพึ่งพางานก่อสร้างและวางระบบจากภาคเอกชนสายเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน ซึ่งให้อัตรากำไร (Margin) ที่ดีและสม่ำเสมอกว่างานประมูลภาครัฐ โดยมีปัจจัยบวกคือการตุนมูลค่างานในมือ (Backlog) หนาแน่นจากการเซ็นสัญญาบิ๊กโปรเจกต์ช่วงต้นปี ขณะที่ปัจจัยกดดันคือความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงขั้นต่ำในประเทศที่พร้อมเข้ามากดดันกำไร
สำหรับหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่โดดเด่นคือ กลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่และวิศวกรรมระบบ STECON, CK, และITD โดย บมจ.สเตคอน กรุ๊ป (STECON) ราคาล่าสุดอยู่ที่ 9.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท หรือ 7.95% ที่ระดับ 8.80 บาท เนื่องจากพบว่าหลังจากปรับเปลี่ยนโครงสร้างสู่โฮลดิ้งและเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเข้าสู่งานวิศวกรรมระบบพลังงานสะอาดและงานสร้างโครงสร้างเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างเต็มตัว สามารถคว้างานอาคาร Data Center สัญญาใหญ่ มูลค่าเฉียด 2 หมื่นล้าน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและผลประกอบการพลิกกลับมาเทิร์นอะราวด์ชัดเจนในครึ่งปีแรก
กลุ่มท่องเที่ยว"ร่วงหนัก"จากกำลังซื้อฝืด
สำหรับกลุ่มหุ้นที่ทรุดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (TOURISM) ที่ผ่านมาหุ้นท่องเที่ยวและโรงแรมคือพระเอกขี่ม้าขาวพยุงเศรษฐกิจไทยช่วงเปิดเมืองหลังวิกฤตโรคCo-vid ถือเป็นหุ้นมหาชนเนื้อหอมที่ทุกคนมองว่าปลอดภัยและมีศักยภาพการฟื้นตัวสูงสุด
แต่ในปัจจุบัน หุ้นกลุ่มนี้เผชิญภาวะเบื้องหลังความงดงามคือคราบน้ำตา นั่นเพราะแม้จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวจะสูงแต่พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนไปจากวิกฤตค่าครองชีพโลก นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่าย ลดจำนวนวันเข้าพัก ทำให้รายได้ต่อห้องพัก (RevPar) ต่ำกว่าเป้า ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการโรงแรมเจอกระแทกจากต้นทุนในประเทศพุ่งสูงลิ่ว ทั้งอัตราค่าไฟ ฐานภาษีที่ดิน และค่าแรง ส่งผลให้โบรกเกอร์สั่ง Downgrade ปรับลดประมาณการกำไรลงยกแผงในไตรมาส 2
ขณะที่ทิศทางในอนาคตเสี่ยงทรุดหนักต่อเนื่อง เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วง Low Season ในครึ่งปีหลังอย่างเต็มตัว ทำให้โครงสร้างกำไรจะถูกบีบอัดจนกว่าต้นทุนพลังงานในประเทศจะได้รับการแก้ไข นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มดังกล่าวยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตเงินเฟ้อและกำลังซื้อฝืดเคืองทั่วโลก รวมถึงต้นทุนค่าไฟภายในประเทศที่เป็นตัวกลืนกินมาร์จิ้นจนหดหาย
เริ่มที่ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ราคาหุ้นปัจจุบันที่ระดับ 4.56 บาท ลดลง 0.34 บาท หรือ 6.94% จากราคาช่วงต้นปีที่ระดับ 4.90 บาท ที่ผ่านมา ERW มีพอร์ตสินทรัพย์เกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในประเทศไทย เมื่อต้นทุนค่าไฟและค่าแรงในประเทศปรับขึ้น กำไรสุทธิจึงโดนกระแทกโดยตรง ทำให้ราคาหุ้นไร้ปัจจัยหนุนและโดนเทขายต่อเนื่องตั้งแต่หมดช่วงไฮซีซั่นต้นปี
ถัดมา คือ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ราคาล่าสุด 22.50 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 8.16% จากราคาหุ้นช่วงต้นปีที่ระดับ 24.50 บาท ภาพรวมแม้จะมีรายได้จากโรงแรมฝั่งยุโรปเข้ามาช่วยประคองโครงสร้างรายได้รวม แต่ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมในประเทศกลับเติบโตชะลอตัว ประกอบกับมีภาระหนี้สินระดับสูง ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย (Finance Cost) ในภาวะดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูงคอยบีบเค้นกำไรสุทธิ
กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนโดนจีนทุบ
ในอดีตประเทศไทยเคยเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" จากห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถกระบะแบรนด์ญี่ปุ่นแข็งแกร่งและเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่ภาคการส่งออกไทยมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบัน หุ้นกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน กำลังก้าวเข้าสู่ยุค "อาทิตย์อัสดง" โครงสร้างเดิมโดนดิสรัปต์ (Disrupted) อย่างรุนแรงจากการรุกคืบของค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทุนจีน ที่เข้ามาใช้กลยุทธ์สงครามราคาถล่มตลาดและแย่งแชร์เบ็ดเสร็จ โรงงานไทยปรับตัวเปลี่ยนไลน์ผลิตไม่ทัน ยอดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนหดหายรุนแรง
ไม่เพียงเท่านี้ ทิศทางในอนาคต มีความเสี่ยงสูงมากที่โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนแถวที่ 2 และ 3 (Tier 2, Tier 3) จะต้องทยอยปิดกิจการหรือลดเวลาทำงานลงแบบถาวร เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนของรถยนต์ EV จีนที่มักนำเข้ามาเองได้ แถมได้รับแรงปัจจัยกดดันจากวิกฤตหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง สถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) คุมเข้มงวดการปล่อยกู้ ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อรถใหม่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ สวนทางยอดขายในประเทศดิ่งเหว
หุ้นที่เห็นได้ชัด ได้แก่ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ล่าสุด ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 11.30 บาท ลดลง 0.60 บาทหรือ 5.04% จากวันแรกของปีนี้ซึ่งปิดที่ระดับ 11.90 บาท ปัจจัยที่สำคัญมาจากยอดขายเพลาข้างและชิ้นส่วนช่วงล่างรถกระบะร่วงกราวตามยอดผลิตรถสันดาปในประเทศ แม้พยายามจับมือพันธมิตรต่างชาติขยายไปทำชิ้นส่วน EV และเครื่องจักรกลการเกษตร แต่รายได้ใหม่ยังเข้ามาไม่ทันทดแทนรายได้หลักที่หายไป ราคาหุ้นทำนิวโลว์ต่อเนื่องสะท้อนความกังวล
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลูกค้ากู้ซื้อถูกปัดตก
ก่อนหน้านี้ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คือหุ้นปันผลสูง (Value Stock) เป็นหลุมหลบภัยและสวรรค์ของนักลงทุนในยามที่ตลาดผันผวน เนื่องจากมีกระแสเงินสดจากการโอนกรรมสิทธิ์สม่ำเสมอและจ่ายปันผลสูงเป็นประวัติการณ์มาโดยตลอด
แต่ปัจจุบันหุ้นกลุ่มนี้กำลังเผชิญภาวะ "ช็อกน้ำตา" เนื่องจาก"กำลังซื้อในประเทศฝืดสนิท" ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนอยากซื้อ แต่เป็นปัญหา "กู้ไม่ผ่าน" มีรายงานว่ายอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้ซื้อที่อยู่อาศัยระดับต่ำกว่า 3-5 ล้านบาท (ตลาดล่าง-กลาง) พุ่งกระฉูดแตะ 40-50% เพราะกังวลต่อภาวะหนี้เสีย (NPL) ทำให้เกิดภาวะบ้านสร้างเสร็จแต่โอนไม่ได้ สต็อกบวมตึงตัวด้านกระแสเงินสด
ขณะเดียวกันมีการประเมินว่า ในอนาคตตลาดจะเกิดการแยกส่วน (Segmentation) อย่างรุนแรง ผู้ประกอบการต้องหยุดขึ้นโครงการใหม่ระดับล่างเพื่อระบายสต็อกเก่า และหนีไปสู้กันในน่านน้ำบ้านหรู (Luxury) ที่สู้กันด้วยเงินสดแทน ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูง และความเสี่ยงจากการตึงตัวด้านกระแสเงินสดในการ "โรลโอเวอร์หุ้นกู้" ชุดใหม่ที่มีต้นทุนดอกเบี้ยแพงขึ้นเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้
สำหรับหุ้นในกลุ่มนี้ มีหลายบริษัทที่ผลประกอบการอาจไม่เป็นไปดังเป้าหมายที่วางไว้ เริ่มที่ กลุ่มต้นน้ำ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง (SCC, SCCC, DCC, TASCO) ถัดมาคือ กลุ่มกลางน้ำ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม (LH, SPALI, AP, SIRI, QH) และกลุ่มปลายน้ำ ธุรกิจสถาบันการเงินปล่อยกู้ และธุรกิจตกแต่ง-โมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้าง (HMPRO, GLOBAL)
ทั้งนี้ มีการประเมินว่าราคาหุ้นอสังหาริมทรัพย์ระดับมหาชนที่เน้นเจาะตลาดแมส (Mass Market) ได้รับแรงกระแทกจนราคารูดทำนิวโลว์ต่อเนื่อง แม้จะมีอัตราปันผล (Yield) สูงระดับ 7-9% คอยค้ำอยู่ แต่ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้ เนื่องจากผวาความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและการบริหารกระแสเงินสดเพื่อชำระคืนหนี้หุ้นกู้ที่จะทยอยครบกำหนดในครึ่งปีหลัง
เม็ดเงินไหลผ่านอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม
สำหรับภาพรวมตลาดทุนไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 ถือเป็นกระจกเงาที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจจริงได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นได้ชัดเจนจากเม็ดเงินไหลไปหาอุตสาหกรรมที่จับต้องได้ในอนาคต และตรงกับความต้องการของทุนข้ามชาติ ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกทางรอด
นั่นทำให้ในยามที่ดัชนีตลาดหุ้นถูกค้ำยันไว้ด้วยหุ้นบิ๊กแคปสายเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว แต่ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างกลุ่มยานยนต์ ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์กำลังส่งสัญญาณซึมลึกเช่นนี้ ตลาดหุ้นไทยกำลังสะท้อนความมั่งคั่งที่แท้จริง หรือมันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาทางสถิติที่ซ่อนแผลเป็นทางโครงสร้างเอาไว้รอวันปะทุ?


