xs
xsm
sm
md
lg

DSI หอบสำนวน 5 พันหน้าส่ง ป.ป.ช. ฟัน ‘ประเสริฐ-5 บิ๊ก ขรก.’ เซ่นพิษ MOU ม่านตาฉาว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปิดฉากมหากาพย์ “ขายข้อมูลแลกเศษเงินดิจิทัล” กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สรุปสำนวนคดีร้อน Worldcoin หอบหลักฐาน 6 ลัง ส่ง ป.ป.ช. เชือด “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีตเจ้ากระทรวงดีอี พร้อมข้าราชการระดับสูงรวม 6 ราย เซ่นปมดัน MOU อัปยศเอื้อเอกชนสิงคโปร์ แฉพฤติการณ์รวบรัดผิดวิสัย ข้ามหัวกองกฎหมาย เมินคำเตือนอัยการสูงสุด ปล่อยข้อมูลอัตลักษณ์คนไทย 1.2 ล้านรายตกอยู่ในความเสี่ยง หวั่นโยงขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ

ความคืบหน้ากรณีอื้อฉาวสะเทือนวงการความมั่นคงดิจิทัลไทย จากปฏิบัติการของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่กัดไม่ปล่อยในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ของกลุ่มธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี” ภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งส่อเค้าเกี่ยวพันกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการฟอกเงินระดับโลก โดยมีจุดเริ่มต้นจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทเอกชนจากสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา

ล่าสุด คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 ได้ขยายผลการตรวจสอบจนพบ "ใบเสร็จ" ความผิดปกติครั้งมโหฬาร โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำ MOU ดังกล่าวที่นำไปสู่การเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลของคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย ซึ่งจากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง และสอบปากคำพยานปากสำคัญ รวมถึงตัว นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีในขณะนั้น พบร่องรอยความไม่ชอบมาพากลในการบริหารโครงการและการแบ่งปันผลประโยชน์จากเหรียญดิจิทัล ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14


แฉ 4 พิรุธ “MOU ติดเทอร์โบ” เอื้อเอกชน-ทำรัฐเสียเปรียบ

จากการผนึกกำลังตรวจสอบระหว่าง ดีเอสไอ และ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอีฯ ที่มี นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ขุดคุ้ยจนพบพฤติการณ์ “รวบรัด-ข้ามขั้นตอน” ที่ส่อเจตนาไม่สุจริตถึง 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.เซ็นก่อน อนุมัติทีหลัง : พบความผิดปกติทางธุรการที่ร้ายแรง เมื่อพิธีลงนาม MOU เกิดขึ้นจริงในวันที่ 27 มีนาคม 2567 แต่ลายเซ็นให้ความเห็นชอบของ รมว.ดีอี กลับลงวันที่ย้อนหลังเป็นวันที่ 29 มีนาคม 2567 ซึ่งขัดต่อระเบียบราชการอย่างชัดเจนที่ต้องได้รับความเห็นชอบก่อนดำเนินการ

2.เมินคำเตือนอัยการ ยกสมบัติชาติให้ต่างชาติ : ประเด็นที่สร้างความเสียหายสูงสุดคือเงื่อนไขใน MOU ที่ระบุให้ “ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)” ทั้งหมดตกเป็นของเอกชนผู้พัฒนา (Developer) เพียงฝ่ายเดียว 100% โดยรัฐไม่มีส่วนร่วม ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้เคยทักท้วงแล้วว่าทำให้รัฐเสียเปรียบและควรนำเข้า ครม. แต่กลับมีการเพิกเฉย เดินหน้าลงนามโดยไม่แก้ไขสัญญา

3.ทำโครงการนำร่อง ขัดหลัก Sandbox : การอ้างกฎหมาย Sandbox เพื่อทำโครงการนี้มีความย้อนแย้ง เนื่องจากโดยหลักการต้องมีกฎหมายกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจนก่อนจึงจะเขียนโครงการได้ แต่กรณีนี้กลับมีการ “เขียนโครงการขึ้นมาก่อนกฎหมาย”

4.รวบรัด 3 วันจบ หลบกองกฎหมาย : กระบวนการทำ MOU ระดับกระทรวงที่ปกติต้องใช้เวลากลั่นกรอง 3-6 เดือน กลับถูกเร่งรัดให้เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง “3 วัน” หนำซ้ำยังส่งเรื่องผ่าน “กองการต่างประเทศ” แทนที่จะผ่าน “กองกฎหมาย” ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ


ส่งไม้ต่อ ป.ป.ช. เชือด 6 บิ๊กข้าราชการ-การเมือง

อย่างไรก็ดีด้วยพยานหลักฐานที่มัดแน่น ดีเอสไอจึงสรุปสำนวนว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการการเมืองรวม 6 ราย เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) ประกอบด้วย

1. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง (รมว.ดีอี ในขณะนั้น)
2. เลขานุการ รมว.ดีอี (ในขณะนั้น)
3. ปลัดกระทรวงดีอี (ในขณะนั้น)
4. รองปลัดกระทรวงดีอี (ในขณะนั้น)
5. ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ กระทรวงดีอีฯ
6. เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีฯ


ล่าสุดเช้าวันนี้ (4 ก.พ.) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการส่งมอบสำนวนการสอบสวนชุดใหญ่ บรรจุในกล่อง 6 ใบ รวม 10 แฟ้ม เอกสารกว่า 5,000 แผ่น ให้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรรมการบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก็ถูกรวมอยู่ในสำนวนเพื่อพิจารณาความผิดด้วยเช่นกัน


นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ในการจัดการกับขบวนการที่อาศัยช่องว่างทางเทคโนโลยีและอำนาจรัฐ แสวงหาผลประโยชน์บนความเสี่ยงของข้อมูลส่วนบุคคลประชาชน ซึ่งสังคมต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ป.ป.ช. จะมีมติ “ฟัน” ผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้อย่างไร


กำลังโหลดความคิดเห็น