นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง ‘Beyond the Turning Point' จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่ง Bloomberg Consencus ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีสัญญาณการเติบโตเชิงบวกใกล้ระดับ 3% ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง
ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังมีปัญหา และปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้คาดการณ์ว่าจะมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก1ครั้งในอัตรา 0.25%ในปีนี้ และอาจจะปรับลดลงอีก 0.50%หากมีความจำเป็น ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังมีความท้าทายในหลายปัจจัยอยู่ รวมถึงอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง จึงยังไม่มีปัจจัยเอื้อต่อการเข้ามาลงทุนมากนัก และกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(บจ.)ปีนี้ยังเสี่ยงเติบโตน้อย รวมถึงปัจจัยกระทบทั้งภายในและภายนอกที่เข้ามากระทบ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยโอกาสอัพไซด์สูงมีน้อยมากไม่ถึง10%
นอกจากนี้ ยัง Underweight ตราสารหนี้ไทยระยะกลาง-ยาวจากระดับบอนด์ ยิลด์ไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และมีความเสี่ยงที่จะปรับขึ้นในปีหน้า โดยแนะนำให้ “สับเปลี่ยนการลงทุน”ไปยังตราสารหนี้ระยะสั้นที่ยังให้ระดับดอกเบี้ยสูงกว่าอย่างชัดเจนและช่วยลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของยอนด์ยิลด์ไทยในระยะถัดไป
ด้วยปัจจัยต่างๆดังกล่าว TISCO Wealth Advisory จึงแนะนำนักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก กับ 3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2569 ได้แก่
1.โตจากศักยภาพในประเทศ (Independence) โดยมองการเปลี่ยนแปลงทางการค้าและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานทำให้หลายประเทศหันมาเน้นการเติบโตจากศักยภาพภายใน ทั้งการผลิต การบริโภค และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแรงและสนับสนุนกำไรบริษัทเติบโตสูง โดยแนะนำ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ,ตลาดหุ้นอินเดีย และตลาดหุ้นเวียดนาม ทั้งนี้ คาดการณ์การเติบโตกำไรตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวราว 14 %โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากตลาดพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐฯซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 15% รวมถึงตลาดเกิดใหม่ยังคงโดดเด่นนำโดย อินเดีย และเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตเชิงโครงสร้างสูงต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทย EPS จะเติบโตเพียง 2% ต่ำที่สุดในภูมิภาคสะท้อนข้อจำกัดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและผลประกอบการที่ฟื้นตัวช้ากว่าตลาดอื่นๆในเอเชีย
“จาก EPS ของตลาดหุ้นแต่ละแห่งไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯหรือเวียดนามแล้ว ก็จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนในระดับต่ำสุด ดังนั้น เราจึงยังแนะนำการลงทุนในตลาดต่างประเทศมากกว่าในปีนี้ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้คาดการณ์ที่ 1388 จุด"
2.ธุรกิจแห่งอนาคต (Intelligence) โดยปี 2569 ถือเป็นจุดแกร่งของ Megatrends ทางด้าน AI , สังคมผู้สูงอายุ และ Utilities ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพการแข่งขันด้านธุรกิจมากขึ้น
"กลุ่มเทคโนโลยี AI ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ยังเติบโตได้ดี โดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและพัฒนา(UNCTAD)คาดว่ามาเก็ตไซส์ของกลุ่ม AI จะแตะ 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในปี 2576 โดยองค์กรในหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรมทดลองนำ Gen AI มาใช้กับงานหลากหลายประเภท อาทิ การสร้างคอนเทนต์ ,การพัฒนาสินค้า ,การบริการลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล จนสามารถสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มให้ธุรกิจได้จริงในปัจจุบัน ในเรื่องของฟองสบู่กลุ่ม AI แล้ว P/E แล้วปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณเกือบ 3 เท่านั้น และเท่าที่ดูเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนใช้เม็ดเงินที่เป็นกระแสเงินสดมากกว่าเงินกู้ยืมจึงมองว่ายังน่าสนใจ”
3.เกราะป้องกันพอร์ตผันผวน (Instability Armor) เพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดทั้งจากนโยบายการเงินและการคลังที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศนักลงทุนจึงควรใช้สินทรัพย์ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพพอร์ต แนะนำพันธบัตรระยะสั้น ,ทองคำ และน้ำมัน
สำหรับน้ำหนักในการจัดพอร์ตลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เน้นลงทุนหุ้นทั่วโลกประมาณ 60-80% ไปตามเชกเตอร์ต่างๆ พร้อมกับเพิ่มตราสารหนี้และทองคำเข้าไปด้วย ขณะที่นักลงทุนที่ยังเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทยสามารถให้น้ำหนักในพอร์ตประมาณ 10-15% โดยเน้นในกลุ่มเงินปันผลที่มีอัตราผลตอบแทนในระดับประมาณ 4% ส่วนผลตอบแทนจากคำแนะนำการลงทุนของTISCO ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยมากกว่า 10% แต่พอร์ตนักลงทุนที่มีหุ้นไทยผสม ผลตอบแทนเฉลี่ย7-8% ต่อปี
ทองคำ (Gold) ปริมาณหนี้สหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งหากดูข้อมูลในอดีตจะพบว่าราคาทองคำมักปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณหนี้สหรัฐฯ นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังเพิ่มการถือครองทองคำเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และสัญญาณวินัยทางการคลังที่อ่อนแอลงจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงการทยอยเพิ่มสัดส่วนพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกผ่านการสะสม ETF ที่ยังต่ำเพียง 2% จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในปี 2569
น้ำมัน (Oil) คาดว่าจะเห็น กลุ่ม OPEC+ เริ่มใช้นโยบายควบคุมกำลังการผลิตเพื่อให้อุปทาน (Supply) ลดลงและผลักดันให้ราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 ขณะที่อุปทานจากบ่อน้ำมันสำรองที่ดำเนินการผลิตอยู่ (DUC) ในสหรัฐฯเริ่มผลิตได้ลดลง ทำให้จำกัดความสามารถในการผลิตในระยะกลาง ขณะที่คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันปี 2569 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปแตะที่ระดับ 104.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง


