ธปท.เปิดรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 6/2568 วันที่ 12 ธันวาคม และ 17 ธันวาคม 2568 โดย หั่นดอกเบี้ยทิ้งท้ายปี 68 เหลือร้อยละ 1.25 หวังประคอง GDP ที่คาดว่าจะโตต่ำเพียงร้อยละ 1.5 ท่ามกลางศึกภาษีสหรัฐฯ และวิกฤตหนี้สะสม มองปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ เครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มอ่อนกำลัง หวังมาตรการ ‘ปิดหนี้ไว’ และ ‘SMEs Credit Boost’ ช่วยประคอง
กรรมการที่เข้าร่วมประชุม
นายวิทัย รัตนากร (ประธาน) นายปิติ ดิษยทัต (รองประธาน) นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายรพี สุจริตกุล นายสันติธาร เสถียรไทย นายเชาว์ เก่งชน
การประเมินภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจาก (1) ภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น ปิโตรเคมี ยานยนต์ และ (2) จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ (short-haul) โดยเฉพาะจีนปรับลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปี 2569
มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจากปี 2568 และขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และร้อยละ 2.3 ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ จาก
(1) การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ โดยเริ่มเห็นกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงระมัดระวังการใช้จ่ายในกลุ่มที่ไม่ใช่สินค้าพื้นฐานในชีวิตประจำวัน (2) ภาคการส่งออกสินค้าชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ แต่การส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามอุปสงค์ในสินค้าเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล (data center) และ (3) การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลง จากกรอบงบประมาณปี 2570 ที่การขาดดุลการคลังจะลดลงตามแผนการคลังระยะปานกลาง ขณะที่การเลือกตั้งจะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ล่าช้าในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 แต่จะกลับมาเร่งเบิกจ่ายในช่วงต้นปี 2570 อย่างไรก็ดี (4) ภาคบริการมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 35 และ 36 ล้านคนในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อคนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และ (5) การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามการลงทุนใหม่จากต่างประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการ Thailand FastPass
คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้นและปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมทั้งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งจาก
(1) การส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก อาทิ ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ
(2) อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มแผ่วลง โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนถูกกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมและปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ยังสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุน
และ (3) การปรับตัวของธุรกิจอาจทำได้ยากขึ้น เพราะเผชิญทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรข้างต้นและปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ โครงสร้างประชากร ทักษะแรงงาน และปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จาก (1) ความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม (2) กระบวนการงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้ามากกว่าคาด และ (3) การปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ นอกจากนี้ กรรมการส่วนหนึ่งเห็นว่าเศรษฐกิจการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูง เช่น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด (shock) อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจไทยได้
คณะกรรมการฯ สอบถามถึงผลกระทบของอุทกภัยและการฟื้นตัวในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งในมิติกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลของการสูญเสียทรัพย์สิน ตลอดจนแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs โดยเห็นว่าควรติดตามผลกระทบและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อาจส่งผลให้ GDP ปรับลดลงร้อยละ 0.1–0.2 โดยครัวเรือนและผู้ประกอบการในภาคการค้าและภาคท่องเที่ยวในพื้นที่น้ำท่วมได้รับผลกระทบรุนแรงและเป็นระยะเวลานาน จำนวนนักท่องเที่ยวในพื้นที่น้ำท่วมปรับลดลงโดยเฉพาะจากมาเลเซีย แต่ยังเห็นการเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดอื่นใกล้เคียง
ขณะที่ธุรกิจอาจไม่กลับมาลงทุนตามแผนเดิมหากไม่เห็นแผนฟื้นฟูและป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจน ด้านการฟื้นฟูอาจใช้เวลานานกว่า 3 เดือน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กในภาคการค้าและท่องเที่ยว ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการในการลงพื้นที่ภาคสนามของ ธปท. ที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 พบว่าธุรกิจเห็นว่ามาตรการเยียวยายังน้อยกว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐทั้งด้านการเงินและการกระตุ้นอุปสงค์โดยเร็ว
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง (uneven growth) โดยมีข้อสังเกตว่าการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่และในบางสาขาเท่านั้น อาทิ ธุรกิจขนาดใหญ่ในภาคท่องเที่ยว และผู้ส่งออกในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ธุรกิจ SMEs และภาคการผลิตในสาขาอื่น ๆ เปราะบางและถูกกดดันจากปัญหาด้านการแข่งขันมากขึ้น
นอกจากนี้ กรรมการส่วนหนึ่งเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยอาจนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรใหม่ (resource allocation) ที่มีนัยต่อตลาดแรงงานและแนวโน้มรายได้ในระยะยาว การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในภาคการผลิตอาจทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนจากภาคการผลิตไปภาคบริการมากขึ้น และทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคการผลิตไปภาคบริการที่ส่วนใหญ่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ หรือการเคลื่อนย้ายแรงงานจากลูกจ้างภาคเอกชนไปยังกลุ่มอาชีพอิสระซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งจะมีนัยต่อระดับรายได้ การบริโภคภาคเอกชน รวมทั้งหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ระดับสูง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ -0.1, 0.3 และ 1.0 ในปี 2568, 2569 และ 2570 ตามลำดับ และจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงเมื่อเทียบกับประมาณการเดิมจาก
(1) ราคาหมวดพลังงาน ทั้งจากราคาน้ำมันดิบโลกที่โน้มลดลงในช่วงที่ผ่านมาและมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำตามอุปทานน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐที่ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับลดลง
และ (2) แรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ กำลังซื้อในประเทศปรับลดลงส่วนหนึ่งจากรายได้เฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าดัชนีราคาผู้บริโภคที่เร่งขึ้นมากในช่วงปี 2565 และยังคงอยู่ในระดับที่สูง ประกอบกับครัวเรือนรายได้ปานกลางถึงสูงมีความระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8, 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ฝ่ายเลขานุการฯ ประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยพิจารณาจาก
(1) ราคาสินค้าและบริการไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง โดยสัดส่วนสินค้าและบริการในหมวดพื้นฐานที่ราคาปรับลดลงจากเดือนก่อนยังอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต
(2) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและเครื่องชี้แนวโน้มเงินเฟ้อ (underlying inflation indicators) ทรงตัวและยังเป็นบวก แม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มต่ำลงบ้างตามการส่งผ่านราคาต้นทุนวัตถุดิบในหมวดอาหารที่ลดลง และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในบางหมวดสินค้า
และ (3) อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางปรับลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1-3 โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะ 5-10 ปี จากการสำรวจนักวิเคราะห์และการคำนวณโดยใช้ข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ร้อยละ 1.5
คณะกรรมการฯ เห็นว่าแม้อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ควรติดตามพัฒนาการของราคาสินค้าและบริการและความเสี่ยงภาวะเงินฝืดในระยะต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ สอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาปรับปรุงดัชนีราคาผู้บริโภค (consumer price index หรือ CPI) เนื่องจากมีข้อสังเกตว่าอัตราเงินเฟ้อไทยที่ต่ำไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของประชาชนที่อยู่ในระดับสูง และมีสินค้าและบริการบางกลุ่มที่เคลื่อนไหวน้อย เช่น ค่าเช่าบ้าน รถยนต์ และค่าบริการโทรศัพท์ ฝ่ายเลขานุการฯ รายงานความคืบหน้าว่าได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะได้มีการปรับปรุงดัชนีราคาผู้บริโภคทั้งด้านข้อมูลและวิธีการคำนวณในระยะต่อไป
การประเมินภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงสอดคล้องกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา แต่การส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือนแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน เช่น สินเชื่อปล่อยใหม่ของ SMEs ได้รับอัตราดอกเบี้ยลดลงน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่า
ด้านสินเชื่อโดยรวมยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่และครัวเรือนรายได้ปานกลาง-สูง ที่ชะลอการลงทุนและการใช้จ่ายภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอลงและมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะ SMEs และกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ โดยสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ของทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยยังทรงตัวในระดับสูง
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อการหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อ โดยการแก้ปัญหาจำเป็นต้องผสมผสานมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดควบคู่ไปกับนโยบายการเงิน อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้ไม่มีหลักประกันมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ในอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยทั้งสองโครงการจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาค ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. จากการปรับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับปัจจัยเฉพาะของไทย โดยเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 8 ตั้งแต่ต้นปี 2568
ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกผ่านการแปลงรายรับเป็นสกุลเงินบาทได้เม็ดเงินลดลง (conversion channel) โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากขึ้นในธุรกิจที่มีอัตรากำไร (profit margin) น้อย และพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงพึ่งพารายได้จากการส่งออกในสัดส่วนสูง อาทิ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ
นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทส่วนหนึ่งกระทบต่อรายรับของภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น (short-haul) จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในรูปเงินบาทที่ลดลง ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าเทียบสกุลเงินคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าที่ร้อยละ 4.1 และดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) แข็งค่าที่ร้อยละ 1.1 ตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา (price competition channel) ของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถทดแทนได้ง่าย เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ (commodity)
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาทและผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยเฉพาะ SMEs ที่ฐานะการเงินยังเปราะบางและมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การแข็งค่าของเงินบาทจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมสภาพคล่องของ SMEs จึงเห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่าธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ทางการเงินมีสัดส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของกลุ่มผู้ค้าทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในบางช่วงอาจมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศทั้งหมดต่อวัน ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท
โดยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของกลุ่มผู้ค้าทองคำ โดยสถาบันการเงินต้องเรียกตรวจหลักฐานการขายทองกับคู่ค้าต่างประเทศทุกธุรกรรม และต้องเรียกตรวจเอกสารเรียกเก็บเงินและใบขนทองคำภายใน 2 วันทำการ นับจากวันที่ร้านทองส่งมอบเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าการขายเงินตราต่างประเทศเกิดจากการส่งออกทองคำจริง
นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน โดยให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องให้ ธปท. รับทราบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามธุรกรรม ประเมินผลกระทบต่อค่าเงินบาท และพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมต่อไป
การพิจารณานโยบายการเงิน
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ อภิปราย ดังนี้
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยถูกกดดันจากปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้าง รวมถึงความเปราะบางที่มากขึ้นในบางภาคส่วน นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ มีความกังวลเกี่ยวกับเครื่องยนต์เศรษฐกิจ (growth engine) ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป
เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ อย่างไรก็ดี ต้องติดตามพัฒนาการราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงภาวะเงินฝืดต่อไป
สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง และคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางยังด้อยลงโดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท
คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง และช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ โดยคณะกรรมการฯ อภิปรายเพิ่มเติมดังนี้
การผ่อนคลายนโยบายการเงินช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและมาตรการอื่น ๆ ของภาครัฐที่ได้ออกมา ทั้งนี้ นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เศรษฐกิจและสินเชื่อกลับมาขยายตัวได้ จึงควรดำเนินการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เช่น มาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
กรรมการบางส่วนเห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อต่ำจากปัจจัยด้านอุปสงค์ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจและอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลง
การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมยังไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาวมากนัก เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่ยังมีความระมัดระวังกับการก่อหนี้และการลงทุน ขณะที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ดี กรรมการส่วนหนึ่งเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรอยู่ระดับต่ำนานเกินไป เพราะจะนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงเชิงระบบ ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด เพื่อให้สามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ (economic shocks) ที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจการเงินโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
การตัดสินนโยบายการเงิน
คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที
คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานและอาหารสด
ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ
ในระยะถัดไป คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด


