xs
xsm
sm
md
lg

GBS มองหุ้นไทยปรับตัวพักฐานไร้ปัจจัยหนุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บล.โกลเบล็ก ประเมินดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัว Sideway Down เหตุขาดปัจจัยใหม่สนับสนุน บวกตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งทำให้มีความเสี่ยงว่าเฟดอาจยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินในอนาคต และ MSCI Index เตรียมลดน้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นไทยมีผลวันที่ 25 ก.พ.นี้ จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ระดับ 1,470-1,530 จุด 

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีโอกาส Sideway Down จากความกังวลกับตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีโอกาสส่งผลให้นาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินได้ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ WTI ที่อ่อนตัวลงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานทำให้มีแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงานออกมาต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน MSCI Index เตรียมปรับลดน้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นไทยรอบใหม่ ซึ่งจะมีผลประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ก.พ. จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ระดับ 1,470-1,530 จุด

ส่วนปัจจัยในประเทศนั้นนักลงทุนทยอยรับรู้ปัจจัยเหล่านี้มาในระดับหนึ่ง เช่น การประกาศงบของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งวันที่ 1 มีนาคมนี้จะเป็นกำหนดวันรายงานผลการดำเนินงานวันสุดท้าย ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินจะสะท้อนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการยืนยันกำหนดการวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกของประเทศไทย 200,000 โดสจะมาถึงไทยในวันพุธที่ 24 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมชงศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เพื่อพิจารณาจัดตั้งกองทุน 30,000 ล้านบาท สำหรับช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการปรับตัวให้เข้ากับสมดุลใหม่หลังโควิด-19 คลี่คลาย อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้มีการรายงานว่าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีการส่งออกโตต่อเนื่องโดยมียอดรวมในปี 63 มูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% ส่วนใหญ่ได้อานิสงส์จากการการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองมีความไม่แน่นอนลดลงหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีเสียงข้างมากลงมติ “ไว้วางใจ” ฝ่ายรัฐบาลในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนปัจจัยที่ยังคงต้องเฝ้าระวังในขณะนี้ เช่น กรณีที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีการปรับลดการประเมินเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน โดยระบุถึงองค์ประกอบทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เนื่องจากการบริโภคชะลอตัวลง ส่วนรัสเซียเองได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N8 เป็นรายแรกของโลก ซึ่งคงต้องรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการแถลงตัวเลขดัชนีอุตสาหกรรมของของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รวมทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคและดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค

ดังนั้น จึงแนะนำลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์ จากวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกเข้าไทยวันที่ 24 ก.พ.นี้ ได้แก่ AWC - ERW - MINT - CENTEL - CPN - CRC - SPA และ AOT รวมทั้งแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีค่าระวางเรือ ได้แก่ TTA - PSL และ RCL

ส่วนทิศทางการลงทุนในทองคำ นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินทิศทางราคาทองคำว่า มีโอกาสปรับตัวลงต่อเนื่องจากในทางเทคนิคมีการสร้าง Lower Low และอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับ 1,765 $/Oz ซึ่งเป็นแนวรับระยะยาว โดยหากหลุดแนวรับดังกล่าวมีโอกาสอ่อนตัวลงสู่ 1,740-1,750 $/Oz ทั้งนี้การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ 1.30% ยังเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม


กำลังโหลดความคิดเห็น...