xs
xsm
sm
md
lg

โบรกเกอร์หวั่นโควิดระบาดซ้ำ ฉุดตลาดหุ้นแย่สุดดัชนีฯ แตะ 1,250 จุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โบรกเกอร์ประเมินสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ 3 ระดับหลังคลายล็อกดาวน์ ระบุหากไม่ระบาดรอบ 2 SET Index แกว่งตัวในกรอบ 1,350-1,450 จุด แต่หากแย่สุดมีระบาดรอบ 2 และติดเชื้อเกิน 20 คนต่อวัน SET จะลงมาที่ 1,250 จุด และลดสัดส่วนลงทุนหุ้นต่ำกว่า 50% อย่างไรก็ดี มองหุ้นปรับฐานยังเป็นโอกาสซื้อ ด้าน KTBS ส่องหุ้นได้ผลบวกคลายล็อกเฟส 4 ยกเลิกเคอร์ฟิว Travel Bubble พร้อมแพกเกจท่องเที่ยว แนะกลุ่มโรงแรม สายการบิน สนามบิน โรงพยาบาล นิคมฯ รับอานิสงส์เต็มๆ

บล.หยวนต้าเปิดเผยในบทวิเคราะห์รายวันว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใหม่ในหลายประเทศยังเร่งตัวขึ้น สหรัฐฯ บราซิล รัสเซีย แม้ไม่ทำสถิติสูงสุดใหม่แต่ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่อินเดียใกล้จุดสูงสุดเดิมที่ 12,375 คน/วัน ส่วนบางเมืองในสหรัฐฯ เช่น แคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และเทกซัส เร่งตัวขึ้นเกิน 2 พันคน/วันอีกครั้ง

นอกจากนี้ จีนยังพบการติดเชื้อ 57 รายเมื่อ 13 มิ.ย. 63 แบ่งเป็นติดเชื้อในประเทศ 38 ราย และมี 36 รายที่อยู่ในปักกิ่ง ส่วนอีก 19 รายเดินทางมาจากต่างประเทศ ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ถึงโอกาสเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกสัปดาห์ที่ผ่านมาทรุดตัวเฉลี่ย -4% โดยตลาดที่ร่วงหนักคือ สหรัฐฯ -6% ยุโรป -7% ส่วนเอเชีย -3%

ชี้ระบาดรอบแรกยังไม่จบ ก่อนมีรอบ 2

บทวิเคราะห์ระบุว่า หากมองในภาพกว้าง ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยไปทำสถิติสูงสุดใหม่ 1.4 แสนคน/วัน เมื่อ 12 มิ.ย. 63 จากการเร่งตัวของอเมริกาใต้ โดยเฉพาะบราซิล (ติดเชื้อสะสม 8.5 แสนราย เป็นอันดับ 2 ของโลก) และอินเดีย (ติดเชื้อสะสม 3.2 แสนราย เป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วน 3 เมืองในสหรัฐฯ ที่ยอดพุ่งขึ้น

ถ้าอิงสถิติจะพบว่ายอดผู้ติดเชื้อรายวันไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงก่อนหน้า โดยเทกซัสและแคลิฟอร์เนียอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นมาตั้งแต่ เม.ย. 63 มีเพียงฟลอริดาที่เร่งขึ้นจากภาวะทรงตัว เพราะฉะนั้นแม้ตลาดจะกังวลไปถึงการระบาดรอบ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าพิจารณาจากกราฟผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่ค่าความชันยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เราประเมินว่าสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบันอาจทำให้สินทรัพย์เสี่ยงมีจังหวะพักฐานบ้าง แต่ไม่ถึงกับกดดันให้ทรุดตัวรุนเรง

ประเมินความเป็นไปได้ SET INDEX ใน 3 กรณี

ขณะที่หากอิงจากจีนและเกาหลีใต้ที่เปิดกิจกรรมเศรษฐกิจและพบการติดเชื้อรอบ 2 ก่อนประเทศอื่น โดยจีนพบที่อู่ฮั่นช่วงปลาย เม.ย. 63 ส่วนเกาหลีใต้พบที่อิแทวอนช่วงกลาง พ.ค. 63 พบว่าเมื่อจำนวนผู้ติดเชื่อใหม่เร่งตัวขึ้น ตลาดหุ้นทั้ง 2 ประเทศจะเคลื่อนไหว Underperform ภูมิภาคเพียง 3-5 วัน แล้วกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะฉะนั้น ในส่วนของไทยที่ควบคุมสถานการณ์ได้ดี SET INDEX ควรจะเคลื่อนไหวดีกว่าภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ได้ประเมินความเป็นไปได้ไว้ 3 กรณี

(1) ดีที่สุด ไม่มีการระบาดรอบ 2 ในไทย คาด SET INDEX เคลื่อนไหวดีกว่าภูมิภาค แกว่งในกรอบ 1,350-1,450 จุด หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ค้าปลีก อาหาร ท่องเที่ยว แบงก์ รับอานิสงส์รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

(2) ปานกลาง มีการระบาดรอบ 2 ในไทย แต่ไม่ถึง 20 คนต่อวัน คาด SET INDEX เคลื่อนไหวใกล้เคียงภูมิภาค แกว่งในกรอบ 1,300-1,400 จุด หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ สื่อสาร โรงไฟฟ้า ค้าปลีก การแพทย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

(3) แย่ที่สุด มีการระบาดรอบ 2 ในไทย และเกิน 20 คนต่อวัน คาด SET INDEX ทรุดลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 1,250-1,350 จุด ปรับกลยุทธ์การลงทุนตามสถานการณ์ หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ สื่อสาร โรงไฟฟ้า ค้าปลีก กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

มองหุ้นพักฐาน เป็นโอกาสเข้าซื้อ

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เกิดการแพรระบาดรอบ 2 ในไทย และภาครัฐฯ มีแนวโน้มกระตุ้นการบริโภคและท่องเที่ยวในประเทศ ขณะที่การกลับมาแพร่ระบาดของจีนเราคาดว่าไม่รุนแรงเพราะเคยจัดการได้แล้ว หุ้นกลุ่ม D&D เช่น CPALL/ ADVANC/ BEM/ BCH/ AMATA ผนวกกับกลุ่มที่เชื่อมโยงจีน NER/ IVL/ CBG/ TKN ถ้ามีการพักฐานเพราะความกังวลนี้ เรามองเป็นโอกาสซื้อ ส่วนถ้าจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเริ่มลดลง กลุ่มพลังงาน (PTTEP/ PTTGC/ IVL) ท่องเที่ยว (MINT/ CENTEL) และแบงก์ (BBL/ SCB) จะกลับมาเด่นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยกำลังเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น หากมีการระบาดรอบ 2 ให้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงต่ำกว่า 50% และเลือกลงทุนได้เฉพาะ สื่อสาร โรงไฟฟ้า ค้าปลีก กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เท่านั้น

KTBS สแกนหุ้น 5 กลุ่มรับ Travel Bubble-แพกเกจกระตุ้นท่องเที่ยว

บล.เคทีบี (KTBS) เปิดเผยว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีมติเห็นชอบคลายการผ่อนคลายมาตรการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระยะที่ 4 และให้ยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) เริ่มมีผลตั้งแต่วันนี้ (15 มิ.ย. ) แต่ยังคงมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักรทั้งทางบก น้ำ อากาศ

นอกจากนี้ ศบค.ยังเห็นชอบในหลักการการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจำกัด (Travel Bubble) เพื่อรับชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย เริ่มจากกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มที่จะมารับการรักษาทางการแพทย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ และสามารถติดตามตัวได้ แต่ยังต้องหารือรายละเอียด วิธีการ รวมถึงมาตรการในการควบคุมโรคก่อน โดยมีประเทศเป้าหมายในระยะแรก ดังนี้ จีน (รวมฮ่องกง มาเก๊า) เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สปป.ลาว พม่า กัมพูชา ตะวันออกกลาง บางประเทศ

มองหุ้นโรงแรม-การบิน-โรงพยาบาล ได้ประโยชน์คลายล็อกเฟส 4

KTBST ประเมินหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์มากสุดจากการคลายล็อกเฟส 4, ยกเลิกเคอร์ฟิว และ travel bubble มากสุด ได้แก่ 1) กลุ่มโรงแรม (CENTEL, ERW), 2) กลุ่มสายการบิน (AAV), สนามบิน (AOT), 3) กลุ่มโรงพยาบาล (BH, BDMS, BCH, CHG, THG, EKH), 4) กลุ่มนิคมฯ (AMATA, WHA)

ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเสนอของบรัฐบาล 2 หมื่นล้านปลุกเที่ยว ลุ้น 3 แพกเกจท่องเที่ยว ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะพิจารณา ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย.) โดยเตรียมไว้ 3 แผน ได้แก่

1. แพกเกจเราไปเที่ยวกัน ช่วยเหลือโรงแรมและที่พักที่ถูกกฎหมาย เป็นระบบร่วมกันจ่ายหรือ co-payment เป้าหมายห้องพัก 5 ล้านห้อง รัฐบาลช่วยจ่าย 40% พักได้ไม่เกิน 5 คืนต่อคน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งโรงแรมจะต้องเสนอขายราคาห้องพักลด 50% และต้องขายในราคาที่ถูกกว่าออนไลน์ ทราเวล เอเยนต์ (OTA)

2. แพกเกจเที่ยวปันสุข ช่วยเหลือสายการบินต้นทุนต่ำ รถทัวร์ และรถเช่า ซึ่งการดำเนินการจะคล้ายกับแพกเกจเราไปเที่ยวกัน แต่ใช้เงินสำหรับซื้อตั๋วเครื่องบิน รถทัวร์ และรถเช่า เป็นโครงการ copayment ระหว่างนักท่องเที่ยวกับรัฐบาล โดยรัฐบาลให้ส่วนลด 40%

3. แพกเกจกำลังใจ เพื่อตอบแทนบุคลากรแนวหน้าในการรับมือโควิด-19 จำนวน 1.2 ล้านคน โดยสนับสนุนงบศึกษาดูงานแบบอบรมสัมมนา ผ่านผู้ประกอบการนำเที่ยวในประเทศ เช่น บริษัททัวร์และรถเช่า ใช้งบ 2,400 ล้านบาท หรือรัฐบาลจ่ายเงินให้ 2,000 บาทต่อคน ระยะดำเนินการ 4 เดือน หรือช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม วงเงิน 20,000 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวคึกคักมากขึ้น และมีเงินสะพัดทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 50,000 ล้านบาท

บล.เคทีบีประเมินว่า แผนที่ 1 และ 3 ส่งผลดีต่อกลุ่มโรงแรมในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรมขนาด midscale ถึง luxury โดยหุ้นที่เราคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยคือ CENTEL, MINT และ ERW ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าคนในประเทศยังมีความต้องการที่จะท่องเที่ยวในประเทศค่อนข้างสูง

ขณะที่แผนที่ 2 เรามองเป็นบวกต่อกลุ่มสายการบิน (AAV) และสนามบิน (AOT) เนื่องจากจะทำให้ค่าตั๋วโดยสารที่ผู้โดยสารจ่ายถูกลง และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น จะทำให้สายการบินกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินได้เพิ่มมากขึ้น และจะทำให้จำนวนผู้โดยสารปรับตัวเพิ่มขึ้น ช่วยหนุนผลการดำเนินงานกลับมาฟื้นตัวใน 2H20 โดยกลุ่มท่องเที่ยวยังคงให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” แต่ข่าวดังกล่าวเก็งกำไรได้ในหุ้น CENTEL, AAV


กำลังโหลดความคิดเห็น...