xs
xsm
sm
md
lg

“เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” ปั้นบิสซิเนสโมเดล ดัน “เสนา” มุ่งสู่ “Growth Hormone”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่า เทรนด์การใช้ชีวิตที่จะเกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ได้รับการตอบรับจากทุกภาคธุรกิจ ที่จะเข้ามานำเสนอนวัตกรรม รองรับรูปแบบการใช้พลังงานสะอาดที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเห็นได้ว่า นับวันนวัตกรรมที่เกี่ยวกับเพื่อการอยู่อาศัยจะเปลี่ยนแปลงก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว แต่ใช่ว่านวัตกรรมบางตัวอาจจะไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และจะแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม ก็พบว่านวัตกรรมบางตัวกลับเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และเริ่มมีการใช้ที่แพร่หลายในภาคต่าง ๆ ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมนั้น ๆ เพื่อลดต้นทุนได้มากที่สุด ให้เหมาะกับการนำมาใช้จริงได้ โดยเฉพาะระบบโซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟ ซึ่งเป็นระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นระบบที่สอดรับกับกระแสการลดการใช้พลังงาน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้า

และในบรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของไทยแล้ว บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เป็นหนึ่งในอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ที่มุ่งมั่นและใส่ใจในเรื่องของพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นการช่วยเหลือธรรมชาติมิให้ถูกรุกรานจากการใช้พลังงานของมนุษย์ และเป็นการลดภาระโลกร้อน ทำให้เรื่อง “รักษ์โลก” ถูกกำหนดให้เป็นนโยบายหลักของบริษัทเสนาฯ

ในโอกาสนี้ “ดร. ยุ้ย” ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ได้ฉายวิสัยทัศน์ต่อการดำเนินธุรกิจของเสนาฯ

ปีนี้ เสนาจะเติบโตไปทิศทางไหน

ปีนี้เป็นปีที่เราใช้ชื่อว่า Growth Hormone เป็นปีที่เราจะเติบโตสูงมาก เราขยายและเปิดโครงการมากถึง 18 โครงการ มูลค่าการขาย 23,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เคยเปิดเยอะขนาดนี้ และมีตัวเลขยอดขายทั้งปี 10,300 ล้านบาท มีรายได้ 5,200 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขทุกตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในส่วนโครงการที่เปิดมากในปี 61 แล้ว เรายังมีนวัตกรรมต่าง ๆ ที่อันเดอร์ไรท์อยู่อีกหลายตัวที่เปิด ซึ่งทางทีมงานได้กำหนดให้ Growth Hormone เป็นแผน และมี 4 Power Shot ที่จะทำให้แผนเราเป็นจริง หลัก ๆ ที่เรานำเสนอตลอดมา และคนภายนอกเห็นเรา ได้แก่ 1. โซลาร์ เป็น Power Shot มาตลอดเวลา และปีนี้จะมากขึ้น ทางเสนาได้พัฒนาต่อยอดโซลาร์เป็น Solar Scale-Up ช่วยให้ลูกบ้านสามารถปรับ-เพิ่มจำนวนแผงโซลาร์ ได้ตามลักษณะการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อีกทั้งยังสามารถเลือกช่วงเวลาของการใช้ไฟฟ้าไฟฟ้าได้ตามพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน

นอกจากนี้ เสนามองเห็นประโยชน์จากพลังงานสะอาดที่ได้จากแผงโซลาร์ โดยจะมีการต่อยอดเพื่อตอบสนองลูกบ้านทุกโครงการของเสนา ผ่านความตั้งใจและพร้อมเดินหน้าตั้งเป้าเป็น “The First EV Ready In Thailand” จะมีการติดตั้งเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า (EV Charger) ภายใต้ชื่อ EV Ready ให้แก่บ้านทุกหลัง

2. บริการหลังการขาย 360 ซึ่งพัฒนาการเปลี่ยนไป เดิมแต่ก่อนเราเป็นมนุษย์ขายบ้าน ขายเสร็จ โอนเร็ว ดูแลตามสัญญาที่กำหนดไว้ ก็จบ แต่ในคำนิยาม “อาฟเตอร์เซลเซอร์วิส” ของเสนา กว้างใหญ่ไพศาลมาก เราจะเป็น “ขายชนขาย” เราจะอยู่กับลูกค้าตั้งแต่แรกที่มาซื้อเสนา และอยู่จนกว่าเราจะขายบ้านให้กับลูกค้าอีกรอบหนึง เป็นบริการการใช้ชีวิต

“สิ่งที่เราทำ กำลังบอกให้เห็นหลายอย่าง อย่างเช่น บริการเรื่องรถเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่เราเห็น เป็นเรื่องน่าเศร้า คนที่ต้องการรถไฟฟ้าที่สุดต้องอยู่ไกลที่สุด คิดดูดิฉันทำคอนโดฯมา 10 ตัว ปีนี้ทำคอนโดฯ ถึง 15 ตัว เบสิกเหมือนกัน ใกล้รถไฟฟ้าคอนโดนแพง ไกลรถไฟฟ้าคอนโดฯ ถูก ใกล้รถไฟฟ้าราคาแพง ทุกคนมีรถ ดีเวลลอปเปอร์ทำโครงการใกล้รถไฟฟ้าทำที่จอดรถน้อย สมการตรงนี้ไม่สอดรับกัน และปกติคนที่มีรายได้น้อย จะพบว่าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายเดินทางจะสูง เช่น คนที่มีรายได้ 1 แสนบาท ค่าใช้จ่ายในด้านการเดินทางประมาณ 5% แต่หากรายได้ 10,000 บาท อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจะสูงถึง 30% และยังอยู่ห่างไกลมากในสิ่งที่ต้องเดินทาง และบางคนไม่มีรถด้วย สิ่งที่เราทำได้ คือ การเข้าไปช่วยบริการการใช้ชีวิต เช่น ทำท่าเรือนิชไอดี บางแค ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์แก่ชุมชนโดยรอบ หวังยกระดับการเดินทางให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการ นิชไอดี บางแค อยู่ห่างจากห้างซีคอน บางแค เพียง 5 นาที และบีทีเอส บางหว้า เพียง 15 นาที ในบางโครงการเราจะมีการทำระบบที่ฉลาดมากขึ้น ซึ่งการทำดังกล่าวอยู่ในระบบบริการหลังการขาย 360 และยังสามารถทำได้อีกหลายทาง เช่น ระบบจีพีเอส ที่ช่วยให้รถมาอำนวยความสะดวกกับเราได้เร็วขึ้น รู้ตำแหน่งของรถ และจะเห็นคนทำงานในคอนโดมิเนียมมากขึ้น เริ่มเห็นแนวโน้มผู้สูงอายุ เรามีฟีเจอร์อะไรก็ใส่ลงไปในบริหารหลังการขาย ซึ่งเรามีบริษัทลูกพรอปเพอร์ตี แมเนจเมนต์ ดูแล”

โจทย์ใหญ่พัฒนาโปรดักต์ “เราจะขายใคร”

โจทย์ใหญ่ของการทำสินค้า ยิ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม เราต้องคิดว่าจะขายกลุ่มเป้าหมายใคร ซึ่งที่ผ่านมา การทำโครงการอาจจะมองเรื่องโลเคชัน กับการมองผ่านระดับราคา ซึ่งเรื่องราคาจะบอกรายได้ของผู้ซื้อเท่านั้น เช่น สมมุติคอนโดฯ ราคา 85,000 บาทต่อ ตร.ม. กลุ่มเป้าหมาย 2.2 ล้านบาท รายได้คนซื้อ 50,000 บาท จบแล้ว แต่คำถาม คือ เราจะไม่รู้เลยว่า อายุคนซื้อจะอยู่เท่าไหร่ บอกได้แค่กลุ่มเป้าหมายคนซื้อ ขั้นต่ำของเงินเดือนที่ซื้อได้เท่านี้

“Made From HER เป็น Power Shot ถัดมา เราพบว่า ประเทศไทยผู้หญิงมีเยอะ อายุยืนกว่า และยังโสดเยอะขึ้น จากการสำรวจโครงการของเสนา 20-30 ที่แนวโน้มจะเป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 60-70% เราเลยทำโครงการรองรับผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใส่ใจเรื่องการซื้อของ วิธีคิดของเราจับต้องได้ มีเนื้อ และสร้างการจดจำได้ ขณะเดียวกัน เสนา ได้นำเสนอโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก และจะมีการวัดโฟกัสกลุ่มอีกครั้ง”

พาร์ตเนอร์ชิป บริการหลังการขาย

ดร. เกษรา กล่าวว่า การมีพาร์ตเนอร์ชิปบริษัทที่มาทำบริการหลังการขาย ที่เรียกว่า “ลีฟวิง เอเยนต์” ที่จะเข้าไปช่วยให้ลูกค้าปล่อยขายปล่อยเช่าได้สะดวก และรวดเร็ว โดยเราจะมีการพาร์ตเนอร์ชิปกับโบรกเกอร์ที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเรามีบริการหลังการขาย 360 ลูกค้าเพียงแค่ดูข้อมูลในมือถือก็สามารถตรวจสอบได้ว่า มีใครบ้าง ใครต้องการซื้อ การที่เราสามารถหมุนของได้เร็ว จะยิ่งช่วยสนับสนุนให้ลูกค้าเกิดความกล้าที่จะตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น เพราะสามารถปล่อยขายได้คล่อง”

ในส่วนของมุมที่เกี่ยวกับบ้านนั้น แนวโน้มคิดว่าจะไม่ค่อยมีเรื่องการแชริง ไม่ค่อยมีให้เห็น แต่ก็คิดว่าในอนาคตอาจจะเป็นสตอปต่อไป เนื่องจากหากเราย้อนหลังไปสัก 5 ปี ใครจะคิดว่ารถยนต์จะมาแชร์กันได้ ซึ่งในอารมณ์ของรู้สึกของตนเองแล้ว คงไม่ค่อยมีใครเอาของตนเองไปให้คนอื่นใช้ เพราะเราไม่ได้เกิดในยุคที่มีการแชร์กัน แต่รุ่นนี้น่าจะได้เห็น แม้แต่คอนโดฯ ของเสนา มีแอปฯ ให้แชร์กระเป๋าเดินทางกันเอง ซึ่งอยู่ในบริการช่วยใช้ชีวิต บางคอนโด เราจะมีพื้นที่ส่วนกลางไว้เก็บกระเป๋าเดินทาง

วงรอบของเสนา ก็เหมือนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เมื่อต้องการขยายกำลังการผลิตแล้ว ก็ต้องมองในเรื่อง 1. ทีม และ 2. เงิน แต่ตัวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่มีโรงงานเหมือนธุรกิจอื่น ซึ่งเสนา เข้าสู่ช่วงขยายกำลังเงิน เงินก็คือ การร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่น การขยายทีม มีการรับคนเข้ามามาก มีการเอาต์ซอร์สอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้เราขยายกำลังการผลิตทั้งสองเป้าหมายได้ จังหวะที่ควรขยาย ก็ต้องเลือกเศรษฐกิจที่โอเค ซึ่งตัวจีดีพี และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ เป็นปัจจัยที่สนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปีนี้เราจะเห็นว่า ทุกคนพูดในกระแสเดียวกัน และช่วงระยะเวลาแบบนี้มีไม่มาก ช่วงนี้ดี เสนา เลยขยายลงทุน เราคิดว่า คนซื้อมี แต่เราตอบให้ได้ว่า เสนามีความสามารถในการแข่งขันแค่ไหน ต้องตอบให้ได้ว่า คอนโดเสนาดีกว่าคู่แข่งอย่างไร ในเมื่อมีคนขายเต็มเลย นั่นจึงเป็นที่มาของ 4 Power Shot ทำไมต้องทำ เพราะเรากำลังบอกว่า คนซื้อน่าจะมีกำลังซื้อภายใต้เศรษฐกิจที่ดี แต่การแข่งขันทั้งแนวราบ และแนวสูง ดุเดือดมาก”

สำหรับความเคลื่อนไหวของพันธมิตรที่ร่วมทุนผ่านการจัดตั้งบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด (เสนาฯ กับบริษัท ฮันคิว เรียลตี้ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น)) ได้มีการความร่วมมือในการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งใน 18 โครงการที่เปิดปีนี้ จะมีโครงการร่วมทุน มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และแนวโน้มจะมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากขึ้น โดยในปี 2562 จะเห็นขนาดของการลงทุนที่มากยิ่งขึ้น.


กำลังโหลดความคิดเห็น...