xs
xsm
sm
md
lg

มหกรรมบ้านฯโอกาสทองเอกชน ระบายสต๊อกครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


3 สมาคมอสังหาฯคาดตลาดที่อยู่อาศัยปี 59 ยังโตได้ คาดบ้านจัดสรรโต 5% หลังชะลอตัวมาหลายปี ขณะที่คอนโดฯ โต 0-5% ลุ้นรัฐบาลขยายเกณฑ์บ้านประชารัฐ-ฐานรายได้ผู้ซื้อ หวังระบายสต๊อกในตลาด ล่าสุดเตรียมจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 10-13 มี.ค.นี้ ชี้โอกาสระบายสต็อกครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 เชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 5% โดยตลาดบ้านจัดสรรในทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะเติบโตได้ดีที่ 5-10% หรือมีจำนวนสินค้าเปิดใหม่ราว 50,000 ยูนิต จากปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40,000-45,000 ยูนิตติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ซึ่งตลาดแนวราบไม่โตมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยในทำเลต่างจังหวัดคาดว่าจะยังทรงตัว เนื่องจากกำลังซื้อมีอัตราชะลอตัวจากปัญหาภัยแล้ง

การที่ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาคอนโดมิเนียมระดับบนมากขึ้น จะมีส่วนกดดันให้ผู้บริโภคที่กำลังซื้อไม่พอหันมาซื้อบ้านหรือทาวน์เฮาส์ที่มีราคาถูกกกว่าแทน เพราะหากคำนวนราคาขายต่อตารางเมตรของคอนโดฯเทียบกับทาวน์เฮาส์ในทำเลใกล้เมืองแล้ว คอนโดฯปัจจุบันราคาเฉลี่ยกว่า 1 แสนบาท/ตร.ม. ถือว่าแพงกว่าทาวน์เฮาส์มาก ทำให้คนหันไปซื้อทาวน์เฮาส์ที่อยู่ห่างจากระบบแมสทรานซิส แต่ก็ไม่ได้อยู่นอกเมือง” นายอธิป กล่าว

ปัจจุบันกำลังซื้อถือว่ายังไม่ฟื้นตัว จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งในช่วงเดือน พฤศจิกายน 58 ที่ผ่านมา ภาครัฐได้ออกมาตรการมากระตุ้นภาคอสังหาฯ ถือเป็นการกระตุ้นระยะสั้น ซึ่งหลังจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์สิ้นสุดลงในวันที่ 28 เมษายนนี้ สมาคมฯจะขอดูตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์ หากมียอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นมาก สมาคมอาจจะขอให้ภาครัฐประเมินถึงความเป็นไปได้ในการต่ออายุมาตรการออกไปอีก เพื่อเป็นการระบายสินค้าเก่าออกสู่ตลาดให้ได้มากที่สุด

ลุ้นรัฐขยายเกณฑ์บ้านประชารัฐ

ในส่วนของความคืบหน้าโครงการบ้านประชารัฐ คาดว่าจะเริ่มเห็นโครงการนำร่อง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการใน ซ.วัดไผ่ดัน และในซ.ประดิพัทธ์ ในช่วงไตรมาส 1-2 นี้ ซึ่งจะต้องรอรัฐบาลออกหลักเกณฑ์ของโครงการให้มีความชัดเจนก่อน ซึ่งที่ผ่านมา 3 สมาคมอสังหาฯ ได้เสนอปัญหาและอุปสรรค์ในการพัฒนาโครงการบ้านประชารัฐต่อรัฐบาล ได้แก่ ขอขยายเพดานราคา จากเดิมคอนโดมิเนียมราคา 6 แสนบาทกรณีเป็นที่ดินของรัฐ และ 7 แสนบาทสำหรับที่ดินของเอกชน ซึ่งหากรัฐบาลขยายเพดานเป็น 9 แสน ส่วนทาวน์เฮาส์ขยายจาก 1.2 ล้านบาทเป็น 1.5 ล้านบาท จะทำให้การพัฒนามีความเป็นไปได้มากขึ้น นอกจากนี้ควรขยายระยะเวลาเช่าจาก 30 ปีเป็น 90 ปีเพื่อให้เกิดความรู้สึกความเป็นเจ้าของสามารถส่งต่อที่อยู่อาศัยไปให้รุ่นลูกหลานได้

“โครงการบ้านสำหรับคนจนที่ผ่านๆมา กำหนดราคาบ้านต่ำมากจนทำให้ต้องไปเลือกทำเลที่อยู่นอกเมืองออกไปมาก ห่างไกลระบบแมสทรานซิสสุดท้ายคนที่ซื้อไปก็ทิ้งไม่ไปอยู่” นายอธิปกล่าว

ด้านนายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า แนวโน้มของตลาดอสังหาฯที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า และโครงข่ายการคมนาคมปีนี้ยังคงมีการเติบโตได้อย่างต่เนื่อง โดยเฉพาะกับโครงการรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว ตลาดคอนโดมิเนียมที่อยู่ในบริเวณโครงการรถไฟฟ้าสร้างเสร็จนั้นค่อนข้างมีการแข่งขันสูงและรุนแรง ดังนั้นปัจจุบันเราจะเริ่มเห็นผู้ประกอบการเข้าไปพัฒนาโครงการในเขตกรุงเทพฯชั้นในมากขึ้น เช่น ซอยทองหล่อ, และอ่อนนุชเป็นต้น

ส่วนโครงการบ้านประชารัฐ ขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะมีการกำหนดหรือปรับเงื่อนไขออกมาเป็นอย่างไรบ้าง โดยปัจจุบันโครงการนั้นยังไม่ถูกนำเข้าไปในครม. ส่วนโจทย์ที่ออกมาเบื้องต้นจะให้ทำบ้านราคา 600,000 บาท ผู้ประกอบการอสังหาฯมองว่าอาจทำไม่ได้ แต่หากรัฐมีการขยายให้ทำบ้านราคา 1.5-3 ล้านบาท ยังมีความเป็นไปได้ เพราะมีผู้ประกอบส่วนใหญ่ทำอยู่แล้ว

ทั้งนี้หากภาครัฐสามารถเพิ่มคุณสมบติบ้านราคาทีสูงขึ้นได้จะช่วยผู้ประกอบสามารถสร้างบ้านที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อที่มีรายได้น้อยได้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามจะต้องรอดูแพ็คเกจที่รัฐบาลจะออกมาอีกครั้งด้วยว่าจะเป็นอย่างไร โครงการจะเป็นรูปเช่า หรือ ขายขาด ราคาขาย ผู้ประกอบการจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องติดตามดูต่อ ซึ่งการพัฒนาในรูปแบบให้เช่า ผู้ประกอบการสนใจน้อย ขณะที่การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 ถือเป็นงานใหญ่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจนำสินค้าที่มีอยู่ในมือออกมาระบายพร้อมมอบโปรโมชั้นต่างๆเพื่อระบายสินค้าให้ได้มากที่สุด

มหกรรมระบายสต๊อกครั้งใหญ่ในรอบ10ปี

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจอาคารชุดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลปีนี้คาดว่าจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา โดยจะมีมูลค่าของโครงการที่เปิดใหม่อยู่ที่ 170,000-180,000 หรือมีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 0-5 จากในปีที่ผ่านมา 180,000 ล้านบาท โดยในช่วง 4 เดือนแรกจะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ทำให้การขายเพิ่มขึ้นมาก ถือเป็นช่วงระบายสต๊อก แต่ในช่วง 8 เดือนหลังจะเป็นช่วงของการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่การจัดงาน มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 ในวันที่ 10-13 มี.ค.มองว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่ผู้ประกอบการจะนะสินค้ามาระบายสต๊อกครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี

สำหรับสต๊อกสินค้าที่สร้างเสร็จพร้อมโอนทันมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐในตลาดอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30,000-40,000 หน่วย แบ่งเป็นแนวราบ ร้อยละ 40 และแนวสูงร้อยละ 60 ซึ่งในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 คาดว่าจะมีผู้ประกอบการที่ร่วมจัดงานนำสินค้าดังกล่าวมาระบายอยู่ที่ 20,000-30,000 หน่วย ที่เหลืออีก 10,000 หน่วยจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ได้เข้าร่วมจัดงานนำไปจัดระบายเองโดยผ่านการจัดโปรโมชั่นต่างๆ

ส่วนโครงการบ้านประชารัฐ ขณะนี้เอกชนกำลังรอความชัดเจนจากรัฐบาลในการกำหนดราคาขั้นต่ำบ้านและคอนโดมิเนียมโครงการประชารัฐว่าจะมีความเหมาะสมกับต้นทุนการผลิตหรือไม่ โดยเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าเมื่อ 2 โครงการแรก คือ โครงการซอยประดิพัทธ์และโครงการซอยวัดไผ่ตันเปิดตัวประชาชนจะสนใจและประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

โค้งสุดท้ายมาตรการรัฐหนุนงานมหกรรมฯคึกคัก

นายวีระกิตติ์ เอกอัครวิจิตร ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 เปิดเผยว่า หลังจาก ที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว ด้วยการสนับสนุนเงินกู้ เพื่อซื้อที่อยู่ อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย บวกกับการลดค่าธรรมเนียมการโอน การลดค่าจดจำนอง และการลดหย่อนภาษี 20% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ทำให้ตลาดโดยรวมกลับมาสดใสขึ้นอีกครั้ง และจะยังคงขยายตัวอย่าง ต่อเนื่องไปจนหมดมาตรการของรัฐหรือสิ้นสุดเมษายนนี้ สามสมาคมหลักของวงการอสังหาฯ ได้แก่ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุดไทย จึงได้จัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 ขึ้น โดยใช้คอนเซ็ปต์ “โค้งสุดท้าย ลดเกินรัฐ ลุ้นรับล้าน” เพื่อให้สอดรับกับโค้งสุดท้ายของมาตรการรัฐ และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้สนใจอย่างล้นหลาม มียอดคนเดินงานมากกว่า 150,000 คน และมียอดขายตลอดงาน 4 วัน มากกว่า 3,000 ล้านบาท และยอดขายต่อเนื่องตามหลังงานก่อนหมดมาตรการรัฐ อีกไม่น้อยกว่า 7 พันล้านบาท รวมแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้มั่นใจ ช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลจะช่วยหนุนงานมหกรรมในครั้งนี้ให้คึกคักมากขึ้น โดยคาดว่าจะมียอดผู้ชมงานเกิน 150,000 คน พร้อมดันยอดขายรวมทั้งจากภายในงานและต่อเนื่องหลังงานทะลุ 1 หมื่นล้านบาท โดยงานมหกรรม บ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 จะจัดขึ้น 10-13 มีนาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“ผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้านยังจะได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการที่ผู้ประกอบการแข่งขันออกโปรโมชั่นในทุกรูปแบบ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจผู้ซื้อก่อนมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จะสิ้นสุดลง ในส่วนของสมาคม ผู้จัดงานฯ ก็ได้จัดโปรโมชั่นใหญ่ สำหรับผู้โชคดีที่ซื้อที่อยู่อาศัยภายในงาน มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลบัตรกำนัลส่วนลดเงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท และมูลค่า 1 แสนบาท อย่างละ 1 รางวัล รวม 2 รางวัล และเครื่องใช้ไฟฟ้าจาก พานาโซนิครวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท รวมมูลค่าของรางวัลทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านบาท นอกจากนี้ ภายในงานยังมีสถาบันการเงินชั้นนำได้ร่วมกันนำโครงการประเภทบ้านมือสองมาเสนอขายภายในงานอีกด้วย พร้อมกันนี้ศูนย์ข้อมูลบัตรเครดิตแห่งชาติยังมาให้บริการตรวจสอบเครดิตบูโรของผู้กู้ให้ฟรีในช่วง 4 วันของการจัดงาน”

นายวีระกิตติ์ กล่าวต่อว่า งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34 มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกว่า 200 บริษัท และมีโครงการเข้าร่วมมากกว่า 1,000 โครงการ ซึ่งรวมโครงการไว้ทุกรูปแบบ ทุกช่วงราคา จากทุกทำเล ไม่ว่าจะ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม รีสอร์ท สนามกอล์ฟ ตลอดจนที่ดินเปล่า ทั้งยังมี บ้านมือสอง และบ้าน NPA อีกด้วย โดยแบ่งเป็นโครงการคอนโด ประมาณ 60% และแนวราบ 40%”


กำลังโหลดความคิดเห็น