ตรัง - เกษตรกรชาวทุ่งยาว อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ใช้เวลาว่างหลังจากทำสวนยาง หันมาเลี้ยงชันโรงแบบครบวงจรยาวนานกว่า 15 ปีแล้ว จนเป็นรายใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง สร้างรายได้ให้ปีละกว่า 1 แสนบาท
วันนี้ (8 ก.ย.) นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วย นายสุพิท จิตรภักดี เกษตรจังหวัดตรัง นำคณะเข้าศึกษาดูงานการเลี้ยงชันโรง ที่บ้านของ นายนพเก้า ใจสมุทร อายุ 29 ปี เลขที่ 74/2 หมู่ที่ 4 ต.ทุ่งยาว อ.ปะเหลียน จ.ตรัง หลังเกษตรกรใช้เวลาว่างจากการทำสวนยางพารา หันมาเลี้ยงชันโรงเพื่อเป็นรายได้เสริมมานานกว่า 15 ปี จนสร้างรายได้กว่า 100,000 บาทต่อปี และนับเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงชันโรงรายใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง โดยมีชันโรงประมาณ 120 กล่อง ซึ่งพร้อมจำหน่ายได้ทั้งน้ำผึ้งชันโรง และอุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงชันโรงแบบครบวงจรในราคาถูก
สำหรับชันโรง เป็นแมลงขนาดเล็กที่ชอบเก็บน้ำหวาน และละอองเกสรดอกไม้ชนิดต่างๆ เช่นเดียวกับผึ้ง แต่ไม่มีเหล็กในจึงไม่สามารถต่อยได้ และเป็นแมลงที่ผสมเกสรที่ดีแก่พืชหลายชนิด ส่วนคุณสมบัติของน้ำผึ้งที่ได้จากชันโรง จะมีสรรพคุณทางยามากกว่าน้ำผึ้งจากผึ้งโพรง และผึ้งป่า จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งใน และต่างประเทศ
ส่วนชันของชันโรงก็ยังใช้ในการยาเรือ อุดภาชนะ อุดฐานพระ และนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น รักษาการติดเชื้อในช่องปาก รักษาเหงือกอักเสบ แก้อักเสบของผิวหนัง หรือใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น สบู่ ยาสีฟัน และยาสระผม ซึ่งน้ำผึ้งของชันโรงขนาด 1 ลิตร จะขายในราคาขวดละ 1,200 บาท ขนาด 600 กรัม ขวดละ 800 บาท และขนาด 200 กรัม ขวดละ 300 บาท
นายนพเก้า กล่าวว่า ตนสนใจเลี้ยงชันโรงมาตั้งแต่ยังเด็ก จนขณะนี้มีชันโรง จำนวน 4 สายพันธุ์แล้ว คือ ชันโรคขี้ยาแดง, ปากแตรขาว, ปากแตรใหญ่ และชันโรงบ้าน ข้อสำคัญของการเลี้ยงคือ จะต้องให้อยู่ใกล้แหล่งอาหาร เช่น สวนดอกไม้ และผลไม้ตามฤดูกาลต่างๆ ขณะที่วิธีการเลี้ยงชันโรงก็คล้ายกับการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งจะต้องมีการล่อชันโรงจากธรรมชาติให้เข้ามาอยู่ในกล่องเพื่อสร้างนางพญา ก่อนที่มันจะออกไปหาน้ำหวาน และสามารถเก็บได้ทุก 3 เดือน โดยมีตลาดรับซื้อจากทั่วทุกภาคของประเทศ นับเป็นอาชีพเสริมที่ไม่ยุ่งยาก แต่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ผู้สนใจสามารถเดินทางไปศึกษาดูงานได้ฟรี หรือติดต่อได้ที่หมายเลข 08-7934-8378


