ตอนนั้นเราก็ไม่ได้รู้แหละว่ากระแสของเขาเป็นยังไง ไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ เหมือนคนแก่คนหนึ่งที่แบบอยากหาอะไรทำอยู่บ้าน คิดเข้าข้างตัวเองอู๋ยหมู่บ้านเราใหญ่มากเลยมี 6,000 หลังคาเรือน คนมากินสักนิดหน่อยเราก็คงอยู่ได้แล้ว ปรากฏไม่มีใครมากินเลย!
ผมคาดหวังแค่แบบ “จริง ๆ ขายได้สักวันละ 10 ถาดก็แบบโอเคแล้ว” ตั้งเป้าไว้แค่นั้น คือ 300 ถาดต่อเดือน ขายมา 6 ปีแล้วยังไม่ถึงเลย(หัวเราะ) “ผมว่าสิ่งที่ลูกค้าพูดถึงเรานะ เดี๋ยวผมขออนุญาตคำว่า “ลูกค้า” เป็นสองซีกก่อนนะ ลูกค้าบางคนมาถึงเนี่ยไม่กล้าเข้าบ้านก็มี(มันดูไม่ใช่ร้าน) เขามีความรู้สึกแบบนั้นเขารู้สึกเหมือนเขาไม่สบายใจที่จะเข้ามานั่งกินในบ้านคนอื่น มีนะครับไม่ใช่ไม่มี เราก็ต้องเข้าใจโอเคอันนี้คืออาจจะเป็นลูกค้า แต่อาจจะไม่ใช่ลูกค้าเรา เพราะเขาไม่สะดวกใจเราเข้าใจนะเขาอาจจะรู้สึกอย่างนั้น แต่ โดยส่วนใหญ่จะชอบ คือ ๆ เขา เหมือนคำประโยคนี้ “กินข้าวบ้านเพื่อน” ผมว่ามันกลายเป็นคำสามัญของเราไปแล้ว มากิน LALUKA เนี่ยมันคือเหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อน เพราะสุดท้ายเราเป็นเพื่อนกันจริง ๆ” ไปกินครั้งที่1 ก็เป็นลูกค้า มาครั้งที่ 2 เริ่มเป็นคนรู้จัก มาที่ 3 เริ่มเป็นเพื่อนแล้ว เพราะว่าลูกค้าบางคนมาตั้งแต่เราเปิดมา 6 ปี เขามากินกับเราเป็นสิบ ๆ เขาก็ยังมา ถ้าแวะเวียนมาแถวนี้ เราอยู่ ณ ลำลูกกาแลนด์ มันอาจจะไม่ใช่ที่ ๆ ทุกคนมาได้โดยสะดวก “สิ่งที่เราต้องการแค่ขอให้ LALUKA Pizza อยู่ในใจเขาแค่นั้นก็พอ นึกถึง” คุณหมู-อนุสรณ์ เสนีย์ประกรไกร เจ้าของร้านพิซซ่าโฮมเมดสไตล์ “พิซซ่านาโปลี” ที่เปิดขายอยู่ที่บ้านมานานกว่า 6 ปีแล้ว บอกเล่าถึงที่มาของจุดเริ่มต้นอาชีพที่หลายคนอาจจะบอกว่ามันคือ Passion ด้วยส่วนหนึ่ง แต่หากกล่าวสำหรับสถาปนิกรุ่นเก๋าท่านนี้เขาบอกเลยมันคือ “เหตุผล” ล้วน ๆ ที่ทำไมต้องมาเป็นร้านพิซซ่านาโปลีโฮมเมด ที่แม้ว่าจะเปิดขายมา 6 ปีแล้วแต่ทว่าก็ยังไม่ยอมขยับขยายหรือออกไปมีหน้าร้านเพื่อการเติบโตที่เพิ่มขึ้นไปอีก
มาฟังเหตุผลกัน
จุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่มาจาก Passion แต่ว่ามันคือ “เหตุผล”
คุณหมู เล่าว่า ก่อนหน้านี้อาชีพหลัก ๆ เลยก็เป็นคนทำบ้าน(ออกแบบบ้าน) ทั้งภายนอกและภายในก็ทำอาชีพนี้มาสัก ถึงตอนนี้ก็น่าจะสัก 40 กว่าปีแล้ว อันนั้นคือเรียกได้ว่าเป็น Passion เป็นอาชีพที่เดินตามความฝัน“เพราะว่าจริง ๆ ผมคิด ความรู้สึกนะ ตั้งแต่ประมาณสัก ม.1 แล้ว เรารู้สึกแล้วว่าเราอยากออกแบบบ้าน แล้วเราก็อาจจะ พอเรารู้ตัวเราก็พยายามมุ่งไปทางนั้น”อันนั้นเรียกว่าเป็น Passion ได้ ก็ส่วนใหญ่ผมจะเป็นโครงการเล็กซะมากกว่า (รับออกแบบบ้านเป็นหลัง ๆ ไป) ถามว่างานใหญ่สุดก็อาจจะเป็น “อพาร์ทเม้นต์” สัก 200 ห้องอย่างเงี้ย ก็ถือว่าใหญ่สุดสำหรับผมแล้ว ทั้งชีวิตคือเป็น “ฟรีแลนซ์” ครับ มันก็เหมือนเราก็ทำงานไปเรื่อย ๆ แล้วก็ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นลักษณะของการ “บอกต่อกัน” มากกว่า ดังนั้นเราก็เลยไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเปิดเป็นบริษัทหรืออะไร แล้วอีกอย่างคือ ตอนนั้นเราอาจจะอยู่ในวัยที่มันเหมือนกับเราทำเองได้ทุกอย่าง จบงานได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างมันเร็ว มันสะดวกคล่องตัวอะไรทั้งหมด แล้วเราก็ไม่ได้ต้องการงานสเกลใหญ่อยู่แล้ว
“จริง ๆ มันเริ่มมีความคิดมา ตอนก่อนช่วงโควิดฯ แล้ว คือเนื่องจากว่าผมเป็น “โปลิโอ” มันเลยทำให้การเดินของผมเนี่ย มันถดถอยลงทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนี่ยปีนี้ มันเป็นปีที่ผม “การล้ม” เหมือนเป็นเพื่อนผมแล้ว(หัวเราะ) ผมล้มได้ตลอดเวลา นิด ๆ หน่อย ๆ มันก็อาจจะล้มได้ ทรงตัวไม่ดี หรืออะไรก็แล้วแต่”แต่วันที่กำลังเริ่มคิดว่าเอ๊ย! มันอันตรายสำหรับเราแล้ว การที่ไปอยู่ที่ไซต์งานก่อสร้าง เนื่องจากว่าเราล้มแล้วเริ่มมี “เหล็กเส้น” เฉี่ยวเราบ้างอะไรบ้าง(หัวเราะ) หรือเราต้องขึ้นบันไดไปชั้น 3 ในขณะที่ยังไม่มีราวบันได แปลว่าถ้าเกิดเราเสียหลักนิดนึง เราก็อาจจะหล่นลงมาได้นะ “การที่เราจะออกมาทำอะไรบางอย่าง ผมไม่ได้มองว่ามันคือความเสี่ยง เพราะท้ายที่สุดถ้าผมทำไม่สำเร็จ ผมก็กลับมาทำงานเดิมมันก็แค่นั้น ยังมีลูกค้าที่รอเราอยู่ เราก็เปลี่ยนวิธีการทำงานได้ ให้คนอื่นไปดูแทนหรืออะไรก็มันทำได้หมดแหละ”
เพียงแต่ตอนนั้นเราก็เริ่มแบบ เราจะลองดูไหม? เพราะมันต้องใช้คำว่า “ลอง” นะครับ ให้ผมไปขายของ ผมก็ขายไม่เป็น ให้ผมไปทำอาหาร ผมก็ทำไม่เป็น ไม่ใช่สกิลที่เราทำเป็นแต่เผอิญว่า “อาหาร” เป็นสิ่งที่ใกล้กับเรา เพราะเราชอบกิน เราชอบกินเราก็จะตระเวนกินไป ใครมีรีวิวร้านไหนดีอะไรดี เราก็ตระเวนไปกิน แต่ว่า “พิซซ่า” คือเหตุผล ไม่ใช่เป็น Passion“มันก็เริ่มจากว่าพอเราทำอาหารไม่เป็นถ้ามาใช้คำว่ามี Passion มันคงประหลาด ถูกไหมครับ ทำอาหารไม่เป็นมันจะมี Passion ยังไง? ไม่ใช่ มันไม่ใช่แน่ ๆ แต่ผมมีโจทย์อยู่ว่า 1. ทำอะไรก็ได้ที่เราต้องทำได้ด้วย “ตัวคนเดียว” ด้วย เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ เราก็จะได้ไม่ต้องมีปัญหาย้อนกลับไปอีก”ตอนนั้นก็คือคิดประมาณนี้ นั่นคือโจทย์ ใช่(ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเป็นพิซซ่า) เราคิดเพียงอย่างเดียวว่า เอาหมวดอาหารแล้วกัน ใช้คำนี้ ไม่ใช่หมวดขายของออนไลน์
ผิดเป็น “ครู”
“พิซซ่า” มันเกิดมาจากการที่ พอมันมีหมวดอาหารใช่ไหม มันก็จะเริ่มเป็นอาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารจีน “ซึ่งไทยกับจีนนี่ตัดออกก่อนเลย เราเห็นแล้วว่าโอ้โหเครื่องปรุงอะไรมัน โอ้โห! ต้องมีโน่นนี่นั่น เราไม่รอดแน่นอน สกิลเราไม่สามารถไปถึงตรงนั้นได้แน่ ๆ นะครับ หรือถ้าไปได้ มันต้องใช้เวลาขนาดไหนที่จะไปถึง ตอนนี้มันก็เลยกลับมา อาหารฝรั่ง เออ เอ๊ย! มันน่าจะง่ายกว่า อาหารญี่ปุ่น เน้นหลักมันคือเรื่องของวัตถุดิบ” มันจะรอดหรือเปล่า?!!! อันนี้แหละคือ เหตุผล ก็ไล่มาเรื่อย ๆ ส่วนตัวชอบเบอร์เกอร์ แต่หลังจากเอาเบอร์เกอร์กับพิซซ่ามาเทียบกันแล้ว สปาเก็ตตี้ตัดออกนะเพราะมันต้องผัด(หัวเราะ) ก็ยังมีความรู้สึกว่าสกิลนั้นเราไปไม่ถึงอยู่ดี พอมันเหลือพิซซ่ากับเบอร์เกอร์ ทั้ง ๆ ที่เราชอบเบอร์เกอร์ แต่หลังจากที่เราดู Process แล้ว เราก็ดูเลยคลิปทำเบอร์เกอร์เริ่มจากยังไง พิซซ่าเริ่มยังไง เราก็มองเฮ้ยพิซซ่ามันน่าจะง่ายกว่า
เหตุผลก็คือว่า ต้องทำในสิ่งที่ทำได้คนเดียว แล้วถ้าเกิดสมมติว่าขายเนี่ยมันก็มีคิดเผื่อไว้แล้วว่า มันต้องทำได้เร็วพอที่จะเสิร์ฟได้“เพราะพอเราทำคนเดียว ถ้ามีคนมาหลายคนล่ะ? เราจะทำยังไง อันนี้คือเราคิดเผื่อไว้นิดนึง”เราก็เลยตัดสินใจว่าเราจะไปเรียน เพราะแน่นอนล่ะเราทำไม่เป็นเราคงไม่กล้าหาญชาญชัย(หัวเราะ) ขนาดนั้น ก็ไม่เป็นไรเราก็ไปเรียน เราก็ไปเจอที่ ๆ หนึ่งเขาก็บอกว่าโอเคงั้นเตรียมเงินเอาไว้สัก (1.5-2 แสนบาท) มันเป็นทั้งค่าเรียนและก็ค่า “เตาอบพิซซ่า” เพราะเขาบอกว่าถ้าจะเรียนกับเขาก็ต้องซื้อเตาด้วย (ซึ่งเตาก็ราคาเป็นแสน) เราไม่ใช่ปัญหาครับ ก็เท่านั้นก็เท่านั้นเราก็นัดแนะไปคุยกันเดือนพฤศจิกา-ธันวา ประมาณนั้น เราบอกเดี๋ยวเราจบโปรเจกต์บ้านนี้ปุ๊บประมาณอีกสัก 2-3 เดือน เดี๋ยวเราจะไปเริ่มเรียน“แล้ว Covid-19 ก็มา! มันก็เริ่มผ่านไปทีละเดือนแล้วมันก็ไม่ไปสักที มันก็ทำให้เราอู้ยถ้าเกิดว่าเรานั่งรออยู่อย่างนี้เฉย ๆ มันไม่ได้ เอาวะซ้อม!ซ้อมมือลองดูสักหน่อยละกัน”
เปิดยูทูบดู(หัวเราะ) แล้วเราก็ทำ ไม่รอด! แต่ว่าพอมันทำไปได้สักเดือนนึง ผ่านไปสัก 60 ครั้ง ทำทุกวันนะ(หัวเราะ) นวดมือจนตอนนั้นน้ำหนักลงไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม มันเหมือนเราออกกำลังกาย ทีนี้ ประเด็นสำคัญก็คือว่า พอเราทำเนี่ยคือเราก็ไม่ได้ทำแบบเดิมตลอดเวลา ระหว่างทำเราก็เริ่มไปเปิดดูมากขึ้นเรื่อย ๆ ลึกลงไปเรื่อย ๆ แต่ท้ายที่สุดล่ะ ณ วันนี้นะตอบได้เลยว่าเราก็ไม่ได้ลึกจริง เพราะเราไม่รู้ว่าจริง ๆ ในเฟซบุ้กเขามีบอกทุกอย่าง(หัวเราะ)“จนกระทั่งเรารู้สึกแล้วว่า เฮ๊ยเราปรับไปอย่างเงี้ย ๆ คนกลุ่มหนึ่งเริ่มรู้สึกว่ามัน โอเค เราเริ่มเห็นรอยยิ้มที่มุมปาก(มีการมากินซ้ำ) โดยเริ่มจากการเสิร์ฟให้กับกลุ่มเพื่อนก่อน เพราะเพื่อนมันมาบ่อยได้ หลังจากนั้นพอมันเริ่มถูกปาก เราก็เริ่มชวนคนที่อยู่วงห่างออกไป เพราะเราอยากได้ข้อมูล”
จริง ๆ ร้านพิซซ่าที่เราทำ มันเกิดจากเรื่องนี้เลยครับ สูตรแป้งของเราที่เราทำก็เกิดจากการที่ เรามีความรู้สึกว่าคนบ้านเราชอบกินอย่างนี้ คนที่มากินไม่ใช่ว่าเป็นคนที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ ทุกคนเคยไปอิตาลีก็มี(เคยไปชิมถึงแหล่งต้นกำเนิดมาแล้ว) แต่เขาก็ไม่ชอบ เขาบอกที่โน่นไม่อร่อย ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่ มันเพราะคุณไม่ชอบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อร่อย เขาคือออริจินอล(ซึ่งจริง ๆ ก็คือไม่ถูกปากมากกว่า) มันคือ Art ความเกี่ยวข้องสำหรับ “พิซซ่านาโปลี” กับเราคืออาร์ต เราก็เริ่มศึกษาแล้วจริง ๆ พิซซ่ามันมีรูปแบบยังไงบ้าง คนอเมริกันเขาทำพิซซ่าแล้วพิซซ่าอเมริกันมาจากไหน? อ้อพิซซ่าอเมริกันมาจากการที่คนอิตาเลี่ยนอพยพไปอยู่อเมริกา ไปขายพิซซ่า คนอเมริกันก็ดัดไปดัดมา เราก็คิดในใจเอ๊ยเราขายในเมืองไทย เราดัดก็ไม่แปลกหรอก เออเราก็คิดแบบนั้น สรุปแล้วก็คือไม่ได้ไปเรียน! (หัวเราะ)“เรียนรู้ด้วยตัวเองมาจนเรียกได้ว่า เรียนผิดมามากกว่าถูก คือเยอะมาก! วันนี้ผมกล้าพูดได้นะการที่คุณเรียนผิดเยอะ ๆ(หัวเราะ) ก็เป็นสิ่งดีเหมือนกัน มันทำให้เรารู้ มันอาจจะทำให้เรารู้ได้กว้างขึ้น สมมติว่าคุณไปเรียน เขาก็จะสอนให้คุณทำถูก ถูกไหม? คุณก็จะทำแต่อย่างนั้น ถ้ามันพลาดมา เราก็แก้ไม่เป็น แต่อันนี้เราแก้ได้ทุกอย่าง เพราะว่าเราพลาดมาหมดแล้ว(หัวเราะ) ผิดจนรู้ ผิดเป็นครู”
“พิซซ่านาโปลี” ในแบบที่คนไทยชอบมากกว่า
เราขายพิซซ่าสไตล์ “นาโปลี” (Neapolitan Pizza) ก็จริง แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วผมมีความเชื่อว่าแต่ละร้าน “แป้ง” ไม่เหมือนกัน
ทุกคนมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง“ของผมมันจะมีความบาง (ค่อนข้างบาง) ถ้าดูในรูปจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วที่เราเห็นตัว Base มัน แป้งมีอยู่นิดเดียว ที่เหลือมันคือชีส”คือสิ่งที่เราคิดตั้งแต่แรกก็คือว่า คนไทย ไม่ใช่คนบริโภค Carb นั่นคือความคิดเราเองนะ แต่เราดันทำพิซซ่าสไตล์นาโปลีที่ “ขอบ” มันมีความบวม ๆ หน่อย แต่ส่วนใหญ่บ้านเราก็ไม่ทานขอบครับ ก็ทิ้งขอบก็มี เราก็เลยถ้างั้นเราพยายามทำให้มันบาง ๆ แล้วกัน(เอาใจคนที่ไม่ชอบกินแป้ง) แล้วก็คนบ้านเราอย่างที่ว่าอย่างที่เราทำรีเสิร์ชมา จริง/เท็จไม่รู้นะ แต่เราได้ผลมาอย่างนั้นก็คือว่า เราชอบกินแบบกรอบหน่อย“แต่เนื่องจากนาโปลีมันไม่สามารถ “กรอบ” ได้นาน บางได้แต่ว่ากรอบเนี่ย ถ้าออกจากเตาใหม่ ๆ กรอบ ทิ้งไปสักระยะก็จะไปเป็น “นุ่ม” แต่ว่า ด้วยความนุ่มนั้น มันไม่ได้หนาไง มันก็จะไม่นุ่มเหมือนแบบนาโปลีแท้ ๆ”
ส่วนเรื่องของ “หน้าพิซซ่า” ณ ตอนนี้เรามีอยู่ทั้งหมด 14 หน้า ซึ่งผมว่ามันเยอะแล้ว แต่ลูกค้าก็ยังถามว่าเมื่อไหร่จะมีหน้าใหม่อีก บ้านเราก็จะมีความขี้เบื่อซึ่งถ้าเผอิญวันนั้นผมมีอะไรที่พอจะทำให้เขากินได้ผมก็จะทำให้กิน เป็นนอกเมนู “หน้าที่ขายดีที่สุดของเราตอนนี้ก็จะเป็นหน้า “ทรัฟเฟิลแชมปิญอง” ซึ่งก็เป็นสถิติ มันไม่ใช่แค่ว่าสั่งเยอะนะ มันเป็นสถิติที่ผมถามทุกคนว่าทำไม? “อย่างสมมติว่าบางโต๊ะมาทาน 4-5 อย่าง เราจะเริ่มถามเลยว่า Ranging อันไหนให้ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เราก็จะเก็บเป็นข้อมูลเอาไว้” อย่างบ้านเราถามว่าอ้าวแล้วหน้าที่ 2 ที่ขายได้รองจากทรัฟเฟิลฯ คืออะไร? ซึ่งมาเบียด ๆ มาก คือ Hawaii เราอยู่แถวนี้ฮาวายเป็นอะไรที่ขายดีมาก แล้วเราก็มีหน้าที่เราภูมิใจนำเสนอ อย่างเช่น ไส้อั่ว อย่างเงี้ย เราก็พยายามคิดขึ้นมา เรารู้สึกว่ามันดีมาก เพราะหลายคนที่กินก็ตอบว่า มันดีจริง“เพียงแต่ว่าไม่ใช่ทุกคนนะ มันก็จะมีกลุ่มหนึ่งที่แบบ พอลองกินแล้วแบบโอ้โห คือกินแล้วหลังจากนั้นเขาจะไม่ค่อยกินหน้าอื่นเลย เขาก็จะกินแต่หน้านี้ทุกครั้งที่มา”
“ความคุ้มค่า” ที่ลูกค้าได้ ทำไมถึงต้องขายราคานี้?
เราอ้างอิงสไตล์นาโปลี ดังนั้นขนาดโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็น 12 นิ้ว(ที่ร้านมีไซซ์เดียว) แต่ถ้าเป็นพิซซ่าของเจ้าอื่น ๆ ที่อาจจะมีไซซ์เล็กกว่านี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ายุคนี้หรือตอนนี้เป็นยุคที่เทรนด์ของอาหารมันเริ่มที่จะทำไงให้คนกินได้ด้วยคนเดียว เป็นพอร์ชันที่สำหรับ1 คน แล้วก็แป้งมีแบบเดียว(ขนาดเดียว) หน้าก็อย่างที่ว่ามี14 หน้า “ราคาเริ่มต้นอย่างเบสิกพิซซ่ามาการีต้า ก็ 315 บาท ฮาวาย ที่คนบ้านเรานิยมก็ 315 บาท เราจะเริ่มต้นด้วยราคาประมาณนี้ แล้วก็ค่อย ๆ ไล่ไปตามวัตถุดิบละ อย่าง ทรัฟเฟิลxแชมปิญอง เราขาย 435 บาท” มีลูกค้าซึ่งปกติทานพิซซ่าสุขุมวิท เขาก็บอกว่า การที่เขาทานพิซซ่าที่นี่สิ่งที่ได้ก็คือ “ความคุ้มค่า”ราคาถูกกว่าไม่มีบวก ๆ(หัวเราะ) คุณภาพวัตถุดิบไม่ต่างกัน สิ่งที่เราทำเราไม่ได้ทำเพื่อ(ขายให้มันถูก) แต่เราพูดคำว่า Value นี่ล่ะครับ “อาจจะฟังดูแพงสำหรับบางคน มีลูกค้าบางคนก็บอกว่าไม่กล้ามากิน เขาบอกเขารู้สึกมันแพงมากเลย แต่เขาบอกวันนี้วะ! ลองตัดใจ กินดูสักครั้ง พอเขาได้มาลองกินดู เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องราคานี้” มันคือคำว่า Value ก็คือตามราคา เรียกว่าอย่างงั้นดีกว่า แต่ถ้าอย่างที่ยกตัวอย่าง แน่นอนล่ะสุขุมวิทเขาต้องแพงล่ะ เพราะว่าทั้งค่าเช่าค่าอะไรต่อมิอะไร “ต้นทุน” ของเขาสูงมาก ในขณะที่เราทำอยู่ในบ้าน มันแทบจะไม่มีต้นทุนเราก็จะมีต้นทุนค่าวัตถุดิบเป็นหลัก ดังนั้นเราก็เลยขายถูกกว่าเขาได้
ในการที่มันขายได้บ้างไม่ได้บ้างอย่างเงี้ย คือทุกวันนี้ผมไม่เคยมีคำว่า “กำไร” นะ ผมสิ้นเดือนผมจะถามตัวเองแค่ว่า เดือนนี้เรามีเงินให้ใช้เท่าไหร่“มันไม่ใช่การที่เราเอาต้นทุนมาเสร็จปั๊บใช่ไหม ก็มาหักค่าแรงหักนู่นนี่นั่น ตามวิธีการคำนวณต้นทุน แล้วก็เหลือเป็นกำไรถูกไหม? ไม่ เงินที่เหลือจากการขายในเดือนนี้หลังจากที่จ่ายโน่นจ่ายนี่ไปแล้ว เหลือเท่าไหร่ อันนั้นคือค่าแรงตัวเอง เราก็จะตอบได้ทุกเดือนว่าเดือนนี้เรามีค่าแรงเท่านี้นะ เดือนนี้ใช้น้อย ๆ หน่อยนะ” ถามว่าอยู่ได้ไหม คือพอเราเริ่มใช้น้อยลง ๆ แล้วแทบไม่ได้ออกไปข้างนอก ชั่วโมงทำงานเราเท่านี้ เราก็ต้องอยู่บ้านไง แล้วเราก็เป็นคนไม่ดื่มอยู่แล้วไม่อะไรอยู่แล้ว ดังนั้นกลางคืนก็ไม่ได้ออกไปไหน มันก็เลยทำให้เราอยู่ได้เพราะด้วยไลฟ์สไตล์เรามันก็เป็นแบบนี้
ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 100 กว่าถาด?สมมติว่าเราบอกว่า 100 กว่าถาด เดือนหนึ่งมันก็ประมาณสมมติว่ายอดรายได้ประมาณสัก 6 หมื่น ต้นทุนอยู่ในนั้นก็ประมาณสัก 50% มันมีบางอย่างที่มียิลด์(หมายความว่าซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ทั้งหมด) มี แต่ถ้าถามว่าโดยประมาณก็อย่างนี้ครับ โดยเฉลี่ยตอนนี้เหลือเงินเดือนหนึ่งก็อาจจะประมาณนี้ 3 หมื่น (เทียบเท่าคนทำงานประจำทั่วไป) แต่ว่าเรามีข้อดีกว่าก็คือ เราอยู่บ้าน ซึ่งเราแทบจะไม่มีรายจ่ายอะไรเลย
บอกเล่าประสบการณ์ ผ่าน “เวิร์คช็อป”
เผอิญมันมี “น้อง” คนหนึ่งมันจุดขึ้นมาว่า มันมีคนเคยถามหลายคนแหละว่าอยากเรียน โดยส่วนใหญ่คนที่อยากเรียน คือคนที่มากินแล้ว เพราะเขากินแล้วเขารู้สึกฮึ๊ยมัน(อยากได้สูตรนี้) อะไรประมาณนั้น เขาก็เลยถามว่ามีเรียนไหม ผมบอกว่าไม่ผมไม่กล้าสอนใครหรอก “แต่ไอ้น้องคนนี้ มันพูดด้วยประโยคที่ว่า ประสบการณ์พี่ผ่านมาทั้งหมดน่ะ มันเป็นสิ่งที่คนเขาอยากได้นะ เราไม่รู้ไง ดังนั้น มันถึงมีประโยคที่ผมคิดขึ้นมาสำหรับส่วนของการสอนว่า “บอกเล่าประสบการณ์ผ่านเวิร์คช็อป” ผมไม่ได้บอกใครว่าผมสอนอะไรนะ แต่มันเหมือนการ ผมเอาประสบการณ์ที่ผมทำมา มาแชร์ให้” แต่ท้ายที่สุดแน่ล่ะครับ การที่เราจะทำคลาสได้เราก็ควรจะต้องทำตัวเองให้มีความรู้ หลังจากนั้นผมก็เริ่มศึกษาให้มันลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ผมคิดว่า เอ้อมันลึกพอที่คนมาเรียนแล้วเขาจะไม่ปวดหัว จนเกินไป เราคงต้องพยายามแปลความที่เป็นทฤษฎีหลาย ๆ อย่าง ให้ออกมาในเชิงปฏิบัติหรือการอธิบายที่เข้าใจได้มากขึ้น มันก็เลยเริ่มสอน“พอเริ่มสอนมาเรื่อย ๆ เราก็ไม่เคยหา เช่นกันครับเราก็ยังเป็นอาแปะคนเดิม ที่ทำการตลาดไม่เป็น(หัวเราะ) อะไรไม่เป็น มันก็จะเริ่มเป็นการจากคนนี้เคยมาเรียน แล้วก็ไปแนะนำคนนี้มาเรียน ดังนั้นเวลาที่เขาทักเข้ามาเขาก็จะบอกว่า อันนี้คนนี้บอกมา(หัวเราะ)” ประมาณนั้น ดังนั้นเราก็ไม่ได้สอนคนเยอะแยะอะไร มันก็นิด ๆ หน่อย ๆ แต่มันก็อีก จะว่าไปมันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่งเหมือนกันนะ ผมจะเปิด ผมจะเขียนว่า(ผมไม่ได้บอกว่าเปิดวันที่เท่าไหร่) ผมจะบอกว่าถ้าคุณอยากจะเรียน ให้นัดมาวันอังคารหรือวันพฤหัสบดี ใน 2 วันนี้ของสัปดาห์ ต้องจองก่อน ว่าจะอยากจะมาเรียนวันไหนใน 2 วันนี้ที่เปิดให้
“กำไร” ที่แท้จริง ของคนทำธุรกิจในวัยเกษียณ
เจ้าของร้าน Laluka Pizza “คุณหมู-อนุสรณ์ เสนีย์ประกรไกร” บอกด้วย เอาอย่างแรกที่เราได้ก่อนเลยก็คือ เรารู้แล้วว่าการทำแบบนี้เรามี “ความสุข” ความสุขกว่าการที่เราทำสิ่งที่เรามี Passion ด้วยซ้ำ นะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าการทำพิซซ่ามันคืองาน routine มากกว่า มันไม่ใช่การที่ต้องใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา“มันก็คือลูกค้ามาสั่ง ก็ทำ แล้วตอนนี้เราเหมือนทำเป็นเครื่องจักรไปแล้ว ทุกอย่างมันเป็นความเคยชิน”คือทุกอย่างมันอัตโนมัติไปแล้วเพราะมันผ่านมา 6 ปีแล้ว แต่ผมว่าประเด็นสำคัญมันคือเรื่องนี้ครับ มันคือ Vibe ในการที่มีคนมาหาเรา “เราจะได้คุยในเรื่องที่มันแบบ ทั้งที่เรารู้ และที่เขารู้ บางคนมาถามเรื่องบ้าน เราก็ตอบให้ได้ หรือ ๆ บางคนเขามีความรู้อย่างอื่น เขาก็แชร์ให้เราฟัง แล้วประเด็นสำคัญคืออย่างที่ว่า พอมันมาเจอกันบ่อยเข้าเรื่อย ๆ มันเริ่มเป็นเพื่อนกัน มันเริ่มสนิทกัน มันเริ่ม ผมว่ามันเป็นอะไรที่เหมาะกับคนในยุคผมอย่างมาก(หัวเราะ)”ผมว่าหลาย ๆ อย่าง มันต้องพูดคำนี้ ถ้าคุณยังเป็นวัยรุ่นสร้างตัว ไอ้สิ่งแบบผม มันอาจจะไม่ใช่ แต่สิ่งที่คุณอาจจะได้ก็คือการ Management เรื่องของแมนเนจเม้นต์มากกว่าที่คุณอาจจะเอาไปใช้ได้ ถ้าคุณทำสเกลแบบนี้
ผมว่าท้ายที่สุดมันอยู่ที่ว่า คุณต้องการอะไรมากกว่า ผมบอกว่าผมหนีความอันตรายจากการทำงานมา ตอนนี้ผมกำลังเผชิญความอันตรายอีกอย่างหนึ่งจากการทำพิซซ่า เพราะผมต้องยืนทั้งวัน เดินทั้งวัน มันก็คือการทำร้ายร่างกายอีกทางหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่ผมทำร้ายมันแบบมีความสุขเช่นเดิม(หัวเราะ) ผมก็ยอมได้“ดังนั้นถามว่าอะไรคือความประสบความสำเร็จเหรอ ขอแค่ให้ผมยังมีกินมีใช้อยู่ผมว่าอันนั้นก็สำเร็จแล้วครับ เพราะว่าเป้าที่เราตั้ง ตั้งแต่แรก ของเรามันคือแบบนั้น”มีหลายคนเคยถามว่า อู้ยจนถึงทุกวันนี้แล้วทำไมถึงไม่ออกไปขายข้างนอกล่ะ? มันคืออะไรล่ะครับ ขายข้างนอกแปลว่าผมต้องเปลี่ยนทุกอย่างที่ผมคิดหรือเปล่า ถามว่าเปลี่ยนได้ไหม ก็เปลี่ยนได้นะแต่เราจะเปลี่ยนเพื่ออะไรครับ อันนี้คือคำถามกลับไปเหมือนกันว่าทำไมผมจะต้องไปทำแบบนั้น
แต่ว่า ถามว่าวันหนึ่งเกิด “ลูกผม” อยากทำ ก็คือวันนั้นเขาก็ไปทำ เขาจะไปต่อยอดยังไงก็แล้วแต่ สำหรับเรา “เราโอเคกับตรงนี้” ถ้าเกิดเราบอกว่าความสำเร็จของเราทุกวันนี้คือ “ความสุข” แล้ว ผมออกไปผมเชื่อว่ามันไม่สำเร็จแน่นอน เพราะผมไม่มีความสุขแน่ ๆ
จุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่มาจาก Passion แต่ว่ามันคือ “เหตุผล” ที่ทำไมต้องเป็น “พิซซ่านาโปลี” กว่า 6 ปีของ Laluka Pizza สามารถติดตามร้านได้ทา งFB : Laluka Pizza ตั้งอยู่ที่ 95/132 หมู่บ้านฟ้าปิยรมย์ เลคแกรนด์เด(เฟส13) อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โทร.095-961-6569
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด


