“กว่า 16 ปีที่ทำมาถึงตอนนี้ก็เรียกว่าเป็น อาชีพหลัก แต่ในขณะที่ก็มีหลาย ๆ คนเคยโด่งดังในอาชีพนี้อย่างสุด ๆ แล้วมาพบอีกทีในตอนหลังว่าไม่สามารถไปต่อได้ไหว การขยายทีมเพื่อการเติบโต สาเหตุสำคัญหนึ่งในนั้นคือ Fixed Cost ต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้ดี
คือผมเนี่ยที่อยู่ได้ยาว ๆ เพราะว่า ผมตัวคนเดียวไง ผมก็ทำเท่าที่ผมทำได้ แล้วหลัง ๆ มาก็คืออาจจะลงทุนเพิ่มในส่วนของเครื่องมือ AI ก็ทำให้ผมประหยัดเวลามากขึ้น ลงทุนตัวนี้ไปปุ๊บ ได้คืนกลับมามากกว่า ก็ถือว่าคุ้มแล้ว อันนี้พี่น้องก็จะต้องดีดลูกคิดให้ดี ๆ นะว่าการลงทุนของ AI การจ่ายค่าเครดิตเนี่ย มันคุ้มหรือเปล่า ทุกคลิปที่เราเจนออกมาทุกภาพที่เจนออกมา มันล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่” เสกสรร เทิดสิริภัทร หรือชื่อเป็นที่รู้จักกันในวงการว่า “เสกสรร ปั้นyoutube” บอกเล่าถึงเส้นทางการอยู่ยั้งยืนยงในอาชีพการหาเงินจากอากาศที่หลาย ๆ คนต่างขนานนามให้ ยูทูบเบอร์ไทยแลนด์ผู้มาก่อนกาล เพราะถือเป็นคนแรก ๆ ของประเทศไทยที่ริเริ่มในการเป็นพาร์ทเนอร์ของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง You Tube ตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะเข้ามาเปิดสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย บุกเบิกทำคอนเทนต์ลงช่องยูทูบแบบลองผิดลองถูกมาด้วยตัวเองก่อน จากจุดเริ่มต้นที่จับพลัดจับผลูได้เป็นช่างภาพวิดีโอ(จำเป็น) ของโรงเรียนที่ตอนนั้นยังทำงานประจำอยู่ และตกหลุมรักงานถ่ายวิดีโอเข้าอย่างจังในที่สุดแล้วจากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาสู่โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่ ๆ กระทั่งได้ก้าวสู่งานครีเอเตอร์อย่างเต็มตัวในฐานะของ “ยูทูบเบอร์”(ไทยแลนด์) มาตั้งแต่ปี 2553 และยาวนานต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบัน
จบวิศวะเคมีแต่มาเป็น “ครูห้องคอมพ์” ก่อนจับพลัดจับผลูสู่งานช่างภาพด้วย
ย้อนกลับไปโอ้โหนานเลยครับประมาณปี 2548 ตอนนั้นเนี่ยผมก็เป็น “ครู” อยู่ เป็นครูอยู่ในห้องคอมพ์สอนคอมพิวเตอร์และก็ซ่อมคอมพิวเตอร์ ทำเน็ตเวิร์กให้กับโรงเรียน “เสร็จแล้วมีอยู่วันหนึ่งนะครับ เจ้านายเนี่ยก็บอกว่า เอาเงินให้ผมแล้วก็บอกว่าไปซื้อกล้องถ่ายวิดีโอมาซิ ก็ด้วยความที่ว่าบ้านผมอยู่ใกล้กับห้างเดอะมอลล์บางแค เขาก็เลยให้ผมไปซื้อ ผมก็โอเคไปซื้อ พอไปซื้อเสร็จปุ๊บเอาไปให้เจ้านาย ปุ๊บเขาก็บอกผมว่าเนี่ยเอาไปถ่ายวิดีโอโปรโมตโรงเรียนด้วย! ผมคิดในใจว่า ตูแย่แล้วเว้ยเฮ้ย” เพราะว่าผมเรียนจบวิศวะเคมีมาและก็ไม่ได้เคยจับกล้องอะไรมาเลย ตอนนั้นก็คือยังไม่ได้ให้คำตอบเจ้านายว่าเราจะทำได้หรือทำไม่ได้ ตอนนั้นก็กลับมานั่งคิดว่าเอ๊ะ นี่มันเป็นวิกฤตหรือโอกาสของเราเนี่ย? ที่เราจะสามารถต่อยอดอันนี้ได้หรือเปล่า ตอนนั้นก็เลยเอ้าลุยเลยแล้วกัน
ไปเปิดเว็บไซต์ของต่างประเทศเกี่ยวกับการสอนถ่ายวิดีโอ เพราะว่าตอนนั้น 2548 หนังสือสอนถ่ายวิดีโอผมว่า มันหาแทบไม่มี มันไม่มียกเว้นว่าเราจะต้องเรียนคณะนิเทศฯ ผมก็เลยใช้วิธีเข้าเว็บไซต์แล้วก็ไป copy ข้อความมา ภาษาอังกฤษล้วน ๆ ซึ่งผมภาษาอังกฤษโคตรแข็งแรงเลย เปิดดิกชันรีบ้างใช้กูเกิ้ลทรานสเลท แล้วก็มีการซื้อหนังสือมือสองจากอีเบย์เกี่ยวกับการถ่ายวิดีโอ ซื้อมาเลย ไม่ใช่ว่าซื้อมาอ่านนะรูปเขาสวยดี(หัวเราะ) พอมีรูปแล้วมันเห็นชัด เขาถ่ายรูปให้ชัด ๆ ว่ามันต้องถือแบบนี้ จะถ่ายมุมอะไรยังไง “นั่นแหละก็เลยไปซื้อหนังสือมาตอนนั้นก็คือ พอเริ่มศึกษาแล้วเนี่ยก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะครับว่าเฮ้ย! เราเป็นอะไรหรือเปล่าวะเนี่ย ทำไมเราต้องตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วเราต้องเปิดดูมัน ซึ่งอารมณ์นี้ล่ะครับ เขาเรียกว่าความรัก พอมันมีความรักแล้วเนี่ย ก็ทำให้เราศึกษาอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการถ่ายวิดีโอ”
จนกระทั่งเนี่ยตอนนั้นผมฝึกมาได้ประมาณสัก 3 ปี (2548-2551) ฝีมือก็เริ่มแกร่งกล้า เพราะว่านอกจากถ่ายในโรงเรียนแล้วนะ
คุณครูที่รู้จักกันไปถ่ายงานแต่งลูกสาว งานบวช งานอะไร ฯลฯ ไอ้เราก็เป็นครูตัวเล็ก ๆ ไงเราก็โอเคไหน ๆ ก็ยืมกล้องของโรงเรียนไปได้ เราก็เลยไปช่วยถ่ายให้ ตอนนั้นเราก็เริ่มคิดในใจว่า เฮ้ยมีแต่คนชมว่าเราถ่ายดี ซึ่งก็ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะแต่ก็มี คนชมเยอะ“ตอนนั้นก็เลยบอก “แม่” ว่าแม่ ๆ ขอยืมเงินหน่อยนะ เพราะว่าจะไปซื้อกล้องถ่ายวิดีโอไง เราเกรงใจโรงเรียน บางครั้งมันไม่ใช่งานของครูไงมันมีงานอื่นอีก ที่เขาอยากจะจ้างเรา ไอ้เราเงินเดือนครูเดือนละ 8,000 เงินพิเศษอีกประมาณสัก 3,000 รวมกันแล้วแค่หมื่นกว่า มันไม่มีทางหรอกครับผม แพง!” แล้วก็แบตเตอรี่ กับขาตั้งกล้องอีก รวมไปรวมมาเนี่ยโอ้โหเกือบ ๆ แสน! ตอนนั้นก็เลยบอกแม่ว่าแม่ ๆ มีเงินไหมเนี่ยสัก 2 แสน บอกตรง ๆ เลย ก็ยืมเงินแม่มาเพราะว่าผมมั่นใจว่าผมฝึกฝีมือมาตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการถ่าย การตัดต่อ ทุกอย่างเนี่ยผมว่าในระดับหนึ่งแล้วล่ะ แม่ก็เลยให้มา แต่ว่าความฝันที่มันวาดไว้เนี่ย มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดนะครับ เพราะว่าตอนที่ซื้อมาเสร็จปุ๊บเนี่ยตอนนั้นเนี่ย ก็เอ๊ะ! พอไม่มีงานจากคุณครูแล้วเนี่ยทำไงดีวะ?
“ยิ่งให้....ยิ่งได้” สู่อาชีพยูทูบเบอร์(ไทยแลนด์)
พยายามหา “สื่อ” ที่มันหนึ่งฟรี! สองมีคนดูเยอะ ๆ เพื่อที่ว่าจะโปรโมตผลงานของเรานะครับ ซึ่งตอนนั้น You Tube มีเป็นสื่อที่พอจะมีคนรู้จักแล้วในระดับหนึ่ง ผมก็เลยเริ่มตั้งแต่ปีนั้น“มีการศึกษาเบื้องต้นแล้วก็เปิดช่อง เริ่มทำครั้งแรกก็ปี 2553 ก็ในช่วงแรกก็ค่อนข้างยากนะครับ เพราะ 2553 เนี่ยมันไม่มีใครสอน ผมก็ต้องไปดูคลิปจากเมืองนอกเขาสอน แล้วก็ไปดูหลาย ๆ คลิปมาก็พูดตามตรงแหละครับว่า แมร่งสอนมั่วซั่ว เขาบอกว่าเอา/ใช้เพลงจากฮิต ๆ ใช้ได้เลย คุณไม่ต้องซีเรียส แค่คุณเขียนคำว่าอะไรนะ ให้เครดิตอะไร ตอนนั้นอู้หู! โดน เขาเรียกว่าอะไรนะ โดนลงโทษไป 2 รอบ เกือบจะโดนปิดช่องอยู่แล้ว!”เพราะทำตามที่เขาบอกนั่นแหละ
ตอนนั้นผมเป็นแนวเขาเรียกว่า documentary style ผมไปดูเมืองนอกมา คือยังไงรู้ไหมครับ มันคือการถ่ายงานต่าง ๆ นะ คอนเซ็ปต์ผมคือ เห็นญาติทุกคน ง่าย ๆ เท่านี้“ก็คือผมจะมีกล้องหลักตั้งไว้ แล้วผมเนี่ยจะแคนดิตปุ๊บ ๆ ญาติคนไหนเดินมาผมจะปุ๊บ ๆ เรียกได้ว่าทั้งงานเนี่ยผมเดินไปเป็น 10 กม.มั้งเนี่ย เพราะว่าต้องเก็บไง ใช่ เพราะผมรู้ดีว่าไอ้โมเมนต์งานพวกนั้นนั่นแหละสิ่งที่คนอยากดูเนี่ย ไม่ใช่แต่หน้าคู่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว มันก็เลยเป็นการสร้างความแตกต่าง” เสร็จแล้วก็ตัดต่อในส่วนของไฮไลท์เอย ขั้นตอนที่เป็นแบบว่าอะไร พิธีการต่าง ๆ เอาลงยูทูบ ก็ทำให้มีคนมาดูคลิปผมแล้วตอนนั้นผมก็ศึกษาด้วยเว็บไซต์ ไปเรียน ขั้นตอนการถ่ายวิดีโอทำยังไงงานแต่งงาน การไปติดต่อพระสงฆ์ทำยังไง ผมรู้ทุกขั้นตอนครับงานแต่งงาน ก็เพราะผมถ่ายมาไม่รู้กี่ร้อยคู่แล้ว
วันธรรมดาเป็นครู วันเสาร์-อาทิตย์ก็ติดงานถ่ายตลอด แต่ว่ามันมีจุดพลิกผันอยู่จุดหนึ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนมาเป็น “ยูทูบเบอร์” อย่างเต็มตัว“ตอนนั้นถ่ายงานถึงตอนกลางคืน 4 ทุ่มนะครับ ยก ๆ กล้องอยู่ เฮ้ย! เป็นอะไรวะตู ไหล่(ร้าว) คิดในใจว่าเอ๊ะไอ้เราก็ยังหนุ่มยังแน่นนะตอนนั้น 30 ปลาย ๆ เอง เป็นแล้วเหรอเนี่ย! คิดในใจว่าตอนนั้น ไม่ได้แล้วล่ะ” คือถ้าเรายังถ่ายวิดีโออย่างเดียว ข้อเสียคือ 1. ร่างกายของเรามันไม่สามารถที่จะทนทานต่อไปได้ 2. ก็คือว่า ต่อให้เรามีฝีมือถ่ายวิดีโอเก่งขนาดไหน ใน 1 วัน จะสามารถรับงานได้กี่งานต่อวัน? ถ้าเราอยากรวยกว่านั้นเนี่ย จะต้องหางานที่มันเขาเรียกว่า มันผ่อนแรงเรา ทำทีเดียวแล้วคนสามารถที่จะมาซื้อได้หลาย ๆ คน“สอนตัดต่อวิดีโอ มีสิ่งพวกนี้แจมลงไปนอกจากเรื่องการโปรโมตผลงาน เริ่มแจมลงไป สอนตัดต่อวิดีโอ สอนการถ่ายวิดีโอต้องตั้งกล้องอะไรอย่างไร สอนทำอะนิเมชั่นด้วยอาฟเตอร์เอฟเฟกต์ สมัยก่อนยังไม่มีคนสอนอย่างจริงจัง โอ้โหผมสอน คลิปผมยาวเป็นชั่วโมงเลย”
พอทำสิ่งนี้ไปแล้วเนี่ย เชื่อไหมครับว่า โอ้โหมันเป็นคำพูดที่หลาย ๆ คนเคยได้ยินครับผม “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ตอนแรกผมไม่เชื่อนะ แต่พอผมทำคลิปแนวนี้แล้วเนี่ยผมเชื่อเลย ยกตัวอย่างเช่นอันนี้เห็นภาพชัดมากเลย คือมีพระอาจารย์อยู่รูปหนึ่งท่านอยู่จังหวัดพะเยา เขาเปิดชมรมเขาเรียกว่า “กล้าแผ่นดิน” ก็คือทำหน้าที่ไปอบรมนักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ เสร็จแล้วเผอิญพระอาจารย์มาอบรมนักเรียนอยู่ที่กาญจนบุรี แล้วเขาก็มาดูคลิปผมสอนตัดต่อด้วยโปรแกรมเวกัส เสร็จแล้วเนี่ยพระอาจารย์โทรศัพท์มาเลยนะ ไม่รู้จักผม ผมก็ไม่รู้จักท่าน“โยม ๆ ว่างไหมเนี่ย สอนตัดต่อเด็กหน่อย ไอ้ผมก็โอเคไงเพราะว่าผมก็มีใจในด้านนี้อยู่แล้วไง ผมชอบสอนผมชอบแบ่งปัน ผมก็ไปเลยครับผม”ตั้งแต่วันนั้นเนี่ยทำให้ผมกับพระอาจารย์เนี่ยรู้จักกัน เสร็จแล้วเนี่ย มีอยู่วันหนึ่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปเปิดคล้าย ๆ เป็นห้องอะไรสักอย่างของโรงเรียนที่จังหวัดพะเยา แล้ว ผอ.โรงเรียนเนี่ยเขาก็ถามพระอาจารย์ว่า มีช่างถ่ายวิดีโอไหม ช่วยติดต่อให้หน่อย “พระอาจารย์ก็โทรเรียกผม นี่แหละ! ผมก็ไปถ่ายในงานผมแบบว่าโอ้โหขนลุกเลย เพราะว่ามันเป็นงานที่ผมว่า ชาตินี้แทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้ที่ผมจะได้เข้าไปถ่ายครับ ใส่สูทไปยืนเท่โอ้โหเนี่ยแหละครับผม ยิ่งให้ ยิ่งได้”
ปี 2558 ครับผม You Tube เขามาเปิดสำนักงานใหญ่ที่ประเทศไทย (ยูทูบไทยแลนด์) มาเปิดปุ๊บเนี่ย โอ้โห เรียกได้ว่าถ้าศัพท์วัยรุ่นนะ “ลูกเข้าตีนเลย” เพราะตอนนั้นเนี่ยคือช่องของผมเนี่ยก็มีคนติดตามระดับหนึ่งแล้วล่ะ ประมาณถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นประมาณสัก 4-5 หมื่นคน(subscribe)แล้ว“เราก็ยิ้มสิครับ! อยู่ดี ๆ เราก็ได้เงินเพิ่มจากค่าโฆษณาจะไม่ยิ้มได้ยังไงล่ะครับคือพอ You Tube เปิดสำนักงานใหญ่ปุ๊บนะ ประเทศนั้นจะสามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาทันที” ตั้งแต่นั้นแหละครับผม ก็ทำให้โอ้โหนอกจากผมได้เงินจากค่าโฆษณาแล้วนะ สิ่งที่ผมยิ้มกริ่มกว่านั้นเนี่ย 2 เด้งเลยก็คือ เด้งที่ 2 นี่เยอะกว่า คือคนไทยแห่กันมาทำยูทูบบานเบอะเยอะแยะเลย เพราะเขาต้องการเงินจากค่าโฆษณาจริงไหม นั่นแหละผมก็เลยโอ้โหพลิกเลยครับผม จากสอนตัดต่อ ถ่ายวิดีโอ ใช่ไหมผมก็เปลี่ยนเป็นหารายได้จาก You Tube เลย“ใช่เพราะว่าผมคลุกคลีกับมันมาตั้งหลายปีแล้ว(5 ปีแล้ว) มันถึงเวลาเข้าทางผมแล้วล่ะ”
ถนนสายใหม่! ที่หลายคนก็ใฝ่ฝัน แต่บางคนก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง?
ยุคนี้อุปกรณ์ถูก แต่สิ่งที่มันยากก็คือทุกคนมีอุปกรณ์เหมือนกัน แล้วก็ทุกคน ณ ตอนนี้มีเครื่องมือ AI เหมือนกัน “แต่สิ่งที่มันยากคือเรื่องของเนี่ยละครับผม ความคิดสร้างสรรค์ เราจะทำยังไงให้มันแตกต่าง” คือผมว่าในยุคปัจจุบันนะครับผม ถ้าพี่น้องอยากจะเข้ามาในอาชีพนี้นะ ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดเลยนะ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องใช้เครื่องมือ AI ตัวแพง ๆ ตัวที่เก่งที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เราจะต้องคิดว่า “คนดู” เขาได้ประโยชน์อะไรจากคลิปของเราเป็นหลัก อย่างเช่นดูเสร็จปุ๊บสามารถเอาไปต่อยอดทำมาหากินได้ ดูเสร็จปุ๊บมีกำลังใจในการใช้ชีวิต “เพราะว่ายุคนี้เนี่ยถ้าคนดู ดูแล้วเขาได้อะไรจากเรา เขาจะเกิดความเชื่อใจในตัวเราในช่องของเรา ความเชื่อใจเนี่ยล่ะครับผมจะเป็นจุดที่จะทำให้เรา สามารถที่จะมีรายได้ต่อไปได้” คำว่า Trust ผมว่ายุคนี้สำคัญที่สุดในโลกออนไลน์
คือหลายคนเนี่ยเห็นสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา คนไม่ได้สนใจหรอก อย่างเช่นมีอยู่คนหนึ่งนะครับเขาทำต่อเรือไม้(ขายเรือไม้) เขาก็ต่อทุกวันเขาก็คิดว่าเอ๊ยมันก็ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่หลังจากที่เขามาดูคลิปผมแล้วเขาก็รู้ว่าอ๋อ! ถ้าเราอยากจะมีอะไรมากขึ้นกว่านั้น เราก็แค่ตั้งกล้องถ่ายคลิปสิ แนะนำว่าถ้าใครจะมาต่อเรือไม้มีขั้นตอนอะไร อย่างไร เชื่อไหมครับว่าเขาเนี่ยก็ถ่ายคลิปพูดแนะนำ เสร็จแล้วคนก็เข้ามาดูปุ๊บได้ประโยชน์ก็คือว่าอาจจะทำเป็นอาชีพเสริมหรืออะไรอย่างไร ก็ส่งผลให้เขาเนี่ยสามารถขายไอ้เจ้าตัวเรือไม้อันนั้นเนี่ยได้มากขึ้น“นี่ล่ะครับปัญหาที่หลายคนไม่ได้ทำ หรือว่าทำแล้วอาจจะไม่สำเร็จคือ เรามองสิ่งที่เรามีอยู่เนี่ยคิดว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไร ใช่ ซึ่งจริง ๆ มันมีประโยชน์กับคนอื่นนะ”คือเราไม่ต้องไปวิ่งหา AI เลยก็ได้ มีอยู่คนหนึ่งเขาทำเกี่ยวกับเรื่องของอาหาร เขาบอกว่าเขาจะใช้ AI ทำอาหาร(ทำแบบว่าให้คนทำอาหาร) ผมคิดในใจว่าพี่จะไปใช้เพื่ออะไรวะ จะไปใช้เพื่อเปลืองเงินเพื่ออะไร ไหน ๆ พี่ก็ต้องทำอาหารขายอยู่แล้วพี่ก็เพิ่ม ขาตั้งกล้องตัวนึง มือถือตั้ง พี่ก็ถ่ายแล้วพี่ก็เล่าให้ฟังตอนนี้ใส่อะไร ผัดอะไรอยู่ พี่ก็ได้คลิปแล้ว แล้วพี่จะมานั่งปวดหัวทำไม “ส่วนตัวผม ผมอยากจะแนะนำนะครับก็คือใช้ AI นะครับในเรื่องของการ ช่วยคิดคอนเทนต์ จะทำให้เราเข้าใจว่าเอ้อเราควรจะเปิดคลิปแบบนี้ ควรจะเล่าเรื่องยังไงดี ให้มันน่าสนใจ ช่วยในการทำหน้าปก ช่วยในการคิดคำพูดเปิดคลิป ผมว่าแบบนี้มันน่าจะทำให้ช่องของเราหรือคลิปของเรา มีโอกาสเติบโตมากขึ้น ยุคนี้คนต้องการความเป็น “มนุษย์” คือต้องการดูมนุษย์ สำหรับผมนะต้องการดูมนุษย์มากกว่าดูอะไรก็ตามแต่ ที่เปิดมาปุ๊บโอ้โหสวยอย่างกับนางฟ้า! ซะขนาดนี้ ปลอมเสียจนแบบว่าไม่อยากจะดูแล้ว”สำหรับผมนะผมว่ามันอยู่ยุคที่เขาเรียกว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” แล้ว ถ้าคนตื่นเต้น AI เนี่ยผมว่า น่าจะย้อนกลับไปประมาณปีสองปีที่แล้ว ตอนนั้นคนยังตื่นเต้นอยู่ แต่ตอนนี้มันคืนสู่สามัญก็คือคนต้องการอะไรที่มันเรียล ๆ (Real) ธรรมชาติ บ้านบ้าน
เปิดที่มาของ “รายได้” ความเป็นจริงเรื่องของการสร้างรายได้
ถ้าพูดถึงในมุมของ “รายได้” นะครับผม โดยเฉพาะเรื่องของค่าโฆษณานะ ณ ปัจจุบันนี้มันมีอยู่ 2 แพลตฟอร์ม ที่ยังคงสามารถได้เงินจากการลงคลิปและมีโฆษณามาลงในคลิป ก็จะเป็นในส่วนของ You Tube และก็ Facebook นั่นเอง “และก็พี่น้องหลายท่านอาจจะเห็นว่าบางคนเอายอดโชว์ให้ดูว่ารายได้เยอะ อะไรอย่างไรอันนั้นผมไม่เถียงนะ แต่ผมว่าอันนั้นน่าจะเป็นยอดที่มาจากอดีตชาติที่ผ่านมา แต่ผมบอกตรง ๆ เลยนะครับพี่ว่า เรื่องของรายได้จากค่าโฆษณาเนี่ย นับวันมันมีแต่สาละวันเตี้ยลงอย่างเดียวเลยนะครับ”เนื่องจากว่า 1. อัลกอริทึม มีการปรับ เปลี่ยน ในการส่งคลิปให้คนดู ตอนนี้เนี่ยโอ้โหคนทำยูทูบนะครับบ่นกันยิกเลย ยอดวิวมันหายไปไหนหมดไม่รู้! ของผมยังหายจนน่าตกใจ นี่ล่ะครับผมถึงกำลังจะบอกว่าเรื่องของค่าโฆษณาเนี่ย มันเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็อย่าไปเขาเรียกว่าอะไร ฝากผีฝากไข้กับมันไว้ คิดซะว่ามันเป็นแค่ค่าขนมของเราผมอยากให้ทุกคนเนี่ยครับ มองถึงสิ่งมันไกลกว่าก็คือว่า เราต่อยอดจากคลิปของเราสามารถที่จะเรียกว่าไปเป็นการ ปักตะกร้า หาค่านายหน้า หนึ่งก็คือว่าเราไม่ต้องรอเวลาว่า เราจะต้องผ่านกฎเมื่อไหร่ถึงจะมีรายได้ “ถ้าสมมติว่าเราเนี่ยลงคลิปปุ๊บ วันแรกเลยนะ เปิดช่องลงคลิปปุ๊บ เราก็ไปสมัครนายหน้าของแพลตฟอร์มต่าง ๆ แล้วเราก็เอาลิงก์สินค้ามาวาง เราก็มีเงินตั้งแต่คลิปแรกได้แล้ว”ไม่ต้องมาเสียเวลาว่าจะต้อง 1000 คนติดตาม 4000 ชั่วโมง ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาว่าเมื่อไหร่เฟซบุ้คจะเชิญเราสักทีไปเปิดสร้างรายได้ อันนั้นเนี่ยโอ้โหมันเสียเวลาแบบว่า เขาเรียกอะไร รอจนไม่รู้จุดหมายของเราเมื่อไหร่เราจะได้
การเกาะ “กระแส” ก็ต้องมี! แต่ว่า “ตัวตน” ก็สำคัญเพื่อรักษาความเชื่อใจ
แต่ความขยันในการทำคลิป ความมีวินัย(การลงคลิปอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง) ผมว่ามีความสำคัญมาก ๆ เลย เพราะว่าตอนนี้นะทุกคน “มือถือ”(สมาร์ทโฟน) มีเหมือนกัน จะราคาแพงหรือถูกเนี่ยผมว่าถ่ายคลิปออกมาแล้วเนี่ย ถ้าดูผ่านหน้าจอโทรศัพท์นะมันไม่ค่อยแตกต่าง “อุปกรณ์ก็ถูก ทุกคนเข้าถึงได้ เครื่องมือ AI ก็ราคาถูกลงเยอะทุกอย่างเรียกได้ว่า ทุกคนเข้าถึงได้หมด”มองเผิน ๆ นึกว่าเป็นเรื่องดีใช่ไหม เอ๊ยเราทำคลิปได้เยอะ! แต่มองอีกมุมหนึ่งมันก็คือ “คู่แข่ง” ขึ้นมาทุก ๆ วัน ทุก ๆ นาที ถ้าเราหยุดเดินเมื่อไหร่รับรองว่ามันก็จะมีคนที่จะแซงหน้าเรา ทำคลิปดีกว่าเรา เพราะฉะนั้นความขยันเอยก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า นอกจากความขยันแล้วเนี่ยคือเราจะต้องหา “ความแตกต่าง” ให้ได้ ว่าคลิปของเราเนี่ยมันจะทำยังไงให้มันแตกต่างไปจากชาวบ้าน การนำเสนอความเป็น “ตัวตน” ของเรา เช่นอย่างช่องของผมนะ ตัวตนชัด ๆ ก็คือว่าทุกอย่างที่ผมเล่าออกมา มันต้องง่ายนะครับ เรื่องยากทุกเรื่องผมจะต้องย่อยมาก่อน“หลายคนอาจจะเห็นคลิปผมว่า โอ้โหยาว20 นาที แต่เบื้องหลังเนี่ยบางทีทำตั้ง 5-6 ชั่วโมงนะครับ ต้องนั่งลองผิดลองถูก จิ้มปุ่มโน้นปุ่มนี้ปุ่มนั้น อันไหนดีกว่ากันแล้วมาสรุปให้ได้ว่า ควรจะทำอะไรยังไง” ความเป็นตัวตน และก็เรื่องของ “ความจริงใจ” ด้วย
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งคือ เราจะต้องพยายามเชื่อม “กระแส” ที่เกิดขึ้นเนี่ย กับเนื้อหาของเราเนี่ยมันจะต้องเอามาเกี่ยวดองหนองยุ่งกันให้ได้ อย่างผมยกตัวอย่างให้ฟังตอนนี้กระแสคือ “น้องเนเน่” ใช่ไหม ที่เล่นกีตาร์มันส์ ๆ ปึ๊บ ๆ ถ้าผมจะทำคลิปนะครับผม ผมจะเชื่อมยังไงรู้ไหม ผมก็จะเชื่อมประมาณว่าเคล็ดลับการทำช่องยูทูบ “ดีดกีตาร์ยังไงให้มีรายได้” เห็นไหมว่ามันจะต้องมาเกี่ยวอะไรกันสักอย่างหนึ่งแหละ แล้วก็เปิดคลิปก็อาจจะมียกตัวอย่างน้องเนเน่ก่อนให้คนดูรู้สึกว่าเอ๊ยอยู่ในกระแสเนี่ยแหละแล้ว "อัลกอริทึม" มันจะชอบด้วย ก็เป็นแบบนี้ครับ“ผมว่าถ้าทำได้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าถ้าจะให้ทำไปตลอดมันทำยากเพราะบางทีเราจะไปตามหามุมที่มันมาเกี่ยวกัน มันหาไม่ได้จริง ๆ เราก็ต้องปล่อยไป ดีกว่าไปนั่งฝืนทำ โดยที่เนื้อหามันไม่เกี่ยวอะไรกับช่องเลยแบบนี้ผมว่า มันส่งผลร้าย มันจะทำให้ตัวตนหรือ Branding ของเราเนี่ย คนดูจะสับสน”
ไอ้เรื่อง “ยอดวิว” จะแตกแสน แตกล้าน ผมว่ามันไม่มีประโยชน์มองดู “เงินที่ได้” ดีกว่าครับผมเพราะว่า เรื่องยอดวิวเนี่ยนะครับมันก็ เขาเรียกว่าอะไรล่ะถ้าเป็น มันแล้วแต่แพลตฟอร์มนะ ถ้าเป็นในส่วนของติ๊กต่อกยอดวิวมันก็ขึ้นง่าย แต่ว่าอันนี้ต่อให้พี่มียอดวิว 10 ล้านเลย มันก็ไม่ได้ตังค์แม้แต่บาทเดียวนะ(หัวเราะ) ยกเว้นว่าคุณจะมีการต่อยอดในเรื่องของการสร้างรายได้อื่น ๆ ควบคู่ “แล้วสิ่งที่ผมทำหลาย ๆ คลิปเนี่ย บางคลิปยอดวิวอาจจะแค่หลักพันเอง ไม่ได้เยอะเลยแต่ว่า “รายได้” มันมามากกว่านั้นเยอะ เพราะว่าในคลิปของเรามีการให้คุณค่า ให้ประโยชน์ แล้วก็ช่วงท้ายคลิปก็มีการขายของด้วย” เราขายของก็ไม่ได้ฮาร์ดเซลล์จนกระทั่งว่าทำให้คนดู รู้สึกอึดอัด เราก็พูดตรง ๆ เลยว่า พี่ถ้าพี่จะทำแบบนี้พี่ไปดูคลิปฟรีก่อนได้เลยนะ แต่ถ้าพี่อยากจะแอดวานซ์อะไรมากกว่านั้นอยากจะได้โน่นได้นี่ผมก็มีของขายอยู่ เราก็เปิดกว้าง พี่จะซื้อก็ซื้อ พี่ไม่ซื้อเราก็ไม่เป็นไร เนี่ยมันก็จะมีรายได้มากน้อยด้วย
เราอย่าพึ่งแต่ “AI” อย่างเดียว! ยุคนี้ความเป็นมนุษย์สำคัญมากกว่า
ซึ่งนอกจากการเป็น “ยูทูบเบอร์” โดยอาชีพแล้ว ความเป็นที่รู้จักในปัจจุบันอาจารย์เสกสรรเจ้าของช่องดัง “เสกสรร ปั้น youtube” ยังถือได้ว่าเป็นขั้นครูบาอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายเคยมาเรียนวิชา “การตลาดออนไลน์” เกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียโดยเฉพาะการทำคอนเทนต์หรือคลิปวิดีโดที่ช่วยในการสื่อสารกับผู้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้น ๆ เพื่อประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ตามมา ในช่วงท้ายของการสนทนาเราได้ถามถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากงานประจำที่มี “รายรับ” เข้ามาอย่างแน่นอนทุกเดือนเพื่อเข้ามาสู่ โลกแห่งการไขว่คว้าหารายได้จาก “ในอากาศ” ที่ไม่มีอะไรแน่นอนเลย ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร? “ตอนนั้นก็คือผมเกือบจะอายุ 40 แล้ว นะครับ ตอนนั้นเนี่ยคือผมคิดในใจว่า โอ้โหมีหลายคนบอกนะ ว่าจะต้องมีเงินเ ก็บ 6 เดือนจะได้เซฟ ชาตินี้ตูคงไม่ได้ออกแล้ว! ทุบหม้อข้าวเลยครับผม ตอนนั้นที่ผมออกก็คือผมมีรายได้จากเจ้าตัว การถ่ายวิดีโอ(วันเสาร์-อาทิตย์) แล้วก็รายได้จากการทำพรีเซนเตชั่นด้วยตอนนั้น(ใช้อาฟเตอร์เอฟเฟกต์ทำ) แต่ว่าก็ไม่ได้เยอะ แล้วก็มีรายได้จากการสอนตัดต่อด้วยโปรแกรมตัดต่อวิดีโอมีคนเข้ามาซื้อ “หนังสือ” ของผมด้วย ผมนี่ปริ้นหนังสือเป็นเล่มขนาดนี้ส่งไป แล้วก็ write ใส่แผ่นดีวีดีส่งไป ก็ยังโอเคอยู่ ผมคิดในใจว่าตูมี 3 ขาแล้ว ยังไงตูก็น่าจะรอดแหละ” ก็เลยตัดสินใจลาออกมาเลย
แต่ว่าถ้าเป็นจุดที่เราจะต้องระมัดระวังดี ๆ ในยุคนี้ ก็คืออย่า! ยก AI ให้มันเป็นพระเจ้า คือทุกอย่างผมเห็นหลาย ๆ คนคือ AI อย่างเดียว! ซึ่งมันก็ เขาเรียกว่าอะไรนะ มันไม่ได้ผิด แต่ว่าโอกาสที่ “ช่อง” จะเติบโตหรือมีรายได้มันยาก! เพราะว่าคลิกไปทางไหน ก็เหมือนกัน เครื่องมือก็คล้าย ๆ กัน มันไม่มีความแตกต่างเลย “ถ้าพี่น้องอยากจะเริ่มทำอาชีพ คอนเทนต์ครีเอเตอร์หรือ ยูทูบเบอร์ ณ วันนี้นะครับผม สำคัญที่สุดสำหรับผมนะคือ จะต้องต่อยอดจากสิ่งที่เรามีในตัวก่อน อย่างเช่น เราขายข้าวแกงเราควรจะเริ่มต้นทำเกี่ยวกับข้าวแกงก่อน นะครับ เราปลูกต้นไม้เก่ง ก็ต้องเริ่มต้นจากปลูกต้นไม้ เพราะว่าถ้าเราไปเริ่มต้นจากสิ่งที่เราไม่มีความรู้เลย แล้วเราก็ใช้วิธีการคือไปหาข้อมูลจาก AI แล้วมาทำ ไม่มีใครดูคลิปเรา! เขาจะมาดูคลิปเราเพื่ออะไรครับเพราะว่าเ ขาพิมพ์ถาม AI ปุ๊บ ดูเนื้อหาปุ๊บกับคลิป คำตอบเหมือนกัน เขาจะดูเพื่ออะไรคลิปเราใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาสิ่งที่เรามีอยู่ในตัว ก็คือประสบการณ์ ออกมาเล่าให้มันลึกกว่า ให้มันแตกต่างกว่า แบบนี้คนดูครับผม”
อันดับที่สอง ก็คือว่าพยายามศึกษาเครื่องมือ โดยเฉพาะ AI ว่าเอ๊ะถ้าสมมติว่าเราจะทำเรื่องข้าวแกง สอนทำอาหาร เราจะใช้ AI
คิดคอนเทนต์ยังไงดี จะวางโครงเรื่องยังไงดี อันนี้แหละก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้เราทำคลิปออกมาแล้วเนี่ยมันประหยัดเวลา ทำแล้วตรงใจคนดูมากขึ้น แล้วก็อันดับที่สามก็คือว่า เราจะต้องมีความอดทน ทำอย่างต่อเนื่อง ผมว่ายุคนี้มันไม่มีอีกแล้วครับ กับการทำคลิปแล้วเหมือนกับสามล้อถูกหวย มันไม่มีครับ มันยากมาก! เพราะว่าคู่แข่งมันเกิดขึ้นทุก ๆ วันนะครับ สิ่งที่เราทำได้คือเราต้อง อดทน ก้มหน้าก้มตาทำต่อไปนะครับ และก็สุดท้ายคือเราต้องวางแผนว่า ปลายทางของการที่เราทำคลิปแล้วเนี่ย “เงินของเรา” จะมาจากช่องทางไหน ซึ่งผมแนะนำว่าจะต้องเป็นช่องทางที่เราขายสินค้า หรือบริการ จะดีที่สุด “ก็คือท่านไหนอยากจะประสบความสำเร็จนะครับ ผมอยากจะฝากข้อคิดทิ้งท้ายหรือสโลแกนก็คือว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” นั่นเองนะครับพยายามมองว่าคนดูจะได้อะไรจากคลิปของเรา แล้วก็อย่าไปคิดเรื่องรายได้เยอะเพราะว่าถ้าคนดูได้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นเอาไปทำแล้วต่อยอดทำมาหากินได้เงิน และก็ดูคลิปแล้วมีความสุข เชื่อผมเถอะครับว่าเดี๋ยว รายได้มันจะมาแน่นอน!”
หมดยุคทำคลิปแบบสามล้อถูกหวย! ไม่มีอีกต่อไปเปิดทริก 16 ปีอาชีพยูทูบเบอร์ที่อยู่ได้แบบมีรายได้ต่อเนื่องทำยังไง?!!! ขอบคุณข้อคิดดี ๆ จากอาจารย์เสกสรรแห่งช่อง “เสกสรร ปั้น youtube” ที่กรุณาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจที่สำคัญเป็นไอเดียให้กับเหล่า “นักล่าฝัน” และเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ที่อยากจะประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้จากโลกออนไลน์ในยุคนี้ “Content is King” และถ้าเรายิ่งให้ แล้วเราก็จะยิ่งได้ อย่างแน่นอน! หรือต้องการจะติดต่ออาจารย์เสกสรรเพื่อขอคำปรึกษา(ฟรี) เรื่องการทำคลิปวิดีโอคอนเทนต์สามารถแอดไลน์ไปที่: @sekyoutube
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด


