xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) กว่า 40 ปี เซลล์แมนจากอเมริกาที่เข้ามาบุกเบิกทำธุรกิจ เพราะหลงรักประเทศไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ผมมาที่เมืองไทยเกือบ 40 ปีที่แล้ว นี่ก่อนประเทศไทยเริ่มเจริญ เป็นแบบประเทศที่เล็ก ๆ ประเทศที่เงียบสงบ ยกตัวอย่างที่สี่แยกราชประสงค์ ไม่มีเกษรพลาซ่า มีอาคาร 3 ชั้น 4 ชั้นและก็มีบริษัทการตลาดที่อยู่ในอาคารแบบนี้ใช่ไหมครับ เอราวัณอยู่ตรงกลาง


แต่ว่าเป็นประเทศที่คนมานั่งประกอบพวงมาลัยใช่ไหมครับ เป็นแบบเรียบ ๆ แต่ว่าผมชอบ เพราะฉะนั้นผมอยากจะอยู่เมืองไทยและก็รู้สึกว่าสบายใจอยู่ที่นี่ แต่ว่าหลังจากนี้ใช่ไหมครับต้องมีวิธีที่จะชำระค่าศึกษา(หัวเราะ) ค่าเรียนแบบนี้ใช่ไหมครับมันต้องมีธุรกิจ พอดีเป็นช่วงต่อเนื่องกับการจำหน่ายเครื่องมือที่อเมริกาที่จะมาเมืองไทยพอดีเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เครื่องมือมากขึ้นในการ ประเทศกำลังพัฒนาและก็โรงงานอุตสาหกรรมเขาต้องพัฒนาด้วย เพราะฉะนั้นเขาต้องใช้เครื่องมือมาจากต่างประเทศที่จะทำธุรกิจที่นี่ได้” “คุณเดอร์ค” Mr.Dirk Bloxham นักธุรกิจชาวอเมริกันซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท แปซิฟิก แอนด์ ไฟร์ เออีซี จำกัด ย้อนเล่าถึงเส้นทางการเข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วยความที่ “หลงรักเมืองไทย” การสนทนากันในครั้งนี้สร้างความประทับใจเป็นอย่างมากเพราะว่าพูดไทยด้วยภาษาไทยที่แตกฉานดีมาก ๆ ทำให้ทลายความ “เกร็ง” ในการที่จะพูดภาษาอังกฤษซึ่งไม่แข็งแรงอย่างยิ่งของคนสัมภาษณ์ช่วยได้มาก ๆ เลย “ผมเป็นฝรั่งปลอมครับ” อีกหนึ่งในคีย์เวิดสำคัญที่เราได้ฟังจากปากของคุณเดอร์ค ผนวกกับเรื่องราวการเข้ามาทำธุรกิจในแบบฉบับของ The One Man Show จนสามารถก่อร่างสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งมากว่า 30 ปี ปัจจุบันธุรกิจของคุณเดอร์คประกอบไปด้วย1.อุปกรณ์ดับเพลิง (รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการดับไฟ) 2. อุปกรณ์กู้ภัย(เป็นกลุ่มของอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่นจากอุบัติเหตุรถชน ตึกถล่ม ฯลฯ) 3. อุปกรณ์อุตสาหกรรม(ใช้ในงานซ่อมแซมโลหะ) รวมไปถึงเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับอุตสาหกรรมหนัก เป็นต้น โดยเป็นทั้งบริษัทนำเข้ารายใหญ่มาจากอเมริกาและยังเป็นผู้จำหน่ายเองในประเทศไทยอย่างครบวงจรด้วย


“เซลล์แมน” จากอเมริกาที่เข้ามาบุกเบิกทำธุรกิจ เพราะหลงรักประเทศไทย
ผมมาเมืองไทยเพราะว่าอยากจะอยู่ที่เมืองไทย ผมทำงานอยู่ในบริษัทที่จำหน่ายเครื่องมือที่อเมริกาที่ลอสแองเจลิส ผมถือแคตตาล็อกจากบริษัทที่อเมริกาแล้วมาที่ “เยาวราช” ยังไม่รู้ว่าเยาวราชเป็นแหล่งขายเครื่องมือ ผมถือแคตตาล็อกไปเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็มานั่งคุยกับ “เถ้าแก่” อะไรแบบนี้ใช่ไหมครับ เขาก็จะเรียกลูกที่ไปเรียนจบมาจากอเมริกาแล้วก็พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง มาเป็นล่ามให้กับเราในการพูดคุยกัน อันนี้เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น10 วันผมกลับไปที่อเมริกา“คนจีนเขาจะทำธุรกิจหลายแบบ ลูกค้าคนแรกของเราเขาเคยทำพวกน้ำยาแต่งทรงผมสำหรับผู้ชาย แต่ว่าสมัยสงครามเวียดนามเขามีโอกาสได้เข้าไปช่วยทหารอเมริกาในการจัดหาอะไหล่ซ่อม หรือเครื่องมือที่ใช้สำหรับเครื่องจักรที่นำเข้ามาในเมืองไทย เพราะว่าเมื่อก่อนทหารอเมริกาเขาจะมีอยู่ที่อุดรฯ เขาจะอยู่ที่สัตหีบ เขาจะมาที่นี่แล้วก็ซ่อมแซมเพราะฉะนั้นถ้าพังการขอที่ทหารอเมริกาต้องรอเป็นเวลานาน แต่ว่าถ้าติดต่อคนจีนแถมเยาวราชแค่ 1 สัปดาห์ หรือ 10 วันก็ได้ของมาแล้ว” เพราะฉะนั้นเขาก็เลยเปลี่ยนจากธุรกิจที่เคยทำ มาทำธุรกิจที่จะช่วยทหารอเมริกาแทน และก็หลังจากสงครามเวียดนามจบแล้วผมมาที่เมืองไทยครั้งแรก ประมาณ 12 ปีหลังจากจบไปแล้ว เครื่องมือที่รับมาจากทหารอเมริกาเพื่อเอาไปขายมันก็หมดไป เขาจำหน่ายหมดแล้ว เขาอยากจะซื้อต่อแต่ว่าไม่มีใครขายให้เขา ไม่มีใครมาเมืองไทยที่จะเสนอให้เขา เขาไม่รู้จักใครแต่พอดีผมทำงานที่บริษัทใหญ่ที่เป็นโกดังที่ลอสแองเจลิส ที่จำหน่ายเครื่องมือทุกประเภทที่ต้องการใช้ รวมถึงสิ่งที่แปลก ๆ อย่างเมล็ด Asparagus หรือหน่อไม้ฝรั่งใช่ไหม(หัวเราะ) หลากหลายคือทำหลาย ๆ อย่าง แล้วแต่ว่าเขาอยากให้ผมหาอะไรให้กับเขา”

ตอนนั้นเป็น “One Man Show” ยังไม่แต่งงาน เป็นคนโสดที่อเมริกาก็มาทำงาน กลางวันทำงานบริษัท ตอนเย็นก็ทำธุรกิจของตัวเองที่ขายกับเมืองไทย “ประมาณ18 เดือน อยู่ที่อเมริกา เสร็จแล้วก็ไปเจอกับทนายความซึ่งเขาเป็นคนไทย แล้วเขาก็ไปทำพวกเวลามาเมืองไทย ที่ตัดสินใจมาเมืองไทยแต่ว่าต้องมีวีซ่า ต้องมี Work Permit ซึ่งเขาเป็นคนที่ช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ให้ทั้งหมดเลย สุดท้ายพอเวลาย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยผมมีทุกอย่างที่อนุญาตถูกต้องหมด ผมไม่ใช่เป็นโรบินฮู้ดนะที่มาเมืองไทย ผมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” แต่ว่าไม่สามารถขายเป็นเงินบาทนะ ติดต่อที่อเมริกาแต่ผมอยู่เมืองไทยเป็นเซลล์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของเอง คือเป็นตัวแทนของบริษัทของผมเองที่อยู่ที่อเมริกา ไปเรียนภาษาไทย 07.30 -12.00น. ที่เอยูเอ เป็นลูกศิษย์ของเอยูเอ ต้องเรียนเพราะว่าเวลาชาวต่างประเทศมาเมืองไทย เขาต้องตัดสินใจว่า เขาจะจำหน่ายกับฝรั่งหรือชาวต่างประเทศ หรือเขาจะจำหน่ายกับคนไทย แต่ว่าใจของผม จำหน่ายกับคนไทย เพราะฉะนั้นถ้าแบบนี้ต้องสื่อสารกัน


วิกฤตต้มยำกุ้ง! เปลี่ยนสู่การเป็น บริษัทนำเข้าและผู้จำหน่ายเองในไทย
แฟนผมชื่อ “คุณถนอม” เราได้เจอกัน ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่เอยูเอ สุดท้ายเราก็ได้แต่งงานกัน และก็ผมพูดภาษาอังกฤษประมาณ 6 เดือนแรกถึงตัดสินใจว่าเขาเข้าใจประมาณ 20% เอง เพราะฉะนั้นต้องพลิกเป็นภาษาไทย(หัวเราะ) ในบ้าน ส่วนมากเราก็จะใช้ภาษาไทยในบ้านเวลาคุยกับแฟน“ทำงานโดยการเรียนภาษาไทยช่วงเช้า ถึงประมาณเที่ยงแล้วก็นั่งรถเมล์ออกไปที่เยาวราช และก็ขายของถึงประมาณหกโมงเย็นแล้วก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่บ้านพัก แล้วก็มีเครื่องส่งแฟ็กซ์ที่จะส่งแฟ็กซ์ไปที่อเมริกาเพื่อจะสั่งของ”ผมทำงานแบบนี้จนถึงช่วงที่เกิดวิกฤต “ฟองสบู่แตก” แล้วผมเปิดบริษัทที่ประเทศไทย ที่จะขายเป็นเงินบาท เพราะฉะนั้นลูกค้าสามารถสั่งซื้อที่อเมริกาเป็น “ดอลลาร์” เพราะว่าสมัยก่อนดอลลาร์อยู่ที่ 25 บาท(ต่อดอลลาร์) ฟองสบู่แตกพอดีเราไปอเมริกาเวลาอยู่ที่อเมริกาขึ้นมาเป็น 40 บาท! ต่อดอลลาร์ ผมตกใจ ทุกคนตกใจหมด แต่เราสามารถนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าคนที่รับของมาแล้วบวกกำไรอีกทีค่อยขายต่อ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเปิดบริษัทที่ขายเป็น “เงินบาท” แล้วก็ตั้งฝ่ายขายขึ้นมา พอเสร็จแล้วไม่เคยขาดทุน บริษัทไปต่อเนื่อง

“เรานำเข้าในชื่อบริษัท แปซิฟิก แอนด์ ไฟร์ และก็เสร็จแล้วจำหน่าย ในราคาเงินบาท ตอนนั้นมันถูกกว่าของเจ้าอื่นประมาณ15-20% เพราะว่าเรานำเข้าและก็จำหน่ายเอง”ทำไมบริษัทเจริญ? เพราะว่าผมมาเมืองไทยสมัย “ชาติชาย ชุณหะวัณ” เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นเมืองไทยกำลังบูม เศรษฐกิจที่เมืองไทยกำลังบูม มีพนักงาน 2 คน“ผมกับภรรยาที่กำลังท้อง สุดท้ายก็ไม่ไหวแล้วจะต้องหาพนักงาน เศรษฐกิจกำลังบูม สั่งของอย่างเดียว ของออกมาจากท่าเรือตอนนั้นเยอะมากเลย ขายดีมาก ๆ เลย สุดยอดเลยของเข้ามาแล้วก็ส่ง ของเข้ามาแล้วก็ส่ง รถไปส่งใช่ไหมเป็นรถหกล้อมาจอดหน้าบริษัทแถวปิ่นเกล้า ห้าทุ่มพนักงานสองคนกับภรรยาของเขาที่เราเอาเขามาช่วย แปดโมงเช้าก็มาเอาของไปส่ง ใช่ ตอนนั้นคือสั่งไม่ทัน ส่งไม่ทัน มันบูมจริง ๆ ถึงแตก” แต่ว่าปีที่ต้มยำกุ้งใช่ไหม บริษัทยังมีกำไรแต่ว่าขาดทุนกำไรประมาณ 70% (แต่ว่ามีกำไรเหลือนิดนึง) แต่สุดท้ายบริษัทพลิกไป ต้องมีแคตตาล็อกของเราเอง ต้องมีพนักงานของเราเอง ต้องจดเป็นรูปแบบของบริษัท พลิก! หลังจากนั้นก็มีแต่ เจริญ เจริญ


แต่ว่าที่เราอยู่ปัจจุบันนี้ ที่นนทบุรี(เมื่อก่อนออฟฟิศอยู่ที่ปิ่นเกล้า) เพราะว่ามีลูกค้ารายหนึ่งที่ซื้อของไปประมาณล้านกว่าบาท
แต่ว่าไม่มีเงินที่จะจ่ายให้เรา เพราะฉะนั้นเขาก็ยกที่ดินที่บางศรีเมืองให้เรา(ออฟฟิศปัจจุบัน) สำหรับสินค้าที่ทางบริษัทมีการจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด 3 ประเภท โดยเริ่มต้นมาจาก “เครื่องมือ” ที่นำเข้ามาขายก่อนจากอเมริกา แต่ว่าหลังจากนั้นสักพักหนึ่ง 7-8 ปี เริ่มมีญี่ปุ่นก่อน เครื่องมือมาจากญี่ปุ่น มาเปิดตลาดในไทยแล้วราคาของเขาก็ถูกกว่า แล้วก็อีกแบบหนึ่งมันจะบาง ๆ เพื่อจะใช้กับรถยนต์ และก็ช่วงนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เข้ามาตั้งฐานการผลิตที่ประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นเขาต้องใช้เครื่องมืออีกแบบหนึ่ง ถ้าเป็นพวกโรงกลั่นน้ำมันใช่ไหมเขาจะใช้เครื่องมือหนัก ๆ เอามาจากอเมริกา“เพราะฉะนั้นเครื่องมือจากญี่ปุ่นก็เข้ามา ทำให้เครื่องมือของเราเริ่มน้อยลงแต่ว่าพอดีผมมีลูกค้าที่จำหน่ายเครื่องมือบริษัทเอสโซ่ กำลังสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ เขาอยากจะมีชุดดับเพลิง ชุดดับเพลิงมาจากอเมริกา เขาถามผมว่าหาได้ไหม? ผมก็บอกเขาไปว่าได้ แล้วก็หาให้เขาประมาณ 25 ชุดในครั้งแรก”แล้วก็ส่งไป เขาบอกโอ้ยธุรกิจนี้ไม่ชอบเขายกให้ผม แล้วพอดีเขาซื้ออีก 100 ชุด ผมบอกโอ้ยนี่ง่ายมากเลยให้ผมจำหน่ายโดยตรง ให้จำหน่ายโดยตรงกับเอสโซ่ ง่ายมากเลย เพราะฉะนั้นจากเครื่องมือก็ขยายธุรกิจเพิ่ม เรายังขายเครื่องมือแล้วเราไปเพิ่มอุปกรณ์ดับเพลิงเข้ามาด้วย เพราะว่าโรงงานอุตสาหกรรมเขาต้องมีฝ่ายผลิตที่ต้องใช้เครื่องมือ เขาต้องมีฝ่ายป้องกันที่จะใช้อุปกรณ์ดับเพลิง เพราะฉะนั้นถึงวันนี้เราได้ขายอุปกรณ์อุตสาหกรรมและก็อุปกรณ์ดับเพลิง ในสัดส่วนที่ขายได้พอ ๆ กัน


ต้องสร้าง “ความเข้าใจ” แล้วเราจะได้ความเชื่อใจ
เวลาเข้ามาที่เมืองไทย บางครั้งชาวต่างประเทศไม่เข้าใจคนไทย เพื่อนเคยบอกผมว่า ไม่มีเพื่อนแท้ ไม่มีศัตรูตลอด(ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร) เพราะฉะนั้นที่เมืองไทยเวลาทำธุรกิจใช่ไหมต้องเข้าใจว่า คบกับคนได้แต่ว่าต้องระวังนิดนึง จะคบกับใครก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งเขาจะเอาข้อมูลของเรา เอาไปเพื่อจะแข่งกับเรา อีกคนหนึ่งบอกว่า อย่าสอนลูกน้องมากเพราะว่า ถ้าสอนลูกน้องมาก เขาจะเป็นคู่แข่งกับเรา แต่ส่วนมากคนไทยก็จะสอนผมระวัง ระวัง ระวัง“แต่ว่าผมเอาความคิดมาจากอเมริกา ถ้าไม่สอนลูกน้องให้เก่ง ผมต้องเหนื่อย เพราะฉะนั้นผมบอกว่าถ้าไม่เข้าใจ “หัวใจ” ของบริษัท เขาเห็นกำไรเขาเห็นธุรกิจของเราคิดว่ามันง่าย แต่ว่าเขาไม่เข้าใจหัวใจ”เพราะฉะนั้นผมยินดีสอนเขาหมด สอนเขาแล้วเขาก็รักบริษัท และก็ช่วยกันต่อไปงานของผมจะเบาลง หรือผมจะสามารถใช้เวลาในสิ่งที่สำคัญ “เราใช้ระบบสากล คนไทยต้องเข้าใจฝรั่งเขาชอบแบบไหน ไม่ชอบโกหก ไม่ชอบขโมย คนไทยบอกว่าต้องเคารพเขา ต้องเข้าใจสังคมไทย ไม่ดูถูก เพราะฉะนั้นถ้าแบบนี้เราไปด้วยกันดีไหม เราไปในทางเดียวกัน”เพราะฉะนั้นถึงวันนี้นะ เรามีเป้าหมายที่มียอดขาย และก็คอมมิชชันที่ออกมาเราแบ่งเท่ากันทุกคนในบริษัท ไม่มีใครได้มากกว่ากัน เพราะว่าทุกคนร่วมใจร่วมมือ เราทำแบบนี้ครับ

ที่นี่เราเอาสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับประเทศไทยเอามาใช้กับ “ระบบสากล” เราปฏิบัติในบริษัทเราให้ทุกคนมาที่นี่เรากำลังเจริญเรากำลังใช้ AI ในการทำอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่ผมกำลังสอนลูกน้องของเรา กำลังลงทุนในงานของบริษัทที่จะเจริญพัฒนาตาม AI ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีอะไรทำ ไม่ใช่! เพราะว่านี่เป็นอนาคต ลูกน้องของผมก็ต้องใช้ AI เป็น เพราะว่าเขาต้องใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ผมใช้ ผมสอนลูกน้องไปใช้“ผมไม่กลัวว่าเขาจะเอา ใช้เป็นแล้วเขาจะไปที่ไหน เพราะว่าเรามีหัวใจ”


โอกาสมากมายเกิดขึ้นได้จาก “เป็นคนแรก”
ประเทศไทยถ้าเทียบกับ ประเทศจีน ซึ่งเขาเป็นคนเอเชีย ประเทศญี่ปุ่น ที่เขาก็เป็นคนเอเชียด้วย แต่เขาตั้งใจว่า เขาจะให้ประชาชนเจริญ เขาจะสามารถเอาสิ่งที่จำเป็นทำให้ก้าวหน้าในการทำสิ่งดีแบบนี้ และก็ที่ประเทศไทยรู้สึกว่าเขาจะไม่อยากจะเป็น “คนแรก” อยากจะเป็นคนที่ 2 หรือคนที่ 3 เพราะฉะนั้นถึงเป็นคนที่ 2 หรือคนที่ 3 บางครั้ง “โอกาส” ผ่านไปแล้ว“เพราะฉะนั้นผมกำลังนึกออกเฉพาะ “รถยนต์” ทำไมประเทศไทยที่เป็น เขาเรียกว่า Detroit of The East ผลิตรถยนต์เยอะ ทำไมเขาไม่ได้ผลิตรถไฟฟ้าก่อนประเทศจีน?!!! ทำไมประเทศไทยไม่เป็นแหล่งผลิตรถไฟฟ้า ที่จะส่งออกทั่วโลก”และก็เดี๋ยวนี้เมืองจีนเข้ามาเมืองไทย บริษัทรถยนต์โตโยต้า ฟอร์ด มาสด้า จริง ๆ เขากลัวว่าเขาจะต้องปิดธุรกิจ เพราะว่าเขาสู้ไม่ได้ แต่ผมมานึกออกว่าในเมื่อประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ทำไมเขาไม่ได้ผลิต เป็นประเทศแรก ที่ผลิตรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า

แล้วแต่เป็นเครื่องมืออะไรก็ได้ ประเทศไทยทำได้หมดเลยยกเว้น เขาอยากจะเป็นคนที่ 2 หรือคนที่ 3 ไม่อยากจะเป็นคนแรก“แต่คนแรกเป็นคนที่สามารถให้ เราต้องมีประชาชนที่เจริญ ที่จะเป็นคนแรก ต้องวางแพลนที่ดี ต้องเป็นผู้นำที่ดี ต้องวางแผนที่ดี ทุกอย่างก็ต้องดีที่จะเป็น แล้วแต่อเมริกา จีน และก็ญี่ปุ่น ที่จะเป็นผู้นำ “ระบบ” เขาต้องลงทุนในประชาชน”

กลับมาที่บริษัท ทำธุรกิจ เราคิดว่าถ้าไม่ลงทุนไม่ทุ่มเทกับลูกน้องเพื่อจะให้เขาเก่ง เราเสียหาย! เพราะว่าผมบอกทุกคนที่บริษัทรวมถึงผม คนที่มาก่อนต้องเป็น “สะพาน” ให้คนมาทีหลังได้ข้ามเรา แล้วก็เก่งกว่าเรา เขาต้องเป็นเจนเนอเรชันใหม่ใช่ไหมครับ ที่จะทำเก่งกว่าเรา ถ้าไม่ได้ เราจะเหนื่อย“เพราะฉะนั้นผมจะยินดีสอนได้หมดเลยที่ผมรู้ แต่ว่าเขามีพรสวรรค์ ความสามารถที่ต่างกันกับผม ผมอยากจะเปิดไฟเขียวเพื่อจะให้คนเจริญ”เรามีสุภาษิต “ทำผิดไม่ผิด ทำผิดแล้วก็ปกปิดก็ผิด” เพราะว่าทุกคนไม่มีใครทำถูกต้อง 100% เพราะฉะนั้นผมบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าทำผิด สารภาพได้เลยแล้วก็เรียกคนมาช่วยแก้ เพราะว่ามีหลาย ๆ คนที่เก่ง“ที่นี่อินเตอร์ ระบบอินเตอร์ที่ใช้ที่สิงคโปร์ลักษณะแบบนี้ ที่จะให้คนเจริญโดยความรู้ ประสบการณ์ ใช้พรสวรรค์ เปิดไฟเขียวให้เขา”


การทำธุรกิจ “สุจริต” ที่เติบโตแบบยั่งยืนกว่า
จริง ๆ บริษัทนี้นะ เออแปลกดีนะ เราไม่จ่ายเงินใต้โต๊ะ เราไม่ทุจริต ไม่มีคอร์รัปชั่น! ผมบอกว่าไม่ คนขอบอกว่าถ้าซื้อของที่นี่ไม่มี ไม่มีน้ำชา ไม่มีใต้โต๊ะไม่มีอะไร ก็มีราคาดี มาตรฐาน บริการดี และก็ดูแลหลังการขาย“ถ้าอยากจะซื้อแบบนี้ ซื้อที่นี่เลย เราไม่มีการทุจริตเพราะว่าคนที่ทำแบบนี้ ไม่ใช่คนที่รับมีปัญหา พ่อค้าแนะนำด้วย! และก็เนื่องจากเขาต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเขาจะเอาของไม่ดี ไปส่งให้เขาด้วย เป็นลูกโซ่ในการเกิดปัญหา” แต่ว่าผมคิดว่าการทำถูกต้อง เราต้องเจริญ เพราะว่าผมเคยเห็นหลายคนหลายบริษัทที่ทำธุรกิจโดยทุจริต ไม่กี่ปีก็ล้มแล้ว! เพราะฉะนั้นคนที่มาซื้อที่นี่ทุกบริษัทรวมถึงข้าราชการเขารู้จักเรา แต่ว่าหลายที่เขาไม่กล้าซื้อที่นี่เพราะเขารู้ว่าเราไม่จ่าย(ไม่จ่ายเงินใต้โต๊ะ)“เสร็จแล้วไม่มีปัญหาเพราะว่า ยอดขายของเราไม่ตกเลย หลาย ๆ คนบ่นเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าไปถามพนักงานที่อยู่ด้านล่างเขาบอกเศรษฐกิจดีมากเลย (หัวเราะ) ขายดี ขายดีกว่า!(ในขณะที่ใคร ๆ ต่างบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี) ไม่ใช่โอเคแต่ว่า ดีเลิศ! เพราะว่าทุกคนกำลังบ่นแต่เรากำลังขาย เราไม่บ่น เราวางแผน”ไปถามพนักงานได้เลย เขาแฮปปี้มาก เราบอกว่าขอบคุณพระเจ้าสำหรับมีธุรกิจแบบนี้ เพราะว่าจะเห็นว่าผมไม่มีรถเบนซ์ นาฬิกาโรเล็กซ์ไม่มี แต่ว่าลูกน้องเขาแฮปปี้ ผมแฮปปี้ เรามีเงินพอทุกคนมีเงินพอ ที่จะดูแลครอบครัวที่จะส่งลูกไปเรียนที่ดีใช่ไหมครับ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไม่ใช่ติดหนี้ เขามีเงินที่จะซื้อของได้ทุกอย่างตามที่เขาต้องการในการใช้ชีวิต


กว่า 40 ปีที่ประทับใจ “คนไทยมีน้ำใจ”
คุณเดอร์ค Mr.Dirk Bloxham เจ้าของบริษัท แปซิฟิก แอนด์ ไฟร์ เออีซี จำกัด บอกด้วยหลังจากที่เราถามเขาว่า “รักประเทศไทย” ในแบบของคุณเดอร์คที่เป็นอยู่คือได้ทำอะไรบ้าง? ซึ่งคำตอบที่ได้ฟังคือดีมากคุณเดอร์คบอกว่า คงไม่มีใครรักเมืองไทยมากกว่าคนไทย แต่ไม่มีใครทำร้ายประเทศมากไปกว่าคนไทย“มันแปลกดีนะ เขารักมาก แต่ว่าทำร้ายมาก(หัวเราะ) ปกติเราคิดว่าถ้ารักก็ต้องดูแล แต่ว่ารัก แล้วก็ไม่ดูแล มันเลยทำให้ผมงงๆ” ส่วนตัวผมเองคือเราดูแลพนักงานของเรา เพื่อจะให้มีเงินเดือน ให้มีความรู้ ให้มีโอกาสดี แล้วก็เรามีการ “บริจาค” หรือช่วยสมทบทุนกับหลาย ๆ อย่าง ด้านสังคม เช่น การช่วยเหลือคนยากจน(บางครั้งช่วยเหลือโดยใช้เงินส่วนตัว) ด้านการศึกษา หรือช่วยในงานด้านการพัฒนาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม“เราไม่ได้คิดว่าเงินทั้งหมดที่เราได้รับมา เราต้องเก็บไว้ บริษัทต้องแบ่ง ส่วนตัวเองก็แบ่ง เพื่อช่วยเหลือสังคมด้วย”เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ บางครั้งเป็นสิ่งที่เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างคนที่เป็นผู้สูงอายุ ที่เขามีเงินไม่พอในการดูแลตัวเองได้ เราจะแบ่งงบประมาณของเราให้เขาเดือนละเท่าไหร่ คือช่วยเหลือได้ก็ช่วยกันไปโดยทำเท่าที่เราพอได้เห็นและได้ไปรับทราบมาก็ช่วยเขา เราจะสังเกตเด็กที่มีปัญหา ครอบครัวที่มีปัญหา หรือคนที่มีปัญหา“เอาเงินส่วนตัวเอาไปให้เขา หรือกำไรของบริษัท ทำไม่ใช่ว่าเพื่อจะมีชื่อเสียงที่ดังไม่ใช่แบบนี้ คนมองไม่เห็น แต่ว่าเรามีความสุขในการช่วยแบบนี้”บางครั้งเป็นองค์กรบางครั้งเป็นคน ที่เราทำควบคู่มาด้วยกับการทำธุรกิจในประเทศไทย เพราะว่าสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยคือเขามีน้ำใจ แต่ว่าบางครั้งน้ำใจอยู่ที่ระดับล่าง ระดับข้างบนใช่ไหมจะเป็นผู้นำหรือจะเอาของหรือเป็นข้าราชการมีแต่หน้า! เขาทำอะไรเพื่อจะได้หน้า เขาไม่ได้ทำจากใจ“เวลามาเมืองไทย 40 ปีที่แล้ว คนไทยมีน้ำใจ เพราะว่าเขาทำจากใจ”



กว่า 40 ปี เซลล์แมนจากอเมริกาที่เข้ามาบุกเบิกทำธุรกิจ เพราะหลงรักประเทศไทย ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ จากคุณเดอร์ค บลอกซ์แฮม นักธุรกิจชาวอเมริกันที่ ณ วันนี้เรียกว่าเป็น “คนไทย” แล้วได้อย่างเต็มปาก เพราะกว่า 36 ปีที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวอายุ 70 ปีแล้ว นับอีกตัวอย่างของการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ ด้วย จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียง “ตัวคนเดียว” เข้ามาบุกเบิกมาหาลู่ทางจนกระทั่งค้นพบธุรกิจของตัวเองที่มั่นคงมาถึงปัจจุบัน สำหรับธุรกิจใดที่กำลังมองหาแหล่งเครื่องมือและอุปกรณ์ในข่ายของบริษัท แปซิฟิก แอนด์ ไฟร์ เออีซี จำกัด ซึ่งมีการจัดจำหน่ายอยู่แล้วสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ หรือ โทร.0-2026-6824

คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด