“คืออยากให้เขากินแล้วมันอร่อยเนาะเพราะคนชอบ คือผมชอบทำอาหารอยู่แล้วก็อยากให้เขากินแล้วมันอร่อยคืออยากทำให้โปรดักส์เราออกไปดี ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพหรือจำกัดว่าเป็นกลุ่มไหน แต่สรุปแล้ว ขายจืดดีกว่าเพราะคนรักสุขภาพเขามาทานกัน ตอนนี้เรามี 2 รสชาติก็คือว่า จืดกับหวานเนาะ
ตอนนี้ ‘น้ำตาล’ ประมาณเท่าที่ผมจำได้ ไม่ 2 ก็ 5% ส่วนที่เป็น ‘รสจืด’ ก็คือว่า ไม่มีน้ำตาลเลย จะเป็นรสชาติที่มาจากนมถั่วเหลืองแบบเพียว ๆ เลย คือไม่มีน้ำตาลเลย และก็กำลังดูตลาด High Protein ว่าเออไหน ๆ คนที่รักสุขภาพซื้อของเราเยอะแล้วเนี่ยผมก็เลยว่าทำไมเราไม่ลองไปดูตลาด High Protein ก็เลยตอนนี้กำลังจะ Develop นมเป็นแบบ High Protein แล้วอีกหน่อยเราก็จะมี อีกไม่นานหรอกเดี๋ยวก็จะมี High Protein มาขายด้วย” คุณกฤษณ์ “กฤตพัฒน์ ประนิช” เจ้าของแบรนด์ “Momo Soy Milk” นมถั่วเหลืองสไตล์คราฟท์ซึ่งมีจุดเด่นทางด้านรสชาติพร้อมรสสัมผัสที่ละมุนแบบครีมมี่ ๆ แบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัวในตลาด “นมโปรตีนทางเลือก” ได้ไม่นานนักก็เริ่มมีการถูกพูดถึงกันอย่างน่าสนใจ แม้ว่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ อาจจะไม่ได้มีภาพการตลาดที่ชัดว่าต้องเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ “คนรักสุขภาพ” เท่านั้น แต่ด้วยจุดเด่นของตัวสินค้าที่เกิดจากความตั้งใจในการพัฒนาของตัวเจ้าของธุรกิจเอง ก็ทำให้วันนี้แบรนด์สามารถที่จะ target customer ตลาดของตัวเองได้อย่างตรงประเด็น และเลือกช่องทางการขายเป็นแบบ Niche Market ก่อนในเฟสแรก หวังสร้างประสบการณ์ความประทับใจในครั้งแรกหลังจากที่ได้ชิม ก่อนต่อยอดไปสู่โปรดักส์ใหม่แนว High Protein ที่จะตามมาอีกในลำดับต่อไป
จับตลาด “นมโปรตีนทางเลือก” ตอบโจทย์คนแพ้นมวัวและคนรักสุขภาพ
มันจะมี DATA อันหนึ่งซึ่งว่าแบบ 98% ของประชากรใน South East Asia ซึ่งเป็น1 ในเอเชียจะเป็นพวก Lactose intolerance เราจะไม่มี Lactase เอนไซม์ที่เป็นตัวไปคอยช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กฯ ก็คือกึ่ง ๆ จะแพ้ “นมวัว” หรือโปรตีนในนมวัว ก็เลยถึงมีโปรดักส์ที่เป็นแนว “Lactose Free” เกิดขึ้นมา“คือถ้าเราไปตรวจเลือด เดี๋ยวนี้เขาจะมีตรวจเลือดว่าเราขาดวิตามินอะไร เราแพ้อะไรอาหารแพ้อะไรบ้าง ผมว่า 90 คนใน 100 คนเนี่ยคือ แพ้นม ชัวร์ ๆเพราะผมไปตรวจมาผมก็แพ้นม(แพ้นม แพ้ไข่) คือมันเป็นปัญหาหนึ่งของคนเอเชียด้วย”ซึ่งผมก็ว่าแบบ เออถ้าคนรู้พวกนี้ตลาดในเรื่องของ “นมถั่วเหลือง” มันก็น่าจะโตได้ แล้วก็พวกตลาด Oat Milk หรือ Alternative Milk เนี่ยมันน่าสนใจ เพราะว่าจริง ๆ แล้วคนเยอะมาก! ที่แพ้นมวัว
“ก่อนจะมาทำนมถั่วเหลืองผมทำร้าน‘แก้วปิ้งไก่’ ธุรกิจแรกเลย เป็นร้านอาหารอีสานแล้วที่ผมมาทำร้านแก้วปิ้งไก่ก็คือว่า จะมา Set up ระบบให้ร้านอาหารอีสาน หมายถึงว่าทุกอย่าง‘ต้นทุน’ เรา take back ได้ มีเป็น Portion เราก็มีแพลนข้างนอก”ตอนแรกมี 3 สาขา มีที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเป็นสาขาแรกเลย และก็มีที่ตึกโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 และที่เดอะมอลล์ บางแค จนกระทั่งมาเจอ “โควิด-19”ในช่วงโควิดฯ เราปิดตลอดเลย จ่ายค่าเช่าครึ่งหนึ่ง แต่ว่าที่ศูนย์ราชการฯ เขาไม่เก็บค่าเช่าเลย แล้วก็จากนั้นพอมาเปิดใหม่ปุ๊บ ยอดขายหายไปประมาณผมว่า 70%“ลูกค้าหาย traffic หาย! แล้วก็เลยว่าอยู่ต่อไม่ไหว พอยอดขายไม่ได้เนี่ย ผมก็อยู่ไม่ได้แล้ว” แล้วเรามี “ครัวกลาง” อยู่ มันต้องมีหลายสาขาเพื่อจะซัพพอร์ตครัวกลาง เพราะว่ามันก็จะมี Cost ด้วย แต่สุดท้ายแล้วพอเราเริ่มปิดเนี่ย ผมมาถามตัวเองว่าเฮ้ยจะอยู่ไหวไหม? คนที่อยู่กับผมมานาน(ลูกน้อง) โดยเฉพาะที่เป็นทีมในครัวกลาง ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการทำงานมามากนัก ผมก็เลยสงสารเขาว่าแล้วเขาจะอยู่กันยังไง?
“สุดท้ายแล้วผมก็เลยว่าเออ มันมีมาร์เก็ต ๆ หนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเออ มันยังไปต่อได้เนาะ มันมีแบรนด์ชื่อ ‘Bon Soy’ ซึ่งมันจะเป็นนมถั่วเหลือง เป็นกล่องยูเอชที(UHT) สีเหลืองม่วง มาจากออสเตรเลีย เป็นแบรนด์ของออสเตรเลียมาขาย‘ชงกาแฟ’ ตอนนั้นผมดู 2 ตลาดเนาะ ดูตลาด Oat (นมโอ๊ต) และก็ดูตลาดตัว Soy Milk”แต่ปัญหาก็คือผมไม่ได้ทำการบ้านก่อน ในหัวคิดว่า “ถั่วเหลือง” ยังไงก็ต้องปลูกในเมืองไทยเยอะแน่นอน แล้วก็พอทำไปปุ๊บทำโรงงานเสร็จแล้ว นมถั่วเหลืองคือมันต้องใช้ “ถั่วเหลือง” จะเอามาจากไหน? ใจคืออยากจะช่วยคนไทยด้วยกัน ช่วยเกษตรกรไทย แต่ว่าตอนนี้ที่โมโม่ฯ เราใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตรของคนไทยอยู่แล้ว“ทีนี้พอทำเสร็จปุ๊บผสมนมเนาะ ผมก็ทำให้มันเข้มข้นกว่านมถั่วเหลืองทั่วไปที่เราดื่มเนาะ แล้วผมก็ไปขายเองเลย เข้าคาเฟ่เลย แบบเข้าไปปึ๊บเขาก็คุยกัน เขาบอกเอ๊ยรสชาติก็ใช้ได้ ตอนนั้นผมเอารสชาติให้คล้าย ๆ บอนชอย รสชาติมันจะไม่แตกต่างกันมาก แต่คราวนี้ปึ๊บไม่มีใครเอาเราเลย! เพราะว่าบอนชอยเนี่ยเขาเก็บในอุณหภูมิห้องได้แล้วเขาเก็บได้ 2 ปี เป็นยูเอชที แต่ในขณะที่ของเราเก็บได้แค่ 14 วัน(แบบแช่เย็น) เป็นพาสเจอร์ไรซ์”ถึงแม้ว่าราคาเราจะต่ำกว่าของเขาประมาณ 20-30% แต่ลูกค้าก็ไม่เอาเรา แล้วอีกอย่างหนึ่งของ “นมถั่วเหลือง” มันคือว่า เวลาเอาไปใส่ในกาแฟจริง ๆ แล้ว “รสชาติ” มันตีกัน มันไม่เหมือนนมโอ๊ตจะหอมแล้วมันจะดันกาแฟขึ้นไป แต่ถั่วเหลืองเนี่ยมันจะมีความ ความเป็นรสชาติของถั่วเหลืองอยู่ มันก็เลยไม่ค่อย popular เท่านมโอ๊ต หมายถึงในกลุ่มที่เป็น Alternative Milk เนาะ
“Soy Milk กับ Oat Milk ในผลิตภัณฑ์กาแฟเนี่ยมันน้อยกว่ากันเยอะ ซึ่งตอนนี้ทางที่ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกมันไปไม่ได้แล้ว คราวนี้ก็เลยว่าเราลองมาเล่นตลาดพวกคล้าย ๆ กึ่งพวกสำเร็จรูปที่กินได้เลยเนาะ มาแข่งกับพวกโทฟุ ไวตามิ้ล แลคตาซอย อะไรอย่างเงี้ย ยกตัวอย่างของ โทฟุที่อยู่ในตลาดผมว่าเขาเป็น Market Leader ซึ่งมันเป็นพรีเมียมขึ้นมานิดนึง เป็นนมถั่วเหลืองพรีเมียม ผมก็เลยว่าคิดว่าจะมาเล่นตลาดพรีเมียม” ก็เลยออกมาทำโมโม่ฯ เพื่อดื่มจนถึงทุกวันนี้
ตอนแรกคิดใหญ่ไปไกลถึง “UHT” แต่มาคิดอีกที “พาสเจอร์ไรซ์” ก็พอแล้ว
คือหลัก ๆ แล้วเนี่ยที่เรามาเล่นในตลาดนี้เป็นอันดับ1 เลยคือ “รสชาติ” ก่อนว่า หนึ่งคือดื่มง่ายไหม สองคือความเข้มข้นว่ามันอร่อยไหม? “คือเราเริ่มต้นจากการมีโรงงานผลิตเองเลย(ไม่เคยทำโฮมเมด) ด้วยความที่ ‘คุณพ่อ’ ทำโรงงานเครื่องสำอางอยู่ก่อนแล้ว มันยังพอมีที่เหลือ เราก็แบ่งที่เหลือเนี่ย(เล็ก ๆ) มาทำเป็นโรงงานนมถั่วเหลือง” ซึ่งตอนแรกก่อนที่จะมาทำ “พาสเจอร์ไรซ์” ผมอยากทำเป็นยูเอชที(UHT) ด้วยความที่เราไม่ค่อยมีความรู้เนาะก็เรียกบริษัทที่เขาเป็นคนรับทำระบบของโรงงานฯเข้ามาคุย ตอนนั้นมีเงินอยู่ 6 ล้าน พอคุย ๆ ไปเริ่มมีความน่าสนใจ แพคเก็จจิ้งไม่แพง(10 สตางค์/ชิ้น) เทียบกับขวดแบบนี้ (ประมาณ 3 บาทกว่า) ซึ่งพอเขาพรีเซ้นต์เสร็จปุ๊บชั่วโมงกว่า ผมก็เลยอยากรู้แล้วสงสัย ในใจสงสัย “พี่เอาอย่างงี้ ราคาขอถูกที่สุดเลยนะ มือสอง Capacity เล็กที่สุด ในเมืองไทยที่พี่มีเนี่ยที่เขาขาย ๆ กันเนี่ย พี่ขายเท่าไหร่ เขาเปิดมารู้สึก 56 หรือ 58 ล้านบาทหรืออะไรประมาณนี้”แต่เขาบอกว่าก็พอลดได้อยู่ ลดได้เหลือ 48 ล้านบาท ผมไม่ไหว ซึ่งเราไม่ไหวจริง ๆ ก็เลยว่าไม่ได้ทำยูเอชที ตอนนั้น ณ จุดนั้นผมเลยมารู้ว่าโรงงานเขาลงทุนกันแบบ ไม่ใช่หลักล้าน เขาลงทุนกันทีแบบแค่เครื่องบรรจุยูเอชทีเนี่ยแบบ 50 ล้าน! คือแบบ Entry Level แต่พวกโรงงานใหญ่ ๆ อย่างเช่น Malee ที่ผลิตน้ำผลไม้ขวดใหญ่ ๆ เขาลงทุนกันทีเครื่องยูเอชทีของเขา 150 เกือบ 200 ล้านบาท! เท่าที่ผมทราบมานะ ก็เลยเราก็เลยมาจบที่การผลิตเป็นแบบพาสเจอร์ไรซ์แทน
ปรับปรุงในส่วน “ข้อด้อย” เพิ่มจุดเด่นก่อนออกมาเป็น “Momo”
ผมเป็นคนที่ ชอบลองอะไรไปเรื่อยใช่ไหม ก็คือ “สูตร” เนี่ยมาจาก ผมว่ามาจากเราเอง 70% และก็มาจากอินเตอร์เน็ตอีกประมาณ 30% “คือตอนแรกอย่างเช่น เอาง่าย ๆ ก็คือว่า เฮ้ยตอนแรกทำออกมาปุ๊บ ทำไมกลิ่นถั่วเหลืองมันแรง ก็ทำไปสักพัก
ก็ยังกลิ่นถั่วเหลืองแรงอยู่ใช่ไหมครับ เราก็ลองใส่ลูกเดือย(ไปแกะสูตรเขามา) ลองใส่ไปประมาณ 10% แต่กลิ่นก็ยังอยู่ ผมก็เลยไปหาข้อมูลในออนไลน์มาอีก เขาบอกว่าลองล้างถั่วเหลืองในเบคกิ้งโซดา(โซดาไบคาร์บอเนต) ปุ๊บตามยูทูบเลย ไปแช่ตามที่เขาบอกปรากฏว่า กลิ่นถั่วเหลืองมันหายจริง! แล้วมันก็ทำให้มันหอมขึ้น บางคนที่บอกกินยากเพราะกลิ่นถั่วเหลืองมันแรงใช่ไหม”พอเราหาวิธีไปเรื่อย ๆ เล่นไปเรื่อย ๆ พอเจอ เออโอเคปุ๊บ เราก็เลยเริ่มเปิดขาย
ไม่มีนมผง ไม่ได้เติมสารกันบูด และก็ไม่ได้เติม “น้ำมัน” เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพในเรื่องของรสสัมผัสที่ได้“ตอนนี้เริ่มขายได้จริง ๆ นะ มาได้ 2 เดือน 2 เดือนก็ดูว่ามันไปได้ ตอนแรกผมก็คิดว่าแบบ ออกมาขายปึ๊บ ใครจะซื้อเราวะ? ในใจผมก็แบบเฮ้ยเราจะขายได้หรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้ว มันขายได้ ก็เลยว่าจะลองดันธุรกิจนี้เข้าไปแข่งกับตลาด”
เปิดตัวครั้งแรกใน “Niche Market” รสชาติอร่อยแล้ว Packaging ก็ต้องดูดี
ด้าน คุณภัทร “ภัทร บัญญัติปิยพจน์” ผู้ร่วมก่อตั้ง “Momo Soy Milk” ซึ่งดูแลเกี่ยวกับ Marketing ของแบรนด์ก็บอกด้วย
ผมเป็น Customer ในพวกซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ใช่ไหมครับ คือมันจะมีหลายแบรนด์มาก ๆ เลยที่อาจจะอิมพอร์ตมาจากนอกที่คนไม่รู้จักเลยแต่ว่า สามารถถูกซื้อได้เรื่อย ๆ เพราะว่า Packaging มันค่อนข้างโดดเด่น ผมก็เลยคิดว่า Visual Packaging ต่าง ๆ มันต้องดูดีก่อน คนถึงจะหยิบ ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีมาร์เก็ตติ้งเลยถ้าแพคเก็จจิ้งดูดี มันก็มีสิทธิ์ที่จะโดนหยิบ เลยเริ่มตั้งแต่ Packaging ก่อน“คือตอนแรกเราก็คิดก่อนว่า target customer ของเราเป็นใคร? ใช่ไหมครับ เรารู้ว่า Price point ของเราเป็นประมาณเท่าไหร่ ซึ่งโปรดักส์เราครับ Price point มันจะค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์อื่น เราก็เลยถือว่าเป็น Premium Positioning หน่อยเพราะว่า เราสูงกว่าแต่ว่าเราก็รสชาติเข้มข้นกว่าเพราะเรา cost ค่อนข้างแพงกว่าเจ้าอื่น”ผมก็เลยคิดว่าช่องทางไหนมันเหมาะกับการที่เอาไปเข้าที่จะถึงกลุ่มลูกค้าเรา ที่เป็นกลุ่มพรีเมียมขึ้นมาหน่อย Villa Market ก็คือตอบโจทย์ค่อนข้างดี เพราะว่ามันจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มันมีหลายสาขาจริงแต่ว่าก็ Niche หน่อยและก็ ของก็คือมีของอิมพอร์ต ของพรีเมียมหน่อย เลยติดต่อเข่าไปในวิลล่าฯ เข้าไปคุยกับทางจัดซื้อว่า อยากเอาสินค้านี้เข้าไปในวิลล่าฯ คิดว่าน่าจะเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในวิลล่าฯ
“หลัก ๆ ผมคิดว่า คือเวลาเอาสินค้าไปเสนอ สิ่งที่สำคัญสุดที่เขามองคือว่า สินค้านี้มันอร่อยไหม? มันรสชาติดีไหม มันจะขายได้ไหม และก็พอเอาไปให้เขาชิม ทางจัดซื้อเขาชอบ ทางผู้บริหารของวิลล่าฯ เขาชอบ มันก็เลยผ่านจุดนี้ไปว่าเขาก็สามารถยอมเอามาชิมได้ เพราะทางวิลล่าฯ เองเขาก็มีประสบการณ์เยอะมาก ในการเอาสินค้าเข้า/ไม่เข้า คือไม่ใช่ทุกสินค้าที่เสนอไปมันจะผ่านใช่ไหมครับ มันก็ต้องคัดกรองหลัก ๆ คือ รสชาติ แล้วก็ดูว่ามี อย. ไหม? จะขายได้ไหม? แล้วเขาก็จะคิดเองว่าสินค้านี้ มันเหมาะกับวิลล่าฯ ไหม? และก็ถ้าเขาคิดว่าผ่าน เขาก็จะยอมเสี่ยงให้เราลองไปขายในช่องทางของเขาดู” อย่างแบรนด์โมโม่ฯ เองก็ไม่มีใครรู้จักอยู่แล้ว เราก็เป็นแบรนด์ใหม่ 100% ซึ่งเป็นที่แรกที่เราจะขายเลย
“นมถั่วเหลือง” สไตล์คราฟท์
ตอนนี้ของเราค่อนข้างเป็นกึ่ง ๆ คราฟท์เนาะ เราเล็กมาก ๆ คือเราผลิตได้ตอนนี้เต็มที่เลย ประมาณ 600 ขวด/วัน อันนี้ต่อจำนวนพนักงาน 1 กะ(8 ชม.) แต่คือถ้าเราจะเพิ่มกะ ถ้ามันมีดีมานด์เยอะขึ้นเราก็สามารถเพิ่มกะได้ เป็น 2 กะ หรือ 3 กะ ถ้าเป็น 3 กะก็คือเปิดโรงงาน 24 ชม.“ตอนนี้เราเปิดผลิตอยู่ 5 วัน/สัปดาห์ ซึ่งเทียบกับที่อื่น ๆ เขาก็ยังถือว่าไม่เยอะ ส่วนในเรื่องของปริมาณบรรจุต่อ1 ขวดของเรา จะมีไซซ์เดียวคือ 350 มล. ก็อิ่มพอดีสำหรับผมนะอิ่มพอดี ของคนอื่นอาจจะอิ่มไปไม่แน่ใจ(หัวเราะ)” ปริมาณก็อาจจะเยอะกว่าเจ้าอื่น ๆ อยู่นิดหนึ่ง และก็ “ราคา” ของเราจะแพงกว่าในตลาด ของเราคือ 35 บาท(ทุกรสชาติ) เหตุผลเรื่องราคาด้วยว่าเราถ้าเทียบกันกับเขาซึ่งเป็นการผลิตแบบ Labor intensive แล้วของเราไม่ได้ผลิตเป็นแบบวันหนึ่งเป็นหมื่น ๆ ขวด แบบที่เขาทำได้
ถ้าเรื่อง “ถั่วเหลือง” เราเคยทดลองใช้แบบถั่วเหลืองซีก แต่พอมันไม่เต็มเมล็ดปุ๊บมันจะเหมือนกึ่ง ๆ ถั่วเหลืองตกเกรดนิดนึง แล้วความ “มัน” จะได้ไม่เท่า คือมันไม่มันเท่า เราก็เลยเลือกถั่วเหลืองที่เป็น “เต็มเมล็ด” แบบ 100% เลย ก็คือว่าต้นทุนของเราเนี่ยมันจะแพงกว่านิดนึง แต่ว่าก็ไม่เป็นไรเพราะสุดท้ายแล้วเราพยายามทำให้มันอร่อยก่อน
สิ่งที่อยากจะพัฒนาต่อคือเรื่อง Shelf life ซึ่งของเราตอนนี้มันยังถือว่าสั้นอยู่(เก็บได้นาน 14 วัน) ค่อนข้างสั้น แล้วมันมี “จุดเสี่ยง” ในการว่า การขนส่ง การดูแลโปรดักส์“คือพอเราไปส่งดิสทริบิวชั่นเซ็นเตอร์ของเขาเนี่ย ผมก็ไม่รู้เขาเทคแคร์โปรดักส์เราดีแค่ไหน แล้วถ้ามันเป็นแบบวางเชลท์แล้วแยกชั้นก็คือเสียปึ๊บ มันก็จะเสียภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยเนาะ คือตอนนี้ที่โรงงานเราก็ก่อนที่ทุกล็อตจะออกมาเนี่ย ก็ผ่านการ QC ผ่าน Lab ว่าไม่มีเชื้อปนเปื้อน หรือเชื้อผ่านแล้ว ซึ่งเราก็ค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้เพราะมันมีประเด็นแบบนี้ที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับของเจ้าอื่น พอเชื้อผ่านแล้ว ในส่วนของ Process การล้างเครื่องหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำ คือเราต้องทำให้มันเป็นมืออาชีพที่สุด”ตอนนี้เรามี อย. แล้วและก็ GMP คาดว่าจะขอพร้อมกับ ฮาลาลไปเลย คือตรงนี้เราก็ต้องเดินหน้าด้วย
ก้าวต่อไป....ตลาดที่มองเพิ่มเอาไว้ คือเป็นกลุ่มของ “High Protein”
คุณกฤษณ์ “กฤตพัฒน์ ประนิช”เจ้าของแบรนด์ “Momo Soy Milk” บอกด้วยว่า คือตอนนี้เรายังพยายามหาโมเดิร์นเทรดที่มันเป็นค่อนข้าง Niche นิดหนึ่ง เพราะถ้าเป็นแมสมากเนี่ย กำลังการผลิตยังไม่พอจริง ๆ แต่ว่ามันก็เป็นแมสได้ อย่างที่เขาทำมาแล้วเนาะเป็นแมสได้ แต่มันต้อง ผมว่ามันต้องขายได้สักพักหนึ่ง เราต้อง make show ว่าแบรนด์เรามันแข็งพอที่จะลงทุน หมายถึงว่าลงทุนเพราะว่าด้วยที่อยู่ตรงนี้มันเล็กมาก ก็คือ Capacity เราไม่พอจริง ๆ “ก็คือเราพยายามผมเท่าที่ดูไว้ก็คือ ต้องเล่น Niche Market ก่อน คือถ้ามันขายได้จริง ๆ ปึ๊บ แล้วเราก็คือต้องหาเงินลงทุนเนาะ ลงทุนเพิ่ม ก็เลยจะมาเล่นเป็น Niche Market ที่จะเป็น วิลล่าฯ ฟูจิ กูร์เมต์ อะไรอย่างนี้ก่อน”
คือสเต็ปต่อ ๆ ไปเนี่ย ผมวางไว้ก็คือว่าที่เราดูกันไว้คือว่า เราจะไปขายเป็น “High Protein” ส่วนใหญ่เพราะว่า เขาบอกว่าตลาด High Protein เนี่ยด้วยเป็น Alternative Milk ซึ่งHigh Protein นี่คือใหญ่กว่า ใหญ่กว่าตลาดพวกนมถั่วเหลืองประมาณ4 เท่า คือคราวนี้ปุ๊บ คือเราจะทำยังไงให้“คือตอนนี้ High Protein เนี่ยมันจะหนืดเนาะ บางทีมันก็ไม่อร่อย กินยาก คือคราวนี้โจทย์ยากก็คือว่า เราจะทำยังไงให้มัน “โปรตีน” พอถึง 30 กรัม แล้วไม่หนืด ดื่มง่าย แล้วก็อิ่มอยู่ท้อง”
คือมาแล้วคือหนึ่ง Pricing เราต้อง Competitive กับตลาดเนาะ แต่ด้วยแบรนด์ “Momo Soy Milk” เนี่ยหลัก ๆ แล้วคือเรายึดติดด้วยเรื่อง “รสชาติ” ก่อน เรื่องราคาเนี่ยถ้าแพงกว่าตลาดนิดนึง หรืออาจจะถูกกว่าตลาดได้ก็ได้ แต่ถ้าผมไม่ติดเรื่องราคาแต่ขอให้รสชาติมันถ้า จะแพงกว่าก็คงแพงกว่ากันไม่เกิน 5 บาทเนาะ ผมอยากทำให้ว่ามัน“ดื่มง่ายแล้วดื่มได้ทุกวัน”
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ @momoplant หรือทาง FB/IG : momoplant


